กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

นิทานก่อนนอน

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    นิทานก่อนนอน



    ********************
    นิทานก่อนนอน....ของเรา (1)
    ********************



    นิทานก่อนนอน....ของเรา (1)


    จำได้ว่า ตอนเล็กๆ เป็นเด็กน้อยตอนหัวค่ำ จะออกมานอนที่ระเบียงบ้าน มียายนอนกล่อม ตัวเราก็นอนเอกเขนก คอยฟังนิทานไปด้วย

    ยายของเรา....ยามค่ำคืน ฟ้าสลัว ก็จะปูสาด เราเองก็จะหอบหมอนมานอนด้วย ส่วนแม่ก็ขายของและจัดของหน้าร้าน ไว้คอยขายในวันรุ่งขึ้น

    ทุกคืนจะได้ฟังนิทานดีๆ จากยายสม่ำเสมอเลยละ...

    เราก็นอนซุกยายอยู่นั่นแล้วละ แถมยังนำมือน้อยๆๆ ไปเกาแขนยายเล่น..

    มันเป็นความสุขมากมาย ความสุขยามค่ำคืนที่ระเบียงบ้าน ร้องให้ยายเล่าเรื่องราวอะไรต่ออะไรมากมาย


    นิทานก่อนนอน



    จำได้ขึ้นใจว่า นิทานเท้าสามล ในเรื่องพระสังข์ นางพันธุรัตน์ในเรื่องพระอภัยมณี ติดตราตรึงใจอยู่ในสมองน้อยๆ ของเรา โดยที่บ้านเราจนมาก ไม่มีโทรทัศน์จะดู แต่เราก็มีความสุขมากมายที่มันซึมซับ เข้าไปในสมอง เข้าไปในจินตนาการเมื่อไรไม่รู้ตัว

    สอนให้เราเป็นคนช่างอ่าน ช่างฝัน สารพัด ทั้งที่โตขึ้นมาแล้วเราไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสนิทานเอลย


    ภาพแห่งความสุขของเรา...มันฝังอยู่ในความทรงจำตลอดเวลา


    นิทานของยายเป็นนิทานพื้นบ้าน

    ถ้าจะให้เล่าเป็นเรื่องเป็นราวคงไม่ได้....

    เพราะถึงตอนกลางเรื่องทีไร เรา...มักจะหลับไปทุกที ตื่นขึ้นมาเช้าแล้ว...

    ท้าวสามล ออกตามหาไม่ถึงพระสังข์ สักที
    นางพันธุรัตน์ ก็ได้แต่เหาะ...ไม่ไปไหนสักที...

    แต่ในความรุ้สึกของเรา....ไม่มีอะไรสุขใจเท่านี้มาก่อน


    นิทานก่อนนอนที่แสนนิทรารมณ์ หรือนิทานพื้นบ้าน
    ที่เคยได้ฟังนะคะ...




    +++++++++++++++




    พระนางสร้อยดอกหมาก กับ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง




    พระนางสร้อยดอกหมาก กับ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง



    นิทานก่อนนอน



    ที่สยาม...

    นานมาแล้ว... ในยุคก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี บรรดาเหล่าเจ้าเมืองน้อยใหญ่ ข้าราชบริพาร และสมณชีพราหมณ์ทั้งหลาย จึงได้พร้อมใจกันเสี่ยงเรือบรรทุกเครื่องราชกุธภัณฑ์ หรือเรือสุวรรณหงส์เอกชัย โดยการปล่อยให้เรือบรรทุกเครื่องราชกุธภัณฑ์ ล่องลอยไปกระแสของลำน้ำ เพื่อเสี่ยงสัตยาธิษฐานหาผู้ที่มีบุญมาเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ



    เรือเสี่ยงทาย ได้ล่องลอยไปตามน้ำ จนถึงตำบลหนึ่งทันใดนั้นเอง เรือก็ไม่ยอมวิ่ง หยุดอยู่กับที่หาขยับเขยื้อนไม่ เหล่าเสนาอำมาตย์ที่มากับเรือเสี่ยงทายนี้ก็ได้ขึ้นจากเรือ ไปเที่ยวสืบดูจนได้พบกับเด็กชายผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเด็กเลี้ยงโคที่กำลังเล่นกันอยู่
    พบเด็กชายคนหนึ่งท่าทางฉลาดพูดจาตอบโต้ฉาดฉาน เหล่าอำมาตย์ต่างก็คิดว่า “ชะรอยเด็กคนนี้คงเป็นผู้มีบุญ กิริยาท่าทางจึงต่างกับเด็กคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้การเจรจากับเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าก็ฉลาดหลักแหลม”


