หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 3 หน้า 123 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 27

วรรณกรรมอีสาน

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    วรรณกรรมอีสาน



    วรรณกรรมอีสาน
    1 กาฬเกษ


    กาฬเกษ

    อักษรธรรม 1 ผูก วัดแสงเกษม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี




    วรรณกรรมอีสาน



    ณ เมืองพาราณสีมีกษัตริย์ นามว่าสุริวงษ์ และมเหสีนามว่า กาฬ ปกครองนคร ท้าวสุริวงษ์มีม้ามณีกาบซึ่งเป็นม้าวิเศษเป็นพาหะคู่บารมี ครั้งหนึ่งท้าวสุริวงษ์ได้ลามเหสีและชาวเมืองไปเรียนวิชาอาคมโดยมีม้ามณีกาบเป็นพาหะไปพบพญาครุฑและยักษ์กุมภัณฑ์ได้เป็นสหายกันและพระองค์ก็เรียนศาสตราศิลป์กับพระฤๅษีจนสำเร็จแล้วกลับมาปกครองเมืองต่อไป

    เมื่อท้าวสุริวงษ์กลับมาครองเมืองแล้วก็ต้องการจะมีบุตรชายเอาไว้สืบราชสมบัติแทนพระองค์ ดังนั้นจึงทำพิธีขอลูกกับพระอินทร์ พระอินทร์ก็ได้ส่งเทพบุตรและเทพธิดาลงมาเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อให้เป็นคู่สามีภรรยากัน โดยเทพบุตรองค์หนึ่งมาเกิดในท้องนางกาฬมเหสีของท้าวสุริวงษ์ เมื่อนางกาฬประสูติออกมาเป็นชายชื่อว่ากาฬเกษ


    กาฬเกษกุมารนี้ได้เจริญเติบโตมาเป็นลำดับ ครั้งหนึ่งได้เข้าไปเล่นในโรงม้าอันเป็นที่อยู่ของม้ามณีกาบ ได้แอบขึ้นขี่ม้าแล้วม้ามณีกาบก็พากาฬเกษกุมารเหาะไปในอากาศออกจากเมืองมุ่งเข้าป่าหิมพานต์

    ขณะที่ท้าวกาฬเกษหนีออกจากเมืองนั้นได้พบกับนางนกสาลิกาคู่หนึ่ง จึงได้สั่งความให้กลับไปบอกท้าวสุริวงษ์ด้วยว่าจะออกไปเที่ยวในป่าถึง 3 ปี แล้วจะกลับมา เมื่อสั่งความเสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปจนเข้าเขตเมืองผีมนต์ของท้าวผีมนต์ และท้าวกาฬเกษได้พักอยู่นอกเมืองพบกับชาวเมืองที่ออกมาหาฟืนแล้วได้ทราบข่าวว่าท้าวผีมนต์มีลูกสาวสวยชื่อมาลีจันทร์ จึงพยายามจะไปพบนางในสวนดอกไม้

    เมื่อนางมาลีจันทร์มาชมสวนท้าวกาฬเกษจึงเข้าไปหาแล้วชอบพอรักใคร่กัน ดังนั้นตอนกลางคืนจึงแอบเข้าไปหานางเป็นเช่นนี้มานาน ต่อมาท้าวผีมนต์สืบได้ความจริง จึงได้ทำหอกยันต์ดักยิงขณะที่ท้าวกาฬเกษแอบเข้าไปนั้น พระองค์ได้ถูกหอกยันต์จนตาย แต่ก่อนจะตายท้าวกาฬเกษได้สั่งว่าอย่าเผาศพให้เอาใส่แพลอยน้ำไป นางมาลีจันทร์ได้ปฏิบัติตามที่ท้าวกาฬเกษสั่งทุกประการ

    ศพของท้าวกาฬเกษลอยไปตามน้ำจนไปถึงอาศรมพระฤๅษีแล้วพระฤๅษีมาพบเข้าจึงร่ายมนต์ชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา ท้าวกาฬเกษฟื้นขึ้นมาแล้วจึงเรียนศาสตราศิลป์อยู่กับพระฤๅษี จนสำเร็จแล้วลาพระฤๅษีกลับไปหานางมาลีจันทร์ใหม่ ท้าวผีมนต์ทราบข่าวอีกจึงเกิดการรบกัน



