กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต

  1. #1
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    382
    บล็อก
    63

    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต


    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต

    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต

    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต


    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต

    จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต เป็นคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ
    คำตอบก็คือใช้การวินิจฉัยโรค
    ซึ่งตามหลักวิชาแพทย์จะอาศัยกรรมวิธี 3 ประการคือ

    1. การซักประวัติ (Signs) จะได้ทราบถึงลักษณะอาการ

    2. การตรวจทางร่างกาย (Symptoms) จะได้ทราบอาการที่แสดง

    3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) คือการตรวจทางห้องแล็ป
    ได้แก่การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และการเอ็กซ์เรย์
    รวมทั้งการตรวจทางพยาธิวิทยา
    เช่น การตรวจทางชิ้นเนื้อ การเพาะเลี้ยงเชื้อ เป็นต้น



    โดยปกติแล้วเราต้องเรียนรู้กายวิภาคและสรีระหน้าที่ก่อน
    คือต้องรู้ว่าสภาพปกติของอวัยวะนั้นๆ เป็นอย่างไรก่อน
    แล้วจึงมารู้เรื่องพยาธิสภาพก็คือการรู้ภาวะการเป็นโรค
    ซึ่งจะทราบถึงอาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องแล็ป
    พูดง่ายๆการที่จะรู้ว่าเป็นโรคไตหรือไม่
    ก็ต้องรู้สภาพปกติและหน้าที่ของไต รวมทั้งโรคต่างๆของไตเสียก่อน
    เมื่อไตเป็นโรคก็จะมีอาการ และอาการ
    แสดงตลอดจนความผิดปกติทั้งทางสภาพและหน้าที่
    เมื่อประมวลต่างๆเข้าด้วยกันก็จะรู้ว่าเป้นโรคไตหรือไม่


    โรคไตสามารถใช้หลักในการแบ่งความผิดปกติได้หลายวิธี

    1. แบ่งตามสาเหตุ

    - โรคไตที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียวหรือไตมี
    ขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็น
    กรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น


    - โรคไตที่เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอย
    ของไตอักเสบ (glomerulonephritis)

    - โรคไตที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคที่เรียเป็นส่วน
    ใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อ
    โรค) เป็นต้น


    - โรคไตที่เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต
    มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น

    - เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด


    2.แบ่งตามกายวิภาคของไต

    - โรคของหลอดเลือดของไต เช่นมีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดไต

    - โรคของกลุ่มเลือดฝอยของไต (Glomerulus) ซึ่งพบได้มาก เกิดการอักเสบ
    ชนิดไม่ติดเชื้อ (Glomerulonephritis)


    - โรคของหลอดไต (Tubule) เช่นการตายของหลอดไตภายหลังอาการช็อค
    หรือได้รับสารพิษ เกิดภาวะไตวายแบบเฉียบพลัน (Acute renal failure)

    - โรคของเนื้อไต (Interstitium) เช่น แพ้ยาหรือได้รับสารพิษ เป็นต้น


    3. แบ่งตามต้นเหตุ จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่ม

    - ต้นเหตุจากภายในไตเอง ซึ่งอาจรูหรือไม่รู้สาเหตุก็ได้

    - ต้นเหตุจากภายนอกไต เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรค SLE

    อาการ อาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะแตกต่างกันไปตาม
    แต่ละชนิดและตามระยะของโรค สิ่งตรวจพบอย่างหนึ่งอาจตรวจพบได้ใน
    หลายๆโรค ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการบวม อาจเกิดจากโรคไต โรคตับ
    โรคหัวใจ โรคขาดสารอาหารโปรตีน จากความผิดปกติของฮอร์โมน
    หรือจากผลข้างเคียงของยาบางตัว แต่คนทั่วไปอาจรูจักกันดีว่า
    อาการบวมเป็นอาการที่พบได้บ่อยในโรคไต
    ซึ่งก็เป็นจริงถ้ามีลักษณะบ่งชี้เฉพาะของโรคไตและแยกแยะโรคอื่นๆออกไปแล้ว
    ในขณะเดียวกัน โรคอื่นๆอาจจะมีอาการและสิ่งตรวจพบได้หลายอย่างที่มีส่วน
    คล้านเช่นโรคเอส แอล อี ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาจมีอาการแสดงออกตาม
    ระบบต่างๆเช่น ผิวหนัง เส้นผม ข้อ ไต หัวใจ ปอด และระบบเลือดเป็นต้น


