กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 10

ภาพเล่าเรื่อง กว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน

  1. #1

    อ่านข่าวออนไลน์ ภาพเล่าเรื่อง กว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน

    กำแพงเมืองจีนถือกันว่า เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีระยะทางยาวกว่า 7,000 กิโลเมตร เป็นสิ่งก่อสร้างในกิจการป้องกันทางการทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลกสมัยโบราณ เมื่อปี 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลก งาน สร้างสรรค์กำแพงเมืองจีนเริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช ผู้ปกครองของจีนในสมัยโน้นได้สร้างกำแพงเมืองเชื่อมป้อมและป้อมไฟสัญญาณแจ้งเหตุในเขตชายแดนเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันการรุกรานจากชนชาติส่วนน้อยในภาคเหนือ ถึงสมัยชุนชิวจ้านกั๋ว เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ของจีนพากัน แย่งชิงความเป็นใหญ่ เกิดสงครามระหว่างกันไม่ขาดสาย จึงได้สร้างกำแพงเมืองตามเทือกเขาใน เขตชายแดนเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้าม ถึงปี 221 ก่อนคริสต์ศักราชจักรพรรดิจิ๋นซีได้รวมจีนเข้าเป็นเอกภาพและได้เชื่อมกำแพงเมืองในแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนชาติ ส่วนน้อยแถบทุ่งหญ้าอันกว้างไพศาลในมองโกเลีย กำแพงเมืองจีนในสมัยนั้นมีระยะทางยาวกว่า 5,000 กิโลเมตร หลังจากนั้น ผู้ปกครองของจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้สร้างกำแพงเมืองจีนต่อจนมี ระยะทางยาวกว่า 10,000 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลากว่า 2000 ปี ผู้ปกครองของจีนในสมัยต่าง ๆ ต่างก็เคยสร้างกำแพงเมืองมากบ้างน้อยบ้าง รวม ๆ แล้วมีระยะทางยาวกว่า 50000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถล้อมโลกได้เกิน 1 รอบ

    ภาพเล่าเรื่อง กว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน


    โดยทั่วไปแล้ว กำแพงเมืองจีนในปัจจุบันหมายถึงกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 -ค.ศ.1644)ระหว่างด่านเจียอี้กวนในมณฑลกันซู่ทางภาคตะวันตกถึงริมฝั่งแม่น้ำยาลู่ในมณฑลเหลียวหนิงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ผ่าน 9 มณฑล นครและเขตปกครองตนเอง ของจีนโดยมีระยะทางยาวรวม 7300 กิโลเมตร เท่ากับ 14000 กว่าลี้ จึงได้ชื่อว่า กำแพงหมื่นลี้


    ภาพเล่าเรื่อง กว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน




    โดยทั่วไปแล้ว ด้านนอกของกำแพงเมืองจีนก่อด้วยอิฐก้อนใหญ่และแกนหินข้างในถมด้วยดินเหลืองและเศษหิน ความสูงประมาณ 10 เมตร สันกำแพงเมืองจีนกว้าง 4 ถึง 5 เมตร ให้ม้า 4 ตัวไปพร้อมกันได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายทหาร ขนส่งอาหารและอาวุธยามศึก ด้านในของกำแพงเมืองมีประตูที่ทำบันไดหินไว้ การขึ้นลงสะดวกมาก ทั้งได้สร้างป้อมและป้อม จุดไฟสัญญาณแจ้งเหตุเป็นช่วง ๆ ป้อมเป็นที่เก็บอาวุธ อาหารและที่พักของทหาร ยามศึก ก็จะใช้เป็นที่กำบังได้ ถ้ามีศัตรูรุกเข้ามา ก็จะจุดไฟสัญญาณให้มีควันขึ้นบนป้อมแจ้งเหตุเพื่อส่งข่าว ไปยังทั่วประเทศทันที



    ภาพเล่าเรื่อง กว่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน


    ปัจจุบัน กำแพงเมืองจีนไม่มีสมรรถนะในการใช้เป็นป้อมรับศึกอีกแล้ว แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าทึ่งในฐานะสถาปัตยกรรมอันสง่างามอย่างหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษ

    กำแพงเมืองจีนมีความหมายทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและคุณค่าทางการท่องเที่ยวอย่างสูง ผู้คนในจีนซึ่งรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งจีนและต่างประเทศแม้กระทั่งผู้นำต่างประเทศด้วยมักจะกล่าวกันว่า ถ้า ไม่ได้ขึ้นกำแพงเมืองจีนก็ไม่ใช่ผู้กล้า กำแพงเมืองจีนหลายช่วงที่ได้รับการอนุรักษ์ค่อนข้างดี เช่น ป๋าต้าหลิ่ง ซือหม่าไถ มู่เถียนอี้ ด่านซานไห่กวน และด่านเจียอี้กวน เป็นต้นต่างก็เป็นแหล่งท่อง เที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวกันสม่ำเสมอตลอดทั้งปี

    เมื่อปี 1987 กำแพงเมืองจีนได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกในฐานะที่เป็น
    สัญลักษณ์ของประชาชาติจีน


  2. #2

    อ่านข่าวออนไลน์ วัสดุในการก่อสร้าง

    วัสดุในการก่อสร้าง

    การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนนี้ สร้างเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าที่คนจีนเรียกว่า ชาวป่าเถื่อนไม่ให้บุกรุกเข้ามายังเมืองหลวงได้ง่าย แถมยังเป็นแนวบอกชายแดนได้ด้วย

    กำแพงเมืองจีนสร้างกันหลายสมัย หลายยุค จนในรุ่นราชวงศ์ท้าย ๆ ก็ยาวเป็นพันกิโลเมตร

    การก่อสร้างในยุคแรก ๆ นั้นก่อสร้างด้วย "ดินโคลนผสมฟาง" ด้วยการนำเอาดินโคลนและฟาง หิน มาวางเป็นชั้น ๆ และกระทุ้งด้วยค้อนไม้ ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกับการบดอัดดินให้แน่น ส่วนฟางก็ทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับกำแพงได้มาก การก่อสร้างระบบนี้มีก่อนสมัยราชวงศ์สุย






    วัสดุในการก่อสร้าง



    กำแพงดินเหล่านี้เสื่อมสลายได้ง่ายตามกาลเวลา
    ยังภาพที่นำมาให้ดูนี้





    วัสดุในการก่อสร้าง





    ในสมัยราชวงค์ถัง ได้เริ่มพัฒนาการก่อสร้างสถานที่ต่าง ๆด้วย "อิฐ" ซึ่งมีความแข็งแรงมาก

    แต่ด้วยเป็นของใหม่ จึงมีต้นทุนที่สูงในการก่อสร้าง ดังนั้นอิฐจึงถูกสร้างอยู่เฉพาะกำแพงวัง และป้อมปราการที่สำคัญ ๆ (คือก่อสร้างด้วยการปูอิฐทั้งนอกและใน)

    ส่วนกำแพงที่อยู่นอกเมืองไปไกล ๆ นั้นด้านในเขาก็ถมด้วยดิน โคลน และทราย และนำอิฐมาดาดไว้เฉพาะด้านหน้าเท่านั้น เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
    การสอด้วยปูนก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว หากแต่ยังไม่มีส่วนผสมของ "น้ำข้าวเหนียว" ดังเช่น "ผสมน้ำอ้อย" เพื่อการเชื่อมติดให้แน่นหนา



    วัสดุในการก่อสร้าง[/IMG]




    ในสมัยราชวงศ์หมิง ได้เริ่มนำ "น้ำข้าวเหนียว" มาเป็นส่วนผสมกับปูน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะระหว่างกันให้แน่นหนาขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีแบบนี้เห็นผลได้ชัด การเผาอิฐเริ่มทำกันอย่างมากมาย ต้นทุนก็ถูกลง การใช้ดินโคลนผสมฟางก็เริ่มเป็นเทคโนโลยีที่เก่ากว่า

    ทั้งนี้แล้วกาลเวลาก็ทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เสื่อมตามกาลเวลา กำแพงเมืองจีนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นชมก็ล้วนบูรณะใหม่

    เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนสร้างใหม่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

    "กำแพงเมืองจีนแม้จะแข็งแกร่งเป็นหมื่นลี้ หากไม่มีความสามัคคีกันก็ไร้ความหมาย"



    เดี๋ยวมาต่อค่ะ
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 10-09-2013 at 08:33.

