หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า 12 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 11

คณิตศาตร์ กับ Excel

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    คณิตศาตร์ กับ Excel


    คณิตศาตร์ กับ Excel



    เนื่องด้วยเราสามารถหาคำตอบ หรือหาค่า บางสิ่งบางอย่างจากการคำนวณในโปรแกรมเอกเซลได้ดังนั้น ในตอนแรกนี้


    มารู้จักฟังก์ชั่นที่ใช้เป็นสูตรในการคำนวณของ Function ในการคำนวนของ Excel ก่อนนะคะ




    รวม Function ในการคำนวนของ Excel



    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข

    COUNT : ใช้ในการนับจำนวนที่ระบุ

    DATE :ช่วยกรอกข้อมูลที่เป็นวันที่และสามารถนำไปคำนวณระยะเวลา

    IF : ใช้ทดสอบเงื่อนไข

    LARGE : หาค่าตัวเลขสูงสุดในกลุ่มของข้อมูล โดยระบุช่วงที่ต้องการ

    MAX : หาค่าที่สูงสุดในกลุ่มของตัวเลข

    MIN : หาค่าที่ต่ำสุดในกลุ่มของตัวเลข

    ROUND : ปัดเศษจุดทศนิยมตามหลักคณิตศาสตร์

    SUM : หาค่าผลรวมของตัวเลข

    VLOOKUP : ช่วยค้นหาและแสดงข้อมูลจากตารางที่กำหนด

    DATE : ช่วยเก็บข้อมูลวันที่ และจะเปลี่ยนให้เป็นเลขจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปใช้คำนวณหาระยะเวลา

    DATEVALUE : เปลี่ยนข้อมูล เดือน วันที่ ปี ที่เขียนเป็นตัวอักษรให้เป็นเลขจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปใช้คำนวณหาระยะเวลา

    DAYS 365 : คำนวณระยะเวลาเป็นจำนวนวน โดยถือตามหลักของปีทางธรุกิจคือ 1 ปี มี 365 วัน

    NOW : ให้ผลเป็นวันที่และเวลาที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยรวมกันออกมาเป็นเลขจำนวนหนึ่ง

    TIME : ให้ผลเป็นตัวเลขจำนวนหนึ่งจากข้อมูลชั่วโมง นาที และวินาที ที่กำหนดให้

    TIME VALUE : ให้ผลเป็นตัวเลขที่จำนวนหนึ่งจากข้อมูลชั่วโมง นาที และวินาที ซึ่งเขียนในเชิงตัวอักษร

    TODAY : ให้วันที่เป็นตัวเลขจำนวนหนึ่ง ตามที่ได้มาจากเครื่องคอมพิวเตอร์


    DAY : แยกข้อมูลส่วนที่เป็นวันที่ออกมาจากข้อมูล วันที่, เดือน, ปี

    HOUR : บอกเวลาเฉพาะส่วนที่เป็นชั่วโมง

    MINUTE : บอกเวลาเฉพาะส่วนที่เป็นนาที

    MONTH : แยกข้อมูลส่วนที่เป็นวันที่ออกมาจากข้อมูล วันที่, เดือน, ปี ผลออกมาจะได้ตัวเลขที่นำไปคำนวณได้ด้วย

    SECOND : แยกข้อมูลส่วนที่เป็นวินาทีออกมา จากเวลาที่กำหนด

    WEEKDAY : ให้ผลลัพธ์ว่าเป็นวันอะไร จากข้อมูลวันที่ เดือน ปี

    YEAR : ให้ผลลัพธ์ว่าตรงกับปี ค.ศ. อะไร จากข้อมูลวันที่ เดือน ปี หรือตัวเลขจำนวนหนึ่ง

    ABS : หาค่าสัมบูรณ์ของตัวเลข (Absolute Value) ตัวเลขที่ไม่มีการติดลบ

    SCOS : หาค่า Arc Cosine คือ ส่วนกลับของค่า Cosine ตามหลักของตรีโกณมิติ

    ACOSH : หาค่าส่วนกลับของ Hyperbolic Cosine

    ASIN :หาค่า Arc Sine

    ASINH : หาค่าส่วนกลับของ Hyperbolic Sine

    ATAN : หาค่า Arc Tangent

    ATAN2 : หาค่าความลาดเอียง (Slope) ของเส้นตรงที่ลากมาจากจุดพิกัด (แบบ รูป กราฟ) มายังจุดกำเนิด (Origin) คือ จุดตัดเส้นแกน X,Y

    ATANH : หาค่าส่วนกลับของ Hyperbolic Tangent

    BASE : แปลงหาค่าตัวเลขฐานสิบให้เป็นฐานอื่นที่ต้องการ

    CEILING : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็ม ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดค่าตัวเลขเป็นบวกขึ้น และปัดลงหากเป็นลบ