    วรรณกรรมอีสาน



    ในที่สุดท้าวผีมนต์แพ้จึงยกเมืองและลูกสาวคือนางมาลีจันทร์ให้แก่ท้าวกาฬเกษ ท้าวกาฬเกษอยู่ที่นั้นไม่นานก็พานางมาลีจันทร์เดินทางต่อไปอีก ในการเดินทางนี่ได้พบยักษ์หลายตนเช่นยักษ์สาระกัน, ยักษ์คันธะ และยักษ์ขีนีสาระกาย ต่างต้องการจะให้ท้าวกาฬเกษอยู่ครองเมือง แต่ท้าวกาฬเกษยังต้องการเดินทางต่อไป

    คืนหนึ่งเดินทางมาถึงร่มไม้ใหญ่จึงหยุดนอน ณ ที่นั้น ได้มีนางกินรี 3 ตน ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของพระฤๅษีได้มาพบท้าวกาฬเกษเข้า ดังนั้นนางทั้ง 3 จึงอุ้มเอาท้าวกาฬเกษหนีไป เมื่อท้าวกาฬเกษตื้นขึ้นมาได้พบนางทั้ง 3 จึงอยู่กับนาง

    ส่วนนางมาลีจันทร์และม้ามณีกาบเมื่อตื่นขึ้นมาไม่พบท้าวกาฬเกษจึงพากันออกตามหา นางมาลีจันทร์พบกับท้าวอีสูรย์ ท้าวอีสูรย์จึงเอานางมาลีจันทร์ไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ส่วนม้ามณีกาบนั้นได้ไปพบกับพระฤๅษีจึงอาศัยอยู่กับพระฤๅษี

    กาฬเกษอยู่กับนางกินรีเป็นเวลา 3 เดือน เมื่อนางกินรีลงมาปรนนิบัติพระฤๅษีและได้ทราบข่าวจากพระฤๅษี จึงไปบอกกับท้าวกาฬเกษ ท้าวกาฬเกษจึงมาหาม้ามณีกาบแล้วออกตามหานางมาลีจันทร์จนพบที่เมืองท้าวอีสูรย์

    นางกินรีทั้ง 3 ตนนั้นก็ออกตามหาท้าวกาฬเกษจนมาพบกันที่เมืองอีสูรย์แล้วปรับความเข้าใจกันจึงลาท้าวอีสูรย์เดินทางต่อไป ท้าวกาฬเกษได้พบพญายักษ์ทั้งหลายตั้งอยู่ในศีลในธรรมแล้วเดินทางต่อไป


    ขณะนั้นได้มียักษ์กุมภัณฑ์ตนหนึ่งมาเห็นนางมาลีจันทร์คิดรักใคร่จึงลักพาอุ้มเอานางไปขณะที่ทุกคนนอนหลับ เมื่อท้าวกาฬเกษตื่นขึ้นมาไม่พบนางจึงออกติดตามไปถึงเมืองยักษ์แล้วเกิดการต่อสู้กันเป็นเวลานาน ยักษ์กุมภัณฑ์เห็นท่าไม่ดีจึงขอให้ท้าวอีสูรย์มาช่วยแต่ไม่ชนะ จึงร้องขอพญาครุฑมาช่วยแต่เมื่อพญาครุฑเห็นท้าวกาฬเกษและม้ามณีกาบแล้วจำได้ว่าเป็นลูกสหายจึงให้ทำการประนีประนอมกันแล้วยกเลิกศึกสงครามต่อกัน

    เพื่อเป็นการขอโทษท้าวกาฬเกษ ยักษ์กุมภัณฑ์จึงยกลูกสาวให้เป็นมเหสีของท้าวกาฬเกษ แล้วท้าวกาฬเกษพร้อมทั้งมเหสีทั้ง 5 คนและม้ามณีกาบก็กลับเข้าเมืองพาราณสีแล้วได้ครองเมืองแทนพระบิดาในเวลาต่อมา