    ดังนั้นการวินิจฉัยโรคไตจะใช้วิธีย้อนศร กล่าวคือจะเริ่มดูจากปัสสาวะ ก่อน
    เพราะไตเป็นตัวสร้างและขับถ่ายปัสสาวะ ดังนั้นปัสสาวะกับไตน่าจะมีความ
    เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ที่สำคัญต้องมีขบวนการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจ
    เลือด ปัสสาวะ เอ็กซ์เรย์ บางครั้งอาจต้องเจาะไต (kidney biopsy) เอาเนื้อไต
    มาตรวจจึงจะทราบว่าเป็นโรคไต

    เหตุสงสัยว่าจะเป็นโรคไต พอจะสรุปได้ดังนี้


    ปัสสาวะเป็นเลือด โดยปกติในน้ำปัสสาวะจะไม่มีเลือดหรือเม็ดเลือดสอออก
    มาอาจมีได้บ้างประมาณ 3-5 ตัว เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศ์ขยายปานกลาง
    การมีเลือดออกในปัสสาวะถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต
    แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้

    ปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำ
    ล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มก็ได้

    ในสตรีที่มีประจำเดือน ปัสสาวะอาจถูกปนด้วยประจำเดือน กลายเป็นปัสสาวะ
    สีเลือดได้ ถือว่าปกติ

    ในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ต่อม
    ลูกหมากโต ปัสสาวะมักจะเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นลิ่มๆได้

    ในโรคของเนื่อไตหรือตัวไตเอง การมีเลือดในปัสสาวะมักเป็นแบบสีล้างเนื้อ
    สีชาแก่ หรือสีเหลืองเข้ม

    ในผู้ป่วยชาย จำเป็นต้องตรวจค้นหาสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือด แม้จะเกิด
    ขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่ในผู้หญิงเนื่องจากมีโอกาสกรพเพาะปัสสาวะอักเสบได้บ่อย
    อาจตรวจค้นหาสาเหตุได้ช้าหน่อย

    ในหลายๆกรณีแม้การตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ อาจยังไม่สามารถ
    บอกสาเหตุได้ จำเป็นต้องเจาะเอาเนื่อไตมาตรวจโดยพยาธิแพทย์ จึงจะทราบ
    ถึงสาเหตุได้

    ปัสสาวะเป็นฟองมาก คนปกติเวลาปัสสาวะอาจจะมีฟองขาวๆบ้าง
    แต่ถ้าในปัสสาวะมีไข่ขาว (albumin) หรือโปรตีนออกมามาก
    จะทำให้ปัสสาวะมีฟองได้มาก ขาวๆ เหมือนฟองสบู่
    จำเป็นต้องตรวจปัสสาวะ และเก็บปัสสาวะตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาปริมาณ
    โปรตีนในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะมาก ส่วนมากเป็นจาก
    โรคหลอดเลือดฝอยของไตอักเสบจากไม่รู้สาเหตุ ทำให้ระดับโปรตีนในเลือด
    ลดลงและเกิดอาการบวม รวมทั้งปริมาณโคเลสเตอรอลและไขมันเลือดสูงได้
    ดูการตรวจหาระดับโปรตีน (albumin) ในปัสสาวะด้วยตนเอง
    การตรวจพบไข่ขาวออกมาในปัสสาวะในจำนวนไม่มากอาจพบได้ในโรคหัวใจวาย
    ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