    เหล่าอำมาตย์ขุนนางจึงได้นำตัวเด็กชายคนนี้มาให้พราหมณ์ตรวจสอบ พราหมณ์ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าตรงกับลักษณะของผู้มีบุญญาธิการสูง จึงพร้อมใจกันทำพิธีราชาภิเษกอัญเชิญให้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า

    “พระเจ้าสายน้ำผึ้ง”



    สาเหตุที่ได้นามนี้เพราะ

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระเจ้ากรุงสยาม พระองค์ใหม่ได้ขึ้นปกครองแผ่นดิน ทรงปกครองบ้านเมืองเป็นปรกติสุข ครั้งหนึ่งพระองค์โปรดให้ยกขบวนพยุหยาตรา ไปทางชลมารค พร้อมกับเหล่าเสนาบดี เมื่อเสด็จมาถึงยังหัวแหลมวัดปากคลอง เป็นเวลาน้ำขึ้น จึงตรัสสั่งให้จอดเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด ทอดพระเนตรเห็นรังผึ้งจับอยู่ที่อกไก่ใต้ช่อฟ้าหน้าโบสถ์ จึงทรงอธิษฐานเสี่ยงบุญญาธิการว่า

    “จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร ด้วยเดชะบุญญาภิสังขารของเรา เพื่อจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด”

    เมื่อตรัสจบน้ำผึ้งก็หยดลงมากลั้วเอาเรือพระที่นั่งยกขึ้นไปถึงที่ทันที

    เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ตาของเสนาบดีน้อยใหญ่ พระเจ้ากรุงสยาม จึงเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร โดยเปลื้องพระภูษาทรงสักการะพระพุทธปฏิมากร เสร็จแล้วจึงเสด็จลงเรือประทับพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิม บรรดาภิกษุสงฆ์และเหล่าเสนาบดีต่างก็พากันถวายพระพรชัยและถวายพระนามพระเจ้า กรุงสยามว่า “ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ”

    ครั้นถึงเวลาน้ำลง พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงมีรับสั่งให้เหล่าเสนาบดีกลับไปรักษาพระนคร ส่วนพระองค์นั้นเสด็จไปโดยเรือพระที่นั่งเอกชัยเพียงลำเดียว เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งราชกุศลที่สร้างมาแต่ปางหลัง จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัย




    ที่เมืองจีน...



    นิทานก่อนนอน



    มีเด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่ง เกิดอยู่ในจั่นหมาก พระเจ้ากรุงจีนได้ทรงนำมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และได้ให้นามนางว่า “นางสร้อยดอกหมาก”

    เมื่อนางสร้อยดอกหมาก เจริญวัยขึ้น นางมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก พระเจ้ากรุงจีนทรงโปรดให้โหรทำนายว่า ในกาลภายหน้า พระนางสร้อยดอกหมากจะคู่ควรกับกษัตริย์เมืองใด

    โหรพิเคราะห์ดูแล้วกล่าวว่า คู่ของนางจะเป็นกษัตริย์กรุงสยาม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเป็นผู้มีบุญญาภินิหารมากนัก พระเจ้ากรุงจีนได้ฟังคำโหรทำนายดังนั้น ก็ทรงพอพระหฤทัยยิ่งนัก

    จากข่าวของกษัตริย์รู้ไปถึงกรุงจีน ชาวจีนทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงนำความขึ้นทูลว่าพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์นี้ มีบุญญาธิการมาก

    พระเจ้ากรุงจีนจึงรับสั่งให้เสนาบดีผู้ใหญ่ไปสืบดูว่าพระเจ้ากรุงสยามมี บุญญาธิการจริงหรือไม่

    เสนาบดีจีนออกไปทูลเชิญพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่อ่าวนาค ซึ่งเป็นที่ที่มีภยันตรายมาก ตกเพลาค่ำเสนาบดีจีนใช้ทหารไปสอดแนมดูว่า
    “ เหตุการณ์ร้ายแรงอันใดจะเกิดขึ้นหรือไม่ ”
    แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และมีเสียงดุริยางค์ดนตรีเป็นที่ครึกครื้น

    ในคืนต่อมาเสนาบดีจึงทูลเชิญเสด็จพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่มีอันตรายมาก ขึ้นไปอีก

    เหตุการณ์ยังเหมือนคืนก่อน

    เมื่อพระเจ้ากรุงจีนได้ทรงทราบก็ทรงโสมนัสยิ่ง นัก จึงมีรับสั่งให้จัดกระบวนแห่ออกไปรับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาภายในพระราชวัง และให้ราชาภิเษกพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง

    เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงจีนกลับพระนคร พร้อมขอนำเจ้าหญิงสร้อยดอกหมาก กลับไปยังบ้านเมืองของด้วย เพราะเกรงว่าหากไม่มีผู้อยู่ดูแลเหล่าข้าศึกศัตรูอาจจะยกมารุกรานได้