    อยู่มานางกาลีมเหสีคนหนึ่งของท้าวกาฬเกษประสูติโอรสออกมา ได้นามว่า “กาลียะสัตถะมาต” ได้เป็นที่รักยิ่งของมเหสีทุกคน ต่อมาท้าวกาฬเกษกับนางมาลีจันทร์กลับไปเยี่ยมท้าวผีมนต์และนางมาลีทองได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่ที่นั้นพักหนึ่งแล้วกลับมาอยู่เมืองพาราณสีดังเดิม เมื่อท้าวกาฬเกษได้แก่ชราตายไปแล้วกาลียะสัตถะกุมารได้ครองนครพาราณสีต่อมา





    อ้างอิง

    - กรมศิลปากร 2531.
    - โครงการพัฒนาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จัดทำโดย คณะกรรมการพัฒนาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับครูมัธยมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ
    - ปิยะฉัตร ปีตะวรรณ. การสำรวจใบลานในเขตจังหวัดภาคอีสาน. ภาควิชาประวัติศาสตร์
    - วิทยาลัยครูอุบลราชธานี, มปป.
    - อรทัย เลียงจินดาถาวร และ โสรัจ นามอ่อน. หนังสือใบลานจังหวัดอุบลราชธานี. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2545.


    ................................................................................





  2. #2
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    กำพร้าผีน้อย



    2 กำพร้าผีน้อย




    กำพร้าผีน้อย

    อักษรธรรม 1 ผูก วัดโนนกุง ต. นาคำ อ. ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี




    กำพร้าผีน้อย


    มีเมืองแห่งหนึ่ง มีเด็กน้อยคนหนึ่งกำพร้าพ่อและแม่ ได้เที่ยวขอทานกินจนโตเป็นหนุ่ม จึงออกจากเมืองมาทำนาทำไร่ ณ ที่แห่งหนึ่งเมื่อข้าวพืชงอกงามขึ้นได้มีสัตว์ต่างๆ มากินแม้จะไล่อย่างไรก็ไม่ไหว เอาอะไรมาทำเครื่องดักก็ขาดหมด จึงไปขอสายไหมจากย่าทำสวน(คนสวนของพระราชา) มาทำสายจึงจับช้างได้

    ช้างเมื่อถูกจับได้กลัวตายจึงร้องขอชีวิตและบอกว่าจะให้ของวิเศษจึงถอดงาข้างหนึ่งให้ ท้าวกำพร้าผีน้อยจึงปล่อยไปแล้วเอางาช้างมาไว้ที่บ้าน
    ต่อมาท่านกำพร้าดักได้เสือ เสือก็ยอมเป็นลูกน้องโดยบอกว่าถ้ามีเรื่องเดือดร้อนจะมาช่วย

    ต่อมาจับได้อีเห็น อีเห็นก็ยอมเป็นลูกน้องเช่นเดียวกับเสือ

    ต่อมาจับได้พญาฮุ่ง พญาฮุ่งก็ยอมเป็นลูกน้องอีก

    และตัวสุดท้ายจับได้คือผีน้อยที่มาขโมยกินปลาที่ไซ ผีน้อยก็ยอมเป็นลูกน้อง

    เมื่อท้าวกำพร้าผีน้อยได้งาช้างมาแล้วก็เอามาไว้ที่บ้าน ในงาช้างนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อสีดาอาศัยอยู่ นางได้ออกมาทำอาหารไว้รอท้าวกำพร้า

    ต่อมาท้าวกำพร้าจับนางได้จึงทุบงาช้างนั้นเพื่อไม่ให้นางหลบเข้าไปอยู่อีก นางจึงอยู่กินเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่นั้นมา ความสวยงามของนางสีดาได้ยินไปถึงพระราชา

    เมื่อพระราชาเห็นแล้วก็รักใคร่จึงจะยึดเอาแต่ก็กลัวคนจะติเตียนจึงท้าท้าวกำพร้าพนันการแข่งขันต่างๆ โดยถ้าท้าวกำพร้าแพ้จะยึดนางสีดามาแต่ถ้าพระองค์แพ้จะยอมยกเมืองครึ่งหนึ่งให้