  3. #3

    ต่อค่ะ

    ต่อค่ะ


    ผนังกำแพงแบบดาดด้วยหิน เชื่อมด้วยปูนเป็นวง ๆ



    ต่อค่ะ


    อันนี้เป็นซากกำแพงสมัยเป่ยซ่ง แต่สร้างโดยราชวงศ์เหลียว

    เพื่อป้องกันดินแดนทางตอนเหนือของต้าเหลียวจากพวกเผ่าเร่ร่อนในมองโกลเลีย




    ต่อค่ะ



    กำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ก่อสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว หญ้ายาว ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้าง
    และทับด้วยดิน เป็นชั้น ๆ




    ต่อค่ะ



    ในบางครั้งกำแพงเมืองจีนก็สร้างด้วยหิน บริเวณแคว้นฉู่


    มีต่อค่ะ

  4. #4

    อ่านข่าวออนไลน์ พิเศษกับสุสานจิ๋นซีหวงตี้

    พิเศษกับสุสานจิ๋นซีหวงตี้


    ความเร้นลับของ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
    ตอนที่ชาวนาคนหนึ่งขุดดินในเมืองซีอาน เมื่อปี ค.ศ. 1974 นั้น
    คงไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าจะได้พบสิ่งที่ถูกเรียกขานกันว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ8
    ของโลก สิ่งที่หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จีนนานกว่า 2,000 ปี
    ?สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้? จักรพรรดิผู้เกริกไกรที่สุดของแดนมังกร

    จน ถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา 34 ปีมาแล้วที่ส่วนหนึ่งของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้
    ผู้รวบรวมจีนเป็นแผ่นดินเดียวถูกเปิดเผยออกมาสู่ สายตาชาวโลก
    และแม้จะเป็นเพียงส่วนเดียว

    แต่ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างเหลือประมาณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
    หุ่นทหารดินเผา 8,000 ตัว ที่แต่ละตัวมีหน้าตาไม่เหมือนกันเลย

    แต่ ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีการค้นพบตัวสุสานที่แท้จริงหรือพระศพของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่นี้

    ซึ่งจากข้อมูลเท่าที่มีนักวิชาการก็สันนิษฐานกันว่าสถานที่เก็บพระศพก็น่าจะอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่สุสานที่เปิดออกมาแล้วนั่นเอง

    แต่การสันนิษฐานนั้นจะจริงหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

    จะได้พิสูจน์เพราะทางการจีนยังไม่อนุญาตให้ขุดค้นเนินดินใหญ่
    ที่คิดว่าเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์นี้

    เนื่องจากเกรงว่าหากเปิดที่ฝังพระศพจอมจักรพรรดิออกมาแล้วความลับที่ยืนยาวมานานกว่า 2

    สหัสวรรษ อาจจะเกิดความเสียหายได้เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะรับประกันว่า

    เมื่อโบราณวัตถุที่เก็บอยู่ในสุสานต้องออกมา พบกับอากาศในยุคปัจจุบันแล้วจะไม่เสื่อมสลายไป


    แต่การไม่อนุญาตให้ขุดค้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า
    ภายในสุสานจิ๋นซีมีอะไรอยู่

    เมื่อปีที่แล้วนี้เองที่มีการใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลส่องเข้าไปในเนินดินขนาดใหญ่ใกล้กับบริเวณที่พบหุ่นทหารดินเผาอันเลื่องชื่อ

    แล้วก็ได้พบความน่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าสิ่งที่ถูกค้นพบมาก่อนแล้วเสียอีก


    นัก โบราณคดีจีนได้เห็นภาพว่า ลึกลงไปใต้พื้นดินราว 21 เมตรมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่

    ในนั้น เป็นอาคารสูงตั้ง 30 เมตรรูปทรงคล้ายพีระมิดหัวตั้งกว้าง 125 เมตร

    ยาว 145 เมตรด้านข้างแต่ละด้านมีลักษณะคล้ายบันได

    และลึกลงไปจากตัวอาคารนี้ถึงจะเป็นสุสานของจริงที่มีขนาดกว้าง
    50 เมตร ยาว 80 เมตร สูง 15 เมตร