    พระเจ้ากรุงจีนจึงได้จัด เรืองสำเภาห้าลำ บริวารอีก ห้าร้อยคน พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคเป็นอันมาก เพื่อตามเสด็จสู่กรุงสยาม




    ที่สยาม


    เมื่อถึงเมืองเหล่าขุนนางผู้ใหญ่พร้อมพระราชาคณะ ได้ออกมาต้อนรับที่เกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า เกาะพระมา จนถึงทุกวันนี้

    พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จมาจนถึงปากแม่น้ำเบี้ยซึ่งอยู่ท้ายเมือง จึงได้รับสั่งให้เจ้าหญิงสร้อยดอกหมากคอยอยู่ในสำเภาโดยพระองค์จะเสด็จเข้าพระราชวังก่อน เพื่อจัดเตรียมขบวนกรียติยศออกมารับ

    จากนั้นพระเจ้าสายน้ำผึ้งจังจัดให้ข้าราชบริพารจัดขบวนออกมารับเสด็จพระนางสร้อยดอกหมาก โดยพระองค์ไม่ได้มาเอง
    แต่ พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ กล่าวว่า

    “มาด้วยพระองค์ก็โดยยากเมื่อมาถึงพระราชวังแล้วเป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับก็จะไม่ไป”


    เสนาบดีนำเนื้อความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้งคิดว่านางหยอกเล่นจึงกล่าวสัพยอกว่า
    “เมื่อมาถึงแล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด”

    เมื่อ พระนางทราบเนื้อความจึงสำคัญ ว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งพูดจริง จึงน้อยพระทัยและเศร้าพระทัยยิ่งนัก

    ครั้นรุ่งเช้าเมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งจัดกระบวนแห่มารับ และเสด็จมาด้วยพระองค์เอง เมื่อเสด็จขึ้นไปบนสำเภา พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่าพระองค์

    พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงทรงสัพยอกอีกว่า
    “เอาละ เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด”


    ฝ่ายพระนางสร้อยดอกหมากได้ฟังดังนั้น ด้วยความน้อยพระทัยนางจึงกลั้นพระทัยตายทันที


    พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยมาก โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระ..พของพระนางขึ้นมาพระราชทานเพลิง


    ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและชาวไทย จึงทรงสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก และได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “
    วัดพระนางเชิญ ” แต่นั้นมา


    จากตำนานเรื่อง “เจ้าชายสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก”
    จึงเป็นตำนานแห่งการสร้างวัด พนัญเชิง หรือวัดพระเจ้าแพนงเชิง หรือวัดพระนางเชิญ ก็มี วัดนี้เป็นวัดสำคัญเก่าแก่แต่โบราณของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    เป็นวัดที่ได้รับความเคารพนับถือของชาวไทยและจีน ทุกปีจะมีงานฉลองตามประเพณีสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันนี้





    +++++++++++++++++++




    ช่างเป็นเรื่องราวที่แสนเศร้าจังเลย...


    ท่านล่ะคะ อ่านแล้วเศร้าไปกับเราบ้างไหม....




    ติดตาม นิทานก่อนนอน...ของเรา เรื่อง พระยากง พระยาพาน นะคะ




    +++++++++++++++


    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 23-03-2013 at 06:47.


  2. #2
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    382
    บล็อก
    63
    ในเรื่องท้าวสามลเป็นอะไรกับพระสังข์ทัมจั๋งน๊าจำไม่ได้แล้วแล้วตือโป๊ยก่ายได้ไปร่วมขบวนไปอัญเชิญพระไตรปิฏกนำหมู่ไหมน้อ

  3. #3
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    นิทานก่อนนอน....ของเรา (2)


    ********************
    นิทานก่อนนอน....ของเรา (2)
    ********************



    ตอน พระยากง - พระยาพาน (ตำนานพระปฐมเจดีย์)




    จำได้ว่า ตอนเด็กๆๆ กำลังเล่นดินอยู่ที่พื้น มือสองมือเราก็กวาดพื้นสะอาดเลยเชียว ก็เอาหินน้อยๆ มาวาดรูปตุ๊กตา กับ พื้นดินนั่นเอง บางทีก็ได้รูปเหมือนนางฟ้าเลย บางทีก็เหมือนกับนางยักษ์ไปโน้น....ไม่พอใจก็เอามือลบใหม่ วาดดอกไม้ วาดหมาน้อย วาดวัวควายไปตามเรื่อง

    บางครึ้งก็วาดวิวทัศน์ ที่ไม่รู้เส้นระดับสายตาอะไรเลยละ รู้แต่มีภูเขาสองลูกแล้วต้องซ้อนกัน มีดวงอาทิตย์ตรงกลางของภูเขา มีทะเลด้วยนะ มีต้นมะพร้าวหนึ่งต้น บอกไม่ถูกว่าทำไมต้นมะพร้าวต้องหนึ่งต้น



    พอได้วาดนั่นนี้กับพื้นดิน ก็เหมือนกับเข้าโลกส่วนตัว กวาดพื้นดินตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็วาดๆ รูปที่สคิดว่าสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง...