    การแข่งขันนั้นคือชนวัว, ชนไก่, แข่งเรือ แต่ปรากฏว่าท้าวกำพร้าชนะทุกครั้งเพราะในการชนวัวนั้นเสือแปลงเป็นวัวมาช่วยท้าวกำพร้า, ชนไก่นั้นอีเห็นแปลงเป็นไก่มาช่วยได้กัดไก่ของพระราชาตาย ในการแข่งเรือนั้นพญาฮุ่งมาเป็นเรือและได้ทำให้เรือของพระราชาล่มแล้วกินคนทั้งหมด

    เมื่อพระราชาตายแล้วได้รวมหัวกับบ่างลั่วตัวหนึ่งโดยให้บ่างลั่วร้องเรียกวิญญาณของนางสีดามา โดยผีพระราชาได้ร้องครั้งแรกนางสีดาก็ไม่สบาย ครั้งที่สองสลบไป วิญญาณของนางจึงมาอยู่กับพวกผีพระราชา

    ส่วนท้าวกำพร้าปรึกษากับผีน้อย ผีน้อยบอกว่าอย่าเพิ่งเผาจะตามไปดูว่าวิญญาณนางอยู่ที่ใด เมื่อผีน้อยตามไปทราบเรื่องทั้งหมดแล้วจึงวางแผนจะจับบ่างลั่วตัวนั้น

    ผีน้อยจึงเข้าไปตีสนิทกับบ่างลั่วแล้วสานข้อง (ที่ใส่ปลา) ครั้งแรกสานด้วยไม้ไผ่ให้บ่างลั่วยัน ดูปรากฏว่าข้องแตกจึงสานด้วยลวด แล้วบอกให้บ่างลั่วเข้าไปดูแล้วให้ยันดูปรากฏว่าไม่แตก จึงรีบหาฝามาปิดแล้วรีบเอามาให้ท้าวกำพร้าแล้วบังคับให้บ่างลั่วร้อง เรียกวิญญาณนางสีดากลับคืนมาไม่เช่นนั้นจะ..่าเสีย

    บ่างลั่วจึงร้องเรียกเอาวิญญาณนางกลับมาโดยร้องครั้งแรกก็เคลื่อนไหวได้ ครั้งที่สองฟื้นขึ้น ครั้งที่สามหายเป็นปกติ พอทุกอย่างปกติแล้วท้าวกำพร้าจึงหลอกว่าขอดูไอ้ที่ร้องเอาวิญญาณคนหน่อยได้ไหม บ่างลั่วจึงแลบลิ้นมาให้ดู ท้าวกำพร้าจึงตัดลิ้นบ่างลั่วนั้นเสีย เพราะกลัวมันจะร้องเอาวิญญาณไปอีก บ่างลั่นจึงร้องไม่ชัดตั้งแต่นั้นมาส่วนท้าวกำพร้ากับนางสีดาได้ปกครองเมืองแทนพระราชาอย่างมีความสุข




    กรมศิลปากร 2531.
    ปิยะฉัตร ปีตะวรรณ. การสำรวจใบลานในเขตจังหวัดภาคอีสาน. ภาควิชาประวัติศาสตร์
    วิทยาลัยครูอุบลราชธานี, มปป.
    อรทัย เลียงจินดาถาวร และ โสรัจ นามอ่อน. หนังสือใบลานจังหวัดอุบลราชธานี. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2545.
    บ้านจอมยุทธ




    ++++++++++++++++++++++++++++




  3. #3
    ขอบคุณครับสำหรับวรรณกรรมอิสาน บ้านเฮาครับ รอติดตามผลงานครับ

  4. #4
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    382
    บล็อก
    63
    นั่นอะไรนั่นอะไรนะนั่นอะไรคุณครูมีอะไรดีๆมาโชว์เรื่อยเลยขอบคุณครับ