    ระหว่างอาคารใหญ่ ซึ่งถูกเรียกว่าปราสาทของจักรพรรดิไปถึงตัวสุสานมีทางลาดเชื่อมถึงกัน

    และเมื่อตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีสมัย ใหม่ ก็เห็นรางๆว่าบริเวณทางเดินนี้ เต็มไปด้วยรถม้าและม้าที่สร้างด้วยบรอนซ์

    ขนาดใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของขนาดจริง

    เห็นอย่างนี้แล้ว นักโบราณคดีต่างร้องโหวกเหวก อยากจะขุดเข้าไปให้เห็นกับตาจริงๆ

    เสียทีว่าจะมีจริงอย่างที่ตาอิเล็กทรอนิกส์ ส่องมองแทนหรือไม่แต่งานนี้ก็ยังคงเป็นทางตัน


    เพราะแม้นักวิชาการหลายต่อหลายคนจะร้องขอขนาดไหน

    ทางการจีนก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเดิมว่า

    รอให้มีเทคโนโลยีที่ดีกว่านี้ในการอนุรักษ์ ทรัพย์สินของจักรพรรดิเสียก่อน

    ซึ่งก็น่าเห็นใจรัฐบาลจีนเพราะที่ผ่านๆมาการขุดค้นแหล่งโบราณสถานหลายแห่งก็มีตัวอย่างให้ได้เห็นๆกันมาหลายครั้งแล้วว่า


    พอของมีค่าจากหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกผนึกไว้นานได้ออกมาเจอะออกซิเจนจากภายนอก

    ก็มีอันเสียหาย และบางชิ้นถึงกับป่นเป็นผุยผงอย่างนี้แล้วจะเสี่ยงกับสุสานจิ๋นซีที่เป็นสุสาน

    ซึ่งอาจจะสำคัญที่สุดในโลกนี้ได้อย่างไรเลยต้องร้องเพลงรอกันไปก่อน

    นอกจากสุสานแล้ว พระศพของจอมจักรพรรดิเองก็เป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่นักโบราณคดีอยากเจอกันมาก

    เมื่อก่อนนี้เคยเชื่อกันว่าพระศพจริงๆอาจจะอยู่ที่อื่น และสุสานที่เห็นอาจเป็นเพียงสิ่งลวง แต่ถึงวันนี้

    จากการศึกษามากขึ้นก็ชักเชื่อกันใหม่ว่าไม่ต้องไปไกลที่ไหนหรอก

    จุดที่พบพระราชวังใต้ดินและสุสานใต้ดินนี่แหละเป็นสถานที่เก็บพระศพของแท้จริง



    พิเศษกับสุสานจิ๋นซีหวงตี้




    นักวิชาการยังเชื่อกันว่า หากเปิดสุสานออกมาเมื่อไหร่เป็นได้เจอพระศพแบบสมบูรณ์

    ไม่เสียหายค่อนข้างแน่นอนเพราะมีตำรับตำราหลายเล่มที่ระบุว่า
    จิ๋นซีฮ่องเต้ได้มีพระบัญชาให้รักษาพระศพของพระองค์ด้วยปรอท


    นอกจากนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ หัวขโมยบังอาจเข้ามาในที่พำนักชั่วนิรันดร์ของพระองค์

    ก็มีพระบัญชาให้สร้างกลไกในการป้องกันผู้มาเยือนโดยพลการเอาไว้จำนวนมาก

    ด้วยสันนิษฐานกันว่าหากใครที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาในสุสานของพระองค์

    เห็นทีต้องโดนกลไกสารพัดอาวุธทำร้ายเอาแน่ๆและนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยังไม่ควรเปิดสุสานหากยังไม่แน่ใจในความปลอดภัย


    บางตำนานบอกว่า บริเวณที่ล้อมรอบพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นเป็นลำธารปรอทเพื่อรักษาพระ..พซึ่งอาจจะมีความเป็นพิษสำหรับผู้มาเยือนด้วย

    และจากการตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็พบว่าบริเวณที่คาดว่าเป็นสุสานนั้น
    มีความเข้มข้นของสารปรอทมากผิดปกติโดยเฉพาะตรงกลางของเนินดินที่มีปรอทมากกว่าบริเวณอื่นๆตั้ง
    50 เท่า เลยยิ่งฟันธงกันไปใหญ่ว่า พระศพอยู่ตรงนี้แน่ๆ


    ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นักโบราณคดีจะได้โอกาสเปิดตัวอาคารลึกลับนี้เข้าไปดูให้

    เห็นเป็นบุญตาว่า จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกบรรทมอยู่อย่างไร
    ในห้องสุดท้ายของ พระองค์

    ปริศนาลึกลับของสุสานและพระศพขององค์จักรพรรดิจิ๋นซี
    สร้างความพิศวงสงสัยจนผู้คนทั่วโลกต้องจับตามอง

    จนกระทั่งถูกหยิบยกเอาไปเป็นเค้าโครงของภาพยนตร์ ระดับฮอลลีวูด
    เรื่อง THE MUMMY : TOMB OF THE DRAGON EMPEROR

    ซึ่งในภาคที่แล้วเป็นเรื่องของมัมมี่อียิปต์แต่คราวนี้ทีมงานหันมาสร้างถึงมัมมี่จีนบ้าง โดยเป็นเรื่องของจักรพรรดิในยุค
    50 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งต้องคำสาปทำให้พระองค์และไพร่พล กลายเป็นกองทัพหุ่นกระเบื้องเคลือบไปตลอดกาลจนมีผู้มาพบสุสานลับและปลุก

    พระองค์พร้อมทหารหาญให้ฟื้นคืนชีพ…


    ข้อมูลจากวิกิพีเดีย ภาพจากพันทิปดอทคอม





    ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=OHtCzeiEH0o


    อันนี้ลูกสาวเขาชอบมากค่ะ หัดร้องทุกวันเพลงเพราะความหมายดีๆเลยเอามาฝากค่ะ




    จบแล้วค่ะ
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 13-03-2016 at 10:51.

  5. #5
    แก้คำผิดแต่ไม่ได้รับการตอบสนองเลยค่ะ คำว่าพระศพ/พระบรมศพนะคะ ขอโทษด้วยจริง บีแก้หลายครั้งมากแต่บันทึกแล้วกลับเป็นเหมือนเดิม

  6. #6
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ ไทบ้านพระเสาร์
    วันที่สมัคร
    May 2012
    ที่อยู่
    คลองสาม รังสิต
    กระทู้
    201
    ขอขอบคุณ หลาย ๆ กับ ข้อมูลดี ๆ

  7. #7
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63
    ขอบคุณความรู้รอบตัวที่สาวชัายภูมิลูกพ่อขุนนำมาให้พี่น้องบ้านมหา
    ได้อ่านได้รับรู้ถึงวิวัฒนาการในการก่อสร้างยุคโบาราณซึ่งไม่มีเหล็ก
    ไม่มีปูนหรือคอนกรีตผสมเสร็จอย่างที่เป็นอยู่เช่นในปัจจุบันนี้ครับ

  8. #8
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ คนคลองห้า
    วันที่สมัคร
    May 2011
    กระทู้
    279
    ขอบคุณครับที่แบ่งปันความรู้ เป็นสิ่งที่ดีครับผม การให้ที่ง่ายที่สุดคือการให้ความรู้แก่กันนี้ล่ะครับผม

  9. #9
    ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ความสุขของสาวชัยคือได้แบ่งปันความรู้ที่ตัวเองมีค่ะ
    ได้รับกำลังใจมากมายเมื่อคนเปิดอ่านและได้อะไรดีๆกับสิ่งที่เราตั้งใจทำ
    ขอบคุณค่ะ

  10. #10
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ จ่าเพลิง
    วันที่สมัคร
    Apr 2009
    กระทู้
    99
    ////"กำแพงเมืองจีนแม้จะแข็งแกร่งเป็นหมื่นลี้ หากไม่มีความสามัคคีกันก็ไร้ความหมาย"////

    ถูกต้องครับผม ขอบคุณมากครับสาวชัยภูมิที่แนะนำความรู้ให้สมาชิกบ้านมหาเราได้ประดับความรู้ครับ


Tags for this Thread