    เริ่มแล้ว วาดเสร็จเริ่มมีเสียงพากษ์ขึ้นมาและ พากษ์เองเออเอง ไม่รู้ละครเรื่องอะไรบ้าง ก็คงละครจากนิทานก่อนนอนที่ยายเล่าให้ฟังนั่นเอง หรือไม่ก็คงละครจากวิทยุมั้ง...ค่อยลืมไปแล้วละ...ชีวิตวัยเด็ก ช่างสดชื่อบริสิทธิ์มากเลย....


    ลุกขึ้นจากพื้นดินที่วาด อ้าวแม่่เรียกกินข้าวแล้ว ...ได้เวลาทะโมนสองตัวจะแย่งกันกินแล้ว อาหารที่มี ไม่มีอะไรหรอกนอกจากป่นปลา...กับผักกระถินในนา แล้วก็ผักลิ้นปี่ บางวันได้ดอกกระเจียวมา ก็มาต้มกับผักติ้ว พอได้จิ้มกับป่นปลาที่มี


    วันนี้มีไข่มาต้มด้วย ไข่ก็มาจากนางสำออยในเล้านั่นเอง ค่อยๆ มุดเข้าไปในเล้าไก่ ค่อยๆ ยกก้นนางสำออยที่มอบฟักไข่ให้ตูดมันโด่งขึ้นมา

    ทันไดนั้น มือน้อยๆ ก็เริ่มจัดการล้วงลงไปใต้ก้นนางสำออย เล็งไว้แล้วไข่สองลูก และแล้วมือนั้นก็หยับมั๊บ ....แอ่น แอน แอ้น ได้ไข่มาสองฟอง เอามาให้แม่ต้มให้กิน ว้าววววววว อร่อย หันไปหัวเราะเยาะนางสำออย แต่เอ...มันจะรู้ไหมว่า มีมือดีมาขโมยไข่ไปแล้ว....เพราะดูว่านางสำออย มันอยู่เฉยเลยละ ไม่รู้ว่าไข่มันถูกมือดี เอามาเรียบร้อยแล้ว.....



    เรื่องที่ยายเคยเล่าให้ฟัง ก็คือ เรื่องของพระยากง กับพระยาพาน ค่ะ



    +++++++++++


    พระยากง - พระยาพาน


    นิทานก่อนนอน....ของเรา (2)



    เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว พระเจ้าสิการาช แห่งเมืองกำแพงแสน ได้มอบราชสมบัติให้กับพระราชโอาสผู้มีพระนามว่า พระยากง ได้ปกครองบ้านเมือง พร้อมส่งศาสน์ไปทูลขอพระราชธิดาของเพระาเจ้าเทลเมศวร แห่งเมืองเพชรบุรี มาอภิเษกให้เป็นพระมเหสี หลังจากนั้นไม่นานพระเจ้าสิการาชก็เสด็จสวรรรคต เมื่อทำพิธีถวายพระเพลงิพระบิดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระยากง ก็เปลี่ยนชื่อเมือง เป็น เมืองศรีวิชัย

    ครั้นพระมเหสีทรงครรภ์จนครบกำหนดและประสูติพระโอรส หมอหลวงสได้นำพานทองไปรองรับ เผอิญหน้าผากของพระโอรสถูกขอบพานจนเกิดแผลเป็น และเมื่อพระยากงให้ตรวจดูดวงชะตา โหรหลวงได้ทูลว่า

    พระโอรสเป็นผู้มีบุญญาธิการ แต่จะทำปิตุฆาตพระบิดา พระยากงรู้สึกโทมนัส จำต้องสั่งให้นำพระกุมารไปทิ้งในป่านอกเมือง

    แต่ดวงชะตาของพระโอรสไม่ถึงฆาต เมื่อเหล่าทหารนำไปทิ้งแล้ว ต่างก็พากนกลับในทันที บังเอิญมียายคนหนึ่งชื่อ ยายหอม ซื่องเป็นชาวบ้านได้สังเกตเห็นฝูงอร้งมาจับกลุ่มอยู่เหนือยอดไผ่ จึงได้เดินเข้าไปดู พบเด็กทารกน้อยนอนร้องไห้จึงสงสารมาก นำมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรร ตั้งชื่อว่า พาน

    ยายหอมมีอาชีพเลี้ยงเป็ด และขี้เป็ดได้สูงขึ้นๆ จนเป็นโคกสู บริเวณนั้นจึงเรียกว่า "โคกยายหอม"

    สิบห้าปีต่อมา พานได้เติบโตเป็นหนุ่มน้อย ได้ลายายหอมออกมาเผชิญโชค โดยเดินทางขึ้นไปทางเหนือ ...