  5. #5
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ suny
    วันที่สมัคร
    Nov 2008
    ที่อยู่
    ภูมิลำเนา มหาสารคาม ทำงาน ประจวบ
    กระทู้
    848
    เป็นนิทานที่พุเฒ่าเคยเล่าให้ฟังตอนเป็นเด็กน้อย ม่วนคักครับ ขอบคุณครูเล็กที่เอาสิ่งดีดีของอีสานมาแบ่งปันครับ

  6. #6
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ ณัฐ ภูไท
    วันที่สมัคร
    Apr 2012
    กระทู้
    845
    สมัยเก่าหลังพุ้นกะเคยฟังลำเรื่องยุเมื่อกอ่นหมอลำกะลำเป็นเรื่องเป็นลาวยุต่างกับสุมื้อนี้ กาฬะเกษนี้ก็เคยได้ฟังคือกันยุมว้นคักนิทานเรื่องนี้

  7. #7
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    ไก่แก้วหอมฮู (กำพร้าไก่แก้ว)


    3. ไก่แก้วหอมฮู (กำพร้าไก่แก้ว)



    ไก่แก้วหอมฮู (กำพร้าไก่แก้ว)
    อักษรธรรม 12 ผูก วัดธัญญุตตมาราม อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี



    ไก่แก้วหอมฮู (กำพร้าไก่แก้ว)



    ที่เมืองแห่งหนึ่ง ครั้งหนึ่งชาวเมืองได้พบรูขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นหอมออกมาจากรูนั้น ทำให้เป็นที่อยากรู้อยากเห็นของทุกคน ดังนั้นพระราชาแห่งเมืองนั้นจึงประกาศหาอาสาสมัครที่จะลงไปในนั้นเพื่อจะดูว่ามีอะไรอยู่ข้างล่าง แต่ก็ไม่มีใครอาสาไป

    ในขณะนั้นมีหนุ่มน้อยคนหนึ่งชื่อ เทศจันทสมุทร์ อาศัยอยู่กับย่าจำสวน (คนสวนของพระราชา) ท้าวเทศจันทร์นี้เห็นว่าไม่มีใครไปจึงรับอาสาจะไป พระราชาจึงให้ทำอู่เหล็ก และทำโซ่เหล็กแทนเชือก แล้วให้ท้าวเทศจันทสมุทร์นั่งอยู่ในอู่นั้น แล้วหย่อนลงไปตามรูจนไปถึงเมืองแห่งหนึ่ง

    เมื่อลงไปถึงนั้นไปลงตรงเกาะพอดี ขณะที่ท้าวเทศจันทสมุทร์ขึ้นกินหมากเดื่ออยู่ ได้มีหมูตัวหนึ่งคาบแก้ววิเศษไต่น้ำมา ท้าวเทศจันทสมุทร์จึงโยนหมากเดื่อให้กินห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วรีบมาขโมยเอาแก้วไป

    เมื่อเดินต่อไปพบชายคนหนึ่ง ถือน้ำเต้าเหาะมาจึงขอเอาแก้วแลกกับน้ำเต้า เมื่อได้น้ำเต้าแล้วก็เดินต่อไป ส่วนแก้วได้เหาะกลับมาอยู่กับท้าวเทศจันทสมุทร์เหมือนเดิม

    เมื่อเดินต่อไปก็ได้พบกับคนถือขวาน ถือดาบ ถือขดหนังเหาะมาเช่นเดียวกัน ละท้าวเทศจันทสมุทร์ก็ขอแลกเอาเหมือนครั้งก่อนแล้วแก้วก็กลับมาเช่นเดียวกัน

    ดังนั้นท้าวเทศจันทสมุทร์จึงมีของดี 5 อย่าง คือ แก้ว น้ำเต้า ขวาน ดาบ และขดหนัง

    แล้วเดินทางไปอาศัยอยู่กับย่าจำสวนแล้วสืบดูนะว่าใครนะที่หอมๆ นั้น เมื่อรู้แล้วจึงขอร้องให้ย่าจำสวนไปสู่ขอให้ แต่ย่าจำสวนว่าท้าวเทศจันทสมุทร์ไม่หล่อเหลา จึงพาไปหล่อใหม่แล้วจึงไปสู่ขอให้