    COMBIN : คำนวณหาจำนวนวิธีการจัดกลุ่ม (Combination) ตามหลักคณิตศาสตร์

    COS : หาค่า Cosine ตามหลักของตรีโกณมิติ

    COSH : หาค่า Hyperbolic Cosine

    EVEN : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็มรูปแบบเลขคู่ ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดขึ้นสำหรับค่าบวดและปัดลงสำหรับค่าลบ

    EXP : หาค่า Exponential

    FACT : หาค่า Factorial

    FACTDOUBLE : หาค่า Factorial แต่เป็นการลดค่าของตัวคูณลงทีละ 2

    FLOOR : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็มรูป ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดขึ้นสำหรับค่าลบและปัดลงสำหรับค่าบวก

    GCD : หาค่าตัวคูณร่วมน้อย (ค.ร.น.) ของกลุ่มเลขจำนวนหนึ่ง

    INT : ปัดเศษทศนิยมทิ้งเหลือไว้แต่เลขหน้าจุดทศนิยมเท่านั้น

    LCM : หาค่าตัวคูณร่วมมาก (ค.ร.ม.) ของกลุ่มเลขจำนวนหนึ่ง

    LN : หาค่าของ Natural Logarithm จากตัวเลขที่กำหนดให้

    LOG : หาค่า Logarithm ของตัวเลขจากฐาน (Base) ที่กำหนดให้

    LOG10 : หาค่า Logarithm ของตัวเลขจากฐาน 10

    MDETERM : หาค่า Determinant ของ Matrix ซึ่งมีจำนวนแถวและจำนวนคอลัมน์เท่ากัน (Square Matrix)

    MNVERSE : หาค่า Inverse ของ Matrix ซึ่งมีจำนวนแถวและจำนวนคอลัมน์เท่ากัน

    MMULT : หาผลคูณของ Matrix สองชุด

    MOD : หาค่า Modulo คือ เศษที่ได้จากการหารของตัวเลขสองจำนวน และจะให้เครื่องหมายเดียวกันของตัวหาร

    MULTINOMIAL : หาอัตราส่วนระหว่าง ผลบวก Factorial กับผลคูณ Factorial ของ จำนวนหนึ่งที่กำหนดให้

    ODD : ปัดค่าให้เป็นเลขจำนวนเต็มแบบเลขคี่ ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับเลขที่กำหนดให้มากที่สุด โดยปัดขึ้นสำหรับค่าบวกและปัดลงสำหรับค่าลบ

    PI : ให้ค่าคงที่ของ P1 คือ 3.141592 (โดยประมาณ)

    PRODUCT : หาผลคูณของตัวเลขจำนวนหนึ่งที่กำหนดให้

    QUOTIENT : หาค่าที่ได้จากการหารของตัวเลขสองจำนวน โดยปัดเศษทิ้งทั้งหมด

    RAND : ให้ค่าตัวเลขแบบสุ่ม ๆ ซึ่งจะมีค่าระหว่าง 0-0.9999

    RANDBETWEEN : ให้ค่าตัวเลขแบบสุ่ม ๆ โดยสามารถกำหนดช่องของตัวเลขที่ต้องการ

    ROUND : ปัดเศษทศนิยมให้มีจำนวนหลักเท่าที่ต้องการ โดยพิจารณาตามหลังคณิตศาสตร์ ถ้าเกิน 5 ปัดขึ้น ต่ำกว่า 5 ปัดทิ้ง

    SERIESSUM : หาค่าผลรวมของเลขอนุกรมชุดหนึ่ง

    SIGN : แทนความหมายของค่าตัวเลขที่กำหนดให้ด้วย 1 หรือ 0 ดังนี้*ถ้าตัวเลขที่กำหนดให้มีค่าเป็นบวก จะได้เลข 1*ถ้าตัวเลขที่กำหนดให้มีค่าเป็นศูนย์ จะได้เลข 0*ถ้าตัวเลขที่กำหนดให้มีค่าติดลบ จะได้เลข –1