    ต่อมาได้ฝากตัวเพื่อเรียนวิชาต่างๆ กับ สมภารแห่งวัดใหญ่เมืองสุโขทัย

    ครั้นพานอายุได้ 20 ปี ก็ได้บรรพชาอยูู่สองพรรษา จึงได้ลาสิกขา

    อยู่มาวันหนึ่งเจ้าเมืองสุโขทัยสุบินสุบินนิมิต ว่ามีพานทองใบหนึ่งลอยมาทางทิศใต้และพระองค์ทรงรับไว้ได้ โหรทำนายว่าเจาเมืองสุโขทัยจะได้ผู้มีบุญญาธิการสูงมาอยู่ในปกครอง

    ค่อมาไม่นาน ทิดพานก็พบช้างตกมันเชื่อกหนึ่งกำลังอาละวาดเอางาไล่แทงผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ควาญช้างก็ไม่สามารถจับได้ ทิดพานจึงตรงเข้าไปจับช้างเชือกนั้นเอางากดไว้กับินจนช้างหมดฤทธิ์ไม่สามารถอาละวาดได้อีก พวกควาญช้างจึงรีบช่วยกันจับขาช้างสวมปลอกผูกไว้อย่างแน่น แล้วนำความไปกราบบังคมทูลต่อเจ้าเมืองสุโขทัย


    เมื่อทหารนำตัว ทิดพานมาเข้าเฝ้าและทรงเห็นว่าทิดพานเป็นผู้มีวิชาความรู้ เจ้าเมืองสุโขทัยจึงซักประวัติความเป็นมา


    ทิดพานพูดว่า ตนได้รับการเลี้ยงดูจากยายหอมมาจนโต เจ้าเมืองพิจารณาดูรูปร่างลักษณะเห็ฯว่าคงไม่ใช่ลูกชาวบ้านธรรมดา จึงโปรดให้รับไว้ทำราชการ

    ทิดพานตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งมหาอุปราชและเป็นแม่ทัพไปตีเมือง ศรีวิชัย ของพระยากง ซึ่งกำลังเป็ฯเมืองที่แข่งบารมีกับเมืองสุโขทัย


    เมื่อพระยากงเห็นข้าศึกยกทัพมาล้อมเมืองพร้อมมีสาสน์มาท้าชนช้างจึงยกพลออกไปต่อสู้ ระว่างทางเกิดเหตุอาเพศเป็นเรื่องบอกลางร้ายหลายประการ เช่น


    - พระยากงรู้สึกลมหายใจติดขัดทั้งซ้ายและขวา
    - ขณะยกกองทัพออกจากเมือง ปรากฏว่าเทวดาบันดาลให้กิ่งโพธิ์ขนาดใหญ่หักลงมาทับทหารล้มตายหลายคน


    เมื่อช้างทรงของพระยากงเผชิญหน้ากับช้างขอพาน พระยากงที่มีเชิบรบเป็นที่หนึ่งได้ที ฟันของ้าวเข้าใส่ พระยาพานเอี้ยวตัวหลบทัน แต่ไปถูกหมวกทำให้พระยากงมองเห็นแผลเป็นที่หน้าผากของพาน ก็ให้หวนรำลึกถึงพระโอรสจนเผลอเหม่อลอย


    พระยาพานได้ทีก็ฟันด้วยของ้าวจนพระเศียรของพระยากงขาดกระเด็น เหล่าทหารต่างเสียขวัญพากันหลบหนีเข้าเมือง หลังจากยึดเมืองศรีวิชัยได้แล้ว และเห็นว่าเหล่าอำมาตย์ต่างยอมสวามิภักดิ์ พรรยาพานจึงให้อยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป


    จากนั้นก็เดินไปดูที่อยู่ของพระมเหสีและเหล่านางสนมกำนันของพระยากงเพื่อดูว่ามีปฏิกิริยา อย่างไรบ้าง


    เทวดาผู้มีหน้าที่รักษามหาปราสาทเกรงจะเกิดเรื่องอุบาทย์ขึ้นเพราะ พระยาพานเป็นโอรสของพระมเหสีกับพระยากง จึงแปลงตัวเป็นแมวสองแม่ลูงนอนขวางอยู่ที่ประตู พระยาพานไม่ทันสังเกตเลยเดิมข้ามไป ลูกแมวก็พูดกับแม่ว่า เขาคงเห็ฯเราเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานถึงกล้าทำเช่นนี้ แม่แมวตอบว่าแม้แต่แม่ของเขายังคิดจะเกี้ยวพาราสี นับประสาอะไรจะมาสนใจสัตว์อย่่างเรา พระยาพานได้ฟังดังนั้นรู้สึกประหลาดใจ จึงตั้งสัตยธิษฐานว่า หากพระมเหสีของพระยากงเป็นพระมารดาของตนขอให้มีน้ำนมไหลออกมา ซึ่งก็เป็นจริงตามคำอธิษฐานทุกประการ


    พระยาพานรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องทำปิตุฆาตเพราะไม่ทราบความจริง นึกโกรธยายหอมที่ไม่ยอมบอกเรื่องราวเกี่ยวกับชาติกำเนิเดิมให้ทราบ จึงสั่งให้เสนานำตัวยายหอมไปประหาร บริเวณที่ประหารยายหอมนั้นต่อมาได้ชื่อว่าโคกยายหอม


    อยู่ต่อมาพระยาพานรู้สึกไม่สบายใจคิดใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ที่ทำลงไปว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ด้วยก่อนประหารยายหอมได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่ไปพบพระยาพานอยู่ในพานทองและทำท่าแร้งให้ดู ที่ตรงนั้นจึงเป็นตำบลท่าแร้ง

    แมื่อรู้ว่าได้กระทำความผิดอย่างใหญ่หลวง เพราะฆ่าผู้ที่มีพระคุณชุบเลี้ยงมาตั้งแต่วัยเด็กและได้ประหารบิดาผู้ให้กำเนิด

    พระยาพานจึงปรึกษาขุนนางอำมาตย์ซึ่งได้รับคำแนะนำว่าควรสร้างเจดีย์สูงชั่วนกเขาเหิน เพื่อเป็นการไถ่บาป


    พระยาพานจึงเกณฑ์ไพร่พลและใช้เวลาก่อสร้างอยู่ราวสิบเดือน พระสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่จึงแล้วเสร็จ หลังจากทำพิธีสมโภชเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้ว พระยาพานได้แต่งพระราชสานน์พร้อมเครื่องบรรณาการไปยังเมืองสุโขทัย พระยาพานได้ครองเมืองศรีวิชัยอยู่เป็นเวลา 12 ปี จึงสวรรคต


    เรื่องจากไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา ทำให้ไม่มีรัชทายาทปกครองต่อ เจ้าเมืองสุโขทัยจึงยกทับมาทอดพระเนตรเห็นศรีวิชัยกลายเป็นเมืองร้างเกิดความเศร้าสลดมาก จึงยกทัพกลับ ระหว่างทางพบภูมิประเทศแห่งหนึ่ง มีชัยภูมิเหมาะสมจึงได้โปรดให้สร้างเมืองขึ้นมาเพื่อให้พระยาสายทอง ราชโอรสปกครองและแบ่งไพร่พลให้อยู่สร้างบ้านเมืองสองพันคน เมืองนั้นได้ชื่อว่า เมืองสองพันบุรี ต่อมาได้เป็นเมืองสุพรรณบุรี







    ++++++++++++++
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 22-03-2013 at 18:33.

  4. #4
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197


    ********************
    นิทานก่อนนอน....ของเรา (3)
    ********************



    ท้าวกกขนาก เขาวงพระจันนทร์



    ในตอนเล็กๆ ชองเล่นที่ชอบก็คือ เล่นขายของ กับ เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เวลาเล่นขายของ ก็จะเดินไปเก็บใบไม้ นำมีดโกณเหลาดินสอ อันละหนึ่งบาท เอาไม้รองเป็นเขียงหั่นใบไม้สดเป็นฝอยๆๆ สมมุติว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวบ้าง ใส่ถ้วยเล็กๆ ที่ทำจากฝากระป๋องแป้งต่างๆๆ มีจานเล็กๆ ที่อ้อนแม่ให้ซื้อมาเล่นขายของ

    หั่่นผักเสร็จแล้วก็ใส่ในฝากระป๋องแป้ง แล้วสมมุติว่าเป็นนั่นเป็นนี่ไปตามเรื่อง ก็เริ่มแล้วละครแสดงคนเดียว

    "ซื้ออะไรคะ คุณนาย"
    "อ๋อซื้อก๋วยเตี๋ยวหนึ่งถ้วยค่ะ"

    มือเราก็หยิบใบไม้ที่หั่นจากจนนั้นจานนี้ มาใส่จานน้อยที่ซื้อมา แล้วก็ ยื่นไป เสร็จแล้วเราก็ทำท่ารับไป แล้วเอาใบไม้ยื่นมาเป็นเงิน

    "ถ้วยละเท่าไรคะ" เราที่แสดงเป็นคนซื้อของก็บอก พร้อมหยิบจานสมมุติอีกเหมือนกันว่าเป้นก๋วยเตี๋ยว