    เมื่อนางผมหอมเห็นท้าวเทศจันทสมุทร์แล้วก็เกิดรักใคร่กัน แต่พระราชาพ่อของนางไม่ยอม เพราะมีลูกเจ้าพระยามหากษัตริย์มาสู่ขอหลายคนแล้ว และบอกว่าถ้าอยากได้ให้มารบเอา ท้าวเทศจันทสมุทร์จึงไปรบชนะแล้วจึงได้อยู่กินกันเรื่อยมา

    เมื่ออยู่มานานก็คิดจะกลับมาเยี่ยมบ้าน จึงพานางผมหอมมาที่เก่า พอขึ้นไปทั้งสองคนแล้วผ้าของนางผมหอมผืนหนึ่งตกลง ท้าวเทศจันทสมุทร์ จึงลงไปเอา ขณะเดียวกันนั้นคนที่อยู่ข้างบนก็ดึงเอานางขึ้นมาคนเดียว

    แล้วเอามาถวายพระราชา แต่พระราชาก็ไม่สามารถเข้าใกล้นางได้ ส่วนท้าวเทศจันทสมุทร์ก็เดินทางต่อไปเพื่อจะหาทางขึ้น จนวันหนึ่งได้พบนกกระจอก 2 ตัวที่พระอินทร์แปลงกายลงมา ได้ให้ท้าวขี่ขึ้นไป และนำมามาปล่อยไว้นอกเมืองใกล้แม่น้ำ

    ขณะนั้นมีพ่อค้านายสำเภามาพบเข้า ท้าวเทศจันทสมุทร์จึงขออาศัยไปด้วย แล้วไปอยู่กับย่าจำสวนเหมือนเดิม ส่วนนางผมหอมนั้นได้ยินว่าผัวของนางมาแล้วจึงออกมาอยู่ด้วย เมื่อพระราชารู้ดังนั้นจึงส่งคนมารับนางคืนไป

    แต่ท้าวเทศจันทสมุทร์ไม่ให้ พระราชาจึงส่งกองทัพมาชิงเอานางไป กองทัพก็แพ้เพราะของวิเศษเหล่านั้น พระราชาหมดปัญญาจึงยอมยกเมืองให้ครองครึ่งหนึ่ง แล้วท้าวเทศจันทสมุทร์ก็อยู่กับนางผมหอมที่ได้มาจากรูนั้นต่อมา






    เทศบาลตำบลสีดา อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา
    ปิยะฉัตร ปีตะวรรณ. การสำรวจใบลานในเขตจังหวัดภาคอีสาน. ภาควิชาประวัติศาสตร์
    วิทยาลัยครูอุบลราชธานี, มปป.
    อรทัย เลียงจินดาถาวร และ โสรัจ นามอ่อน. หนังสือใบลานจังหวัดอุบลราชธานี. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2545.
    บ้านจอมยุทธ





  8. #8
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    ขุนทึง (ขุนเทือง)


    4. ขุนทึง (ขุนเทือง)



    ขุนทึง (ขุนเทือง)
    อักษรธรรม 4 ผูก วัดอาภาราม อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี




    ขุนทึง (ขุนเทือง)




    นครแห่งหนึ่งชื่อเชียงเงื้อมหรือเชียงใหญ่ มีกษัตริย์นามว่าขุนเทืองและนางบุสดีปกครองบ้านเมือง ครั้งหนึ่งขุนเทืองต้องการจะออกเดินเที่ยวป่าจึงออกเดินทางจากเมืองไปในป่าประมาณ 2 เดือน จึงไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งเป็นสวนของพญานาค แล้วพระองค์ได้พบลูกสาวพญานาคชื่อว่านางแอกใค้ เกิดรักใคร่กัน

    ขุนเทืองจึงตามนางไปยังเมืองบาดาลและอยู่ที่นั้นถึง 2 ปีกว่า ขณะเดียวกันกับขุนเทืองไม่อยู่นี้ นางบุสดีได้หมอมอ(โหร) มาทายดูว่าขุนเทืองอยู่ที่ใด และได้รู้ว่าขุนเทืองอยู่ที่เมืองพญานาคกับลูกสาวพญานาค นางบุสดีจึงบนบานให้พวกผีต่างๆ เช่น ผีน้ำ, ผีเสื้อ, ผีตายาย(บรรพบุรุษ) ผีเมืองเป็นต้น ตามไปบอกให้ขุนเทืองกับมาเมือง