    SIN : หาค่า Sine ตามหลักของตรีโกณมิติ

    SINH : หาค่า Hyperbolic Sine

    SQRT : หาค่ารากที่สองของตัวเลขที่กำหนดให้

    SUM : หาค่าผลรวมของตัวเลขจำนวนหนึ่ง

    SUMPRODUCT : หาค่าผลรวมระหว่างผลคูณของตัวเลขหลายกลุ่ม

    SUMSQ : หาค่าผลรวมของตัวเลขยกกำลัง

    SUMX2MY2 : หาค่าผลรวมของตัวเลขยกกำลังสอง 2 จำนวนลบกัน

    SUMX2PY2 : หาค่าผลรวมของตัวเลขยกกำลังสอง 2 จำนวนบวกกัน

    SUMXMY2 : หาค่าผลรวมของผลต่างยกกำลังสอง 2 จำนวน

    TAN : หาค่า Tangent ตามหลักตรีโกณมิติ

    TANH : หาค่า Hyperbolic Tangent

    TRUNC : ปัดเศษทศนิยมให้มีจำนวนหลักเท่าที่ต้องการ โดยไม่มีการพิจารณาใด ๆ



    คณิตศาตร์ กับ Excel



    และยังมีสูตรฟังก์ชั่นอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึงค่ะ
    แต่จะเริ่มเรียนรู้เพื่อใช้สร้างสือการเรียนรู้ร่วมกันค่ะ



  2. #2
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข


    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข




    ในการเรียนสถิติ สูตรหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต

    คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต แบบไม่แจกแจงความถี่ ทั้งค่าเฉลี่ยเลขคณิตของประชากรทั้งหมด และของกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้เรียนรู้กันก็คือ

    นำข้อมูลทั้งหมดมารวมกัน แล้วหาร ด้วยจำนวนข้อมูล



    ซึ่งถ้าข้อมูลไม่มากนัก ก็สามารถทำได้ง่าย


    ถ้าข้อมูลมากๆๆ ก็อาจจะทำได้ยากหน่อย และถ้ารวมเลขผิด ก็หมายถึงค่าที่คำนวณได้ ก็ผิดไปด้วย



    วิธีสร้างตาราง แล้วกรอกตัวเลขลงไป ผลลัพธ์จะออกมา และนำมาใช้ เพียงใส่หาคำตอบอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถนำไปใช้งาน หรือตรวจสอบผลลัพธ์ที่ทำมาว่าถูกต้องหรือเปล่า


    วิธีการสร้าง



    1 เปิด Excel ขึ้นมา


    2 ตกแต่งหน้า Excel ให้สวยงาม หรือจะไม่ตกแต่ก็ได้
    เช่นแต่งตารางดังภาพ เป็น 10 x10
    เติมสี และใส่เส้นตาราง



    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข


    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข



    3 ที่เซลข้างนอกตารางที่สร้างไว้ตรงไหนก็ได้ ขยายเซลนิดหน่อย แล้วแต่งสีให้แตกต่างลงไป


    4 พิมพ์คำว่า =AVERAGE(ลากคลุมจาก A1ถึงJ10)แล้วเอนเทอร์ลงมา ค่าที่ได้ จะออกมาดังรูป (พิมพ์แบบไม่เว้นช่องว่างตัวอักษร)


    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข


    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข



    5 และเมื่อใส่ตัวเลขลงไปในตารางที่เรากำหนดไว้ 100 ข้อมูล ใส่ตรงไหนก็ได้ ในเขตที่กำหนดข้อมูล ผลลัพธ์ของค่าเฉลี่ยเลขคณิตจะออกมา

    ถ้าจะใช้ข้อมูลต่อไป ลากคลุมข้อมูล แล้วกดDelete ออก เพื่อลบข้อมูล แล้วลงข้อมูลคำนวณใหม่ แต่ห้ามยุ่งกับสูตรที่เราสร้างไว้


    AVERAGE : ใช้หาค่าเฉลี่ยของกลุ่มข้อมูลที่เป็นตัวเลข


    เพียงเท่านี้เราก็สามารถเรียนรู้หาคำตอบทางสถิติได้ง่ายที่สุดในโลกเลยละ


    จบตอน โปรดติดตามที่กระทู้นี้ต่อไปนะคะ




    สงวนลิขสิทธ์
    ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 19-10-2013 at 04:52.

  3. #3
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    COUNT : ใช้ในการนับจำนวนที่ระบุ


    COUNT : ใช้ในการนับจำนวนที่ระบุ



    จากที่เราลงข้อมูลในตารางที่เราสร้างไว้ ถ้าข้อมูลจำนวนมาก ไม่อยากนั่งนับ
    ก็มีสูตรที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจำนวนข้อมูลของเรา ที่มีจำนวนเท่าใด ที่ลงไปแล้ว โดยใช้สูตรฟังก์ชั่น count




    จากตารางที่สร้างไว้ ทำต่อดังนี้

    1 กำหนดตารางจำนวนข้อมูลดังรูป


    2 พิมพ์=count(ลากคลุมจาก A1 ถึง J10) แล้วเอนเทอร์


    COUNT : ใช้ในการนับจำนวนที่ระบุ


    COUNT : ใช้