    "ราคาห้าบาทค่ะ" แม่่ค้า ก็คือเราเองอีกนั่นแหละ

    ก็เราอีกนั่นแระ หยิบสตางใบไม้ให้ แม่ค้า (ก็เรานั่นแหละ) ไป

    โอ้ย...สนุกมาก ยิ่งเวลาน้อยงชายมาเล่นด้วย เขาก็เล่นไม่นานเพราะเขาจะไปขี่ควายลูกเดียว


    ถ้าวันไหนอยากเป็นแม่ค้าขนมครก ก็จะกวาดดินแถวนั้น แล้วเจาะเป็นวงกลมๆ เลียนแบบเตาขนมครก เลย ต่อไปไม่ยาก กอบดินบริเวณนั้น มาใส่กระป๋องใบหนึ่งเอาน้ำใส่ กวนด้วยช้อนให้ผสมกันข้นๆๆ แล้วหยอดลงเตาที่ทำไว้ พอหยอดไปดินแห้ง เราก็เอาช้อนเกาๆ ตักมาวางบนกระดาษ แล้วสมมุติว่าเป็นขนมครก แล้วก็ซื้อเองขายเองอยู่อย่างนี้น


    บางทีความสุขเล็กน้อยๆ ก็ช่วยปลอบใจเราให้มีความสุขกับเขาได้บ้าง หลังวิถีชีวิตมีขึ้นมีลงไปตามวิถีของแต่ละชีวิต


    ความบริสุทธิ์สะอาด สดใจในไวเด็กก็พอทำให้มีความสุขได้บ้างเลยละ....


    นอนฟังนิทานยายไป ในปากก็มีอมยิ้มไป ...เพลิดเพลินกับแสงดาวที่กล่อมนิทรารมณ์ ให้พราวพราวในหัวใจเด็กน้อยคนหนึ่งเลยละ

    ตำนานของนางศรีพระจันทร์ที่ทอผ้าใยบัว หวังให้บิดาพ้นจากการตรึงศรของหนุมาณ ที่ได้รับคำสั่งมาจากพระราม ให้มาตรึงศรท้าวกกขนากทุกสามปี...


    ภาพที่เราเห็นคือ นางศรีพระจันทร์ช่างขยันจังเลย อยากเห็นนผ้าใยบัวจะเป็นอย่างไร แล้วเราก็หลับไปก่อนที่ จะหลับเสียงฮูกทอผ้าจากใยบัวก็ดัง ปึก ปึก ปึก....จากนั้นหนังตาของเราก็เริ่มหรี่ลงไปเรื่อยๆ...มือก็คลำนั่นคลำนี่ของยาย ปากก็ดูดอมยิ้มไป ....จากนั้นก็ไปค้นหาผ้าทอใยบัว ของนางศรีพระจันทร์....ในนิทรา....แล้วละเน๊อะ....



    ++++++++++++++++++++++++++




    ท้าวกกขนาก เขาวงพระจันทร์







    ในศึกรามเกียรติ์เมือ่พระรามมีชัยชนะเหนือทศกัณฐ์อย่างเด็ดขาดแล้ว พระองค์ก็ปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่แม่ทัพนายกองโดยถ้วนหน้า

    หนุมาณยอดทหารเองนั้น เนื่องจากพระรามเห็นว่าเหนื่อยมามากแล้วและมีความดีความชอบมากมายจึงพระราชทานเมืองหนึ่งให้ปกครองโดยแผลงศรแล้วให้หนุมานตามไป ศรตกลงที่ใด ก็ได้เป็นเจ้าเมืองนั้น


    หนุมานใช้ฤทธิ์เหาะตามศรของพระรามมาอย่างกระชั้นชิดทีดียว ในที่สุดศรก็มาตกที่เมืองลพบุรี และใช้หางกวาดตะล่อมดินให้พูนไว้เป็นเครื่องหมาย ด้วยเหตุนี้เองพื้นที่ของเมืองลพบุรีจึงมีสภาพสูงคล้ายกับเกาะ ส่วนลูกศรของพระรามนั้นมีอานสุภาพร้ายแรง จึงทำให้เกิดความร้อนระอุจนดินสุกเป็นสีขาวทั่วไป ซื่อดินชนิดนี้ก็คือ ดินสอพอง


    ศรของพระรามแผลมานนั้น ได้ชื่อว่า ศรพรหมาสตร์
    จุดที่ศรตก เรียกว่า ทุ่งพรหมมาสตตร์


    ซึ่งก่อนที่จะแผลงศรนั้น พระรามได้ชุบศรที่ทะเลหรือแหล่งน้ำกว้าง จึงเรียกว่า ทะเลชุบศร


    หลังจากหนุมานสร้างบ้านเมืองในพื้นที่ที่ได้รับพระราชทาน ก็ตั้งชื่อเมืองว่า เมืองลพบุรี ซึ่งหมายถึงเมืองของพระลพ พระโอรสองค์หนึ่งของพระราม