    ขุนเทืองจึงได้ลานางแอกใค้และพญานาคเพื่อจะกลับ นางแอกใค้ได้มาส่งขุนเทืองถึงท่าน้ำ ก่อนจะจากกันได้ล้วงเอาลูกในท้องแล้วเอาใบตองทึงห่อ ให้ขุนเทืองตอนกลับเมืองเพื่อเอาไปเลี้ยง เมื่อมาถึงเมืองแล้วนางบุสดีไม่พอใจพยายามหาเรื่องเพื่อจะทำอันตรายต่างๆ นานา ขุนเทืองเห็นว่าท่าไม่ดีจึงให้เสนาอำมาตย์เอาลูกชายชื่อขุนทึงไปปล่อยไว้ในป่า



    ขุนทึง (ขุนเทือง)



    ขุนทึงอยู่ในป่าอย่างสุขสบายเพราะมีเทวดาและสัตว์ต่างๆมาดูแลรักษาเลี้ยงดู ต่อมาประมาณ 1 ปี ขุนเทืองคิดถึงขุนทึงลูกชาย จึงให้พวกอำมาตย์ออกไปสืบดูว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เมื่อทราบว่ายังมีชีวิตอยู่จึงไปเชิญเข้ามาอยู่ในเมือง

    ขุนทึงเมื่อโตเป็นหนุ่มขึ้นต้องการอยากจะพบแม่ที่แท้จริง จึงไปถามพ่อถึงที่อยู่ของแม่พอทราบว่าแม่นั้นเป็นนาคที่อยู่เมืองบาดาลจึงอำลาพ่อเพื่อที่จะไปเยี่ยมถามข่าวคราวแม่แล้วออกเดินทางไปตามที่พ่อบอก จนถึงท่าน้ำแล้วเอาไม้ตีน้ำเรียกพวกนาคให้มาหา พวกนาคถามดูรู้ว่าเป็นลูกของนางแอกใค้จึงพาขุนทึงไปเมืองบาดาลของงพญานาค

    ขุนทึงได้พบแม่ ตา และยาย แล้วอยู่ที่นั้นเป็นเวลานานพอสมควร จึงได้ลาแม่เพื่อกลับเมืองเชียงเงี้ยมของพ่อ นางแอกใค้ได้แนะนำให้ลาปู่แล้วขอของวิเศษเพื่อเป็นเครื่องติดตัวในการเดินทาง

    เมื่อขุนทึงไปลาตา ตาของขุนทึง ได้ให้ของวิเศษ 3 อย่าง มีหม้อทองแดง, ดาบ, ของ้าว และมาถามถึงวิธีใช้กับแม่ นางแอกใค้บอกวิธีใช้ว่า

    - หม้อนั้นมีของทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใน ถ้าต้องการอะไรให้ตั้งจิต อธิษฐานแล้วเคาะเบาๆ ของที่ต้องการนั้นจะออกมา
    - ดาบนั้นใช้ในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรู
    - ส่วนง้าวนั้นให้ลากไปอย่าแบกหรือถือไป ขณะที่ลากไปนั้นถ้าไม่เกี่ยวอะไรก็ให้เดินไปเรื่อยๆ ห้ามนอนแม้จะกี่วันก็ตาม แต่ถ้าของ้าวไปเกี่ยวกับอะไรแล้วจึงหยุดนอน

    ขุนทึงเมื่อแม่มาส่งท่าน้ำแล้วก็เดินทางต่อไปโดยปฏิบัติตามคำของแม่ ใช้เวลาเดินทางหลายวันจนถึงแม่น้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ของ้าวได้เกี่ยวหยุดอยู่ดึงอย่างไรก็ไม่ไปจึงหยุดนอน