    แต่การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาใน
    ปัสสาวะพร้อมๆกัน เป็นข้อสัญนิฐานที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต

    ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด)
    เม็ดเลือดขาว(มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ)
    หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ร่างกายขับออกจากไต
    แต่ละลายได้ไม่ดี เช่นพวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น

    การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่นการถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ
    ปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการผิดปกติของระบบทาง
    เดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและท่อทางเดินปัสสาวะ

    การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด
    ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ

    การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็น โรคไตเป็นถุงน้ำ
    การอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต


    การปวดหลัง ในความหมายของคนทั่วๆไป การปวดหลังอาจไม่ใช่โรคไต
    เพราะการปวดบริเวณเอวมักเกิดจากโรคกระดูและข้อ หรือกล้ามเนื้อ ในกรณี
    ที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่นและปวดหลังบิเวณไตคือบริเวณ
    สันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย

    อาการและอาการแสดงทั้งหมดที่กล่าวนี้ จัดเป็นอาการและอาการแสดงเฉพาะ
    ที่(local signs&symptoms) ซึ่งได้แก่ไต ทางเดินปัสสาวะ และการขับถ่าย
    ปัสสาวะ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอาการและอาการแสดงที่ชวนให้สงสัยหรือเป็น
    ส่วนหนึ่งของอาการดรคไตคือ อาการแสดงทั่วไป (systemic signs &
    symptoms) ได้แก่

    อาการบวม เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นโรคไตจะมีอาการบวม โดยเฉพาะการบวม
    ที่บริเวณหนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมากจะมีอาการบวมทั่วตัว
    อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติค
    ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)

    อย่างไรก็ตามอาการบวมอาจเกิดได้จากโรค ตับ โรคหัวใจ การขาดสาร
    อาหารโปร ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน และการบวมชนิดไม่ทราบสาเหตุ
    ซึ่งต้องใช้การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อใช้
    แยกแยะ หรือยืนยันให้แน่นอน

    ความดันโลหิตสูง เนื่องจากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต
    มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิต
    สูงอาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆความดันโลหิตก็จะสูง
    ได้
    อย่างไรก็ตาม สาเหตุของความดันโลหิตสูงนั้นมีมากมาย โรคไตเป็นเพียง
    สาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นสาเหตุที่สามารถรักษาให้หายขาดได้

    ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้
    หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไตก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal
    failure) เนื่องจากปกติไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไป
    กระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรังไตจะไม่สามารถ
    สร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีดหรือ
    โลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามือ เป็นลมบ่อยๆ

    ขอแนะนำว่า ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นโรคไตหรือไม่นั้น ต้องไปพบแพทย์
    ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    เช่น ตรวจปัสสาวะตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์
    จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้นว่าเป็นโรคไตหรือไม่
    ถ้าหากพบแพทย์ท่านหนึ่งแล้วยังสงสัยอยู่ก็ขอให้ไปพบ
    และปรึกษาแพทย์โรคไตเฉพาะอายุรแพทย์โรคไต (Nephrologist)
    หรือศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ (Urologist) ก็ได้







    By : นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ
    หน่วยโรคไต โรงพยาบาลศิริราช
    http://www.thailabonline.com/sec6renaldis.htm
    http://www.oknation.net/blog/banneang/2 ... 30/entry-1
    บ้านมหา.คอม


  2. #2
    ศิลปิน นักร้อง นักแสดง สัญลักษณ์ของ จ่าเหลือง
    วันที่สมัคร
    Mar 2010
    ที่อยู่
    กรุงเทพ
    กระทู้
    1,625
    ครับ พบแพทย์ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ สิได้ผลชัดเจน ว่า เป็น บ เป็น ทุกมื้อนี้ ราคา บ แพง ครับ แนะนำ เพื่อน พ้อง น้อง พี่ ตรวจ สุขภาพ ประจำปี ครับ จัง บ มารู้ เมื่อสาย คือ จ่าเหลือง


Tags for this Thread