    ศรของพระราม ก็ถูกอัญเชิญไปไว้ที่ศาล เรียกว่า ศาลลูกศร โดยมีความเชื่อว่าจะต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดเวลามิฉะนั้นจะร้อนระอุ ทั่วเมืองลพบุรี




    เรื่องราวของท้าวกกขนาก มีอยุ่ว่า






    เมื่อเสร็จศึกทศกัณฐ์ แล้ว พระรามได้ถามพระยาพิเภกว่า พวกยักษ์ตายหมดหรือยัง ซึ่งพิเภกลมว่าตนก็เป็นยักษ์เหมือนกัน จึงพูดว่า ยังเหลือเพียงยกกกขนาก อีกตนหนึ่ง


    พระรามจึงใช้ต้นกกมาทำเป็นศร แล้วแผลกไป...หารยักษ์ที่ยังหลงเหลืออยุ่ พิเภกจึงถูกศรไปด้วย


    ท้าวกกขนาก เมื่อถูกศรแล้วก็ปลิงมาตกที่ภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่าเขาวงพระจันทร์ และพระรามได้สาบให้ยักกกขนากทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่จนกว่าพระศรีอาริย์จะมาโปรด


    ด้วยเหตุนี้นางศรีพระจันทร์ ลูกของท้าวกกขนากจึงมาอยู่คอยปรนนิบัติดูแลผู้เป็นบิดา และพยายามทดผ้าผืนหนึ่ง จากใยบัว เพื่อทำเป็นจีวร สำหรับถวายพระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าอันดับที่ 5


    ศรที่ตรึงร่างท้าวกกขนากจะขยับทุกๆ 3 ปี หนุมานจึงให้ไก่แก้วคอยเฝ้าดู เมื่อห็นว่าศรเขยื้อนจะหลุดให้ไก่แก้วส่งเสียขันขึ้น หนุมานก็จะเหาะมาตอกศรให้แน่นอย่างเดิม และทุกครั้งที่หนุมานตอกศร จะเกิดไฟลุกไหม้

    ดังนั้นชาวเมืองลพบุรีต้องคอยระวังเป็นพิเศษเพราะมักจะเกิดไฟไหม้เมืองทุก 3 ปี


    ศรของพระรามนั้นหากถูกราดด้วยน้ำส้มสายชูก็จะหลุดออกได้ จึงมีเรื่องเล่าว่า มีหญิงสาวถือขวดมาหาซื้อน้ำส้มสายชู เมื่อชาวเมืองลพบุรีรู้ว่าเป็นนางศรีพระจันทร์ ก็ไม่ยอมขายให


    ระหว่่างทนทุกข์ทรมานอยู่นั้น วันหนึ่งมีพระสองรูปธุดงค์มาในป่า จนถึงเขาวงพระจันนท์ และพบกับร่างของท้าวกกขนากเป็นหิน นอนยาวเหยียดอยู่ในถ้ำ มีชายชราปรากฏตัวขึ้น พระธุดงค์จึงของพักอาศัยในสถ้ำ และถามทางที่จะธุดงค์ต่อไป


    วันรุ่งขึ้น นางศรีพระจันทร์กลับมาจากการหาซื้อน้ำส้มสายชู และได้นำอาหารถวายพระธุดงค์ แต่ไม่เห็น จึงถามท้าวกกขนากว่า พระสองรูปหายไปไหน ท้าวกกขนากบอกว่า เห็นแมลงวันสองตัวผ่านมาเลยเอาลิ้นตวัดเข้าไปในปาก


    นางศรีประจันทร์จังว่า หากยัทำกรรมอยู่เช่นนี้จะมีโอกาสเป็นอิสระได้อย่างไร นับแต่นึ้นมาร่างของท้างกกขนากก็กลายเป็นหินไปอย่างถาวร



    ส่วนนางศรีพระจันทรน์ รออยู่เป็นเวลานานหลายปีไม่เห็นพระศรีอาริย์มาโปรดจึงโทมนัส ระบายความคับแค้นออกมาเป็นเสียงเพลงในทุกคืนวันเพ็ญ และในที่สุดนางก็ตรอมใจตาย ณ ภูเขาลูกนั้น ที่ชื่อว่า ภุเขาวงพระจันทร์




    ++++++++++++++++++++





    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 23-03-2013 at 00:43.

  5. #5
    ขอบคุณครับที่นำเรื่องราวดีๆมาฝาก อ่านเรื่องเล่าของเล็กแล้วอมยิ้มไปด้วยนึกถึงความน่ารักเดียงสาของเด็กๆสมัยก่อน สมัยนี้ไม่มีแล้วครับ....


Tags for this Thread