    ณ ที่นั้นพอเมื่อตื่นขึ้นที่นั้นกลายเป็นเมืองใหญ่ชื่อว่าศรีสัตตนาคนหุต

    ดังนั้นขุนทึงจึงเคาะหม้อทองแดง แล้วมีหญิงสาวออกมา 2 คน ชื่อทึงและทอง จึงอภิเษกเป็นมเหสีทั้งสองคนแล้วขุนทึงก็ครองศรีสัตตนาคคนหุตต่อมาอย่างมีความสุข

    ต่อมาครั้งหนึ่งขุนทึงได้ออกไปเที่ยวป่าคนเดียวเดินทางไปประมาณ 15 วัน ถึงป่าหิมพานต์ ได้พบนางชะนีที่อยู่ใกล้กับอาศรมพระฤๅษี นางชะนีได้แปลงกายเป็นคนและใส่ยาเสน่ห์เพื่อให้ขุนทึงรัก ขุนทึงได้หลงเสน่ห์ของนางชะนีแล้วได้อยู่กับนางชะนีที่ถ้ำในป่าหิมพานต์นั้น ประมาณ ๓ ปี ได้ลูกชายหนึ่งคนชื่ออำคาหรืออู่แก้ว

    ต่อมาขุนทึงได้ลานางชะนีกลับมาเมืองศรีสัตตนาคคนหุต พร้อมกับท้าวอำคาลูกชายและสัญญากับนางชะนีว่าจะมารับไปอยู่ในเมืองด้วย เมื่อขุนทึงกลับถึงเมืองเรียบร้อยแล้วจึงแต่งขบวนแห่มาเอานางชะนีไปอยู่ในเมือง แต่พอขบวนเข้าไปถึงเมือง นางทึง นางทอง สองพี่น้องได้ปล่อยหมาให้ไล่นางชะนีแปลงเป็นคนมานั้น นางชะนีได้วิ่งหนีออกจากเมืองกลับไปอยู่ป่าหิมพานต์ตามเดิม

    อยู่มาไม่นานขุนทึงไม่สบายจึงให้ท้าวอำคาไปขอยากับนางชะนีผู้เป็นแม่มากินและบอกให้เอามามากๆ เพื่อที่จะแจกจ่ายชาวเมืองด้วย แต่นางชะนีให้มานิดหนึ่งเพราะนางโกรธที่นางทึงนางทองปล่อยหมาไล่นางออกจากเมืองแทบเอาชีวิตไม่รอด ขุนทึงได้กินยาแล้วก็หายเป็นปกติ

    ต่อมาขุนทึงได้อภิเษกให้ท้าวอำคาขึ้นครองราชย์แทน และอยู่มาอีกนานขุนทึงไม่สบายอีกจึงให้ท้าวอำคาไปขอยากับนางชะนีมากินอีกแต่ท้าวอำคาไปครั้งนี้ไม่พบนางชะนีเพราะนางชะนีได้ตายไปแล้ว จึงกลับมามือเปล่าขุนทึงเมื่อไม่ได้ยากินก็ตายไปอีกคนส่วนท้าวอำคานั้นได้ครองเมืองต่อมา








    - กรมศิลปากร 2531.
    - โครงการพัฒนาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จัดทำโดย คณะกรรมการพัฒนาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับครูมัธยมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ
    - บ้านจอมยุทธ





  9. #9
    ขอบคุณครับครูเล็ก ได้อ่านนิทานอิสานบ้านเฮาครับบบบบบ

  10. #10
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ pcalibration
    วันที่สมัคร
    Nov 2008
    ที่อยู่
    เมืองฉะเชิงเทรา(แปดริ้ว)
    กระทู้
    1,986
    บล็อก
    1
    ขอบคุณครับครูเล็ก...ที่นำมาเสนอ..นิทานวรรณกรรมอีสาน
    ซึ่งปริวรรตมาจากหนังสือธรรมใบลาน เป็นการนำเรื่องมาเล่าโดยย่อผ่านตัวละครต่างๆ
    (วรรณกรรมประเภทนี้ต้นฉบับใบลานจะยังมีอยู่ตามวัดต่างๆในภาคอีสาน บางส่วนก็สูญหายไปบ้างตามกาลเวลา เพราะการเก็บรักษาไม่ดี)


Tags for this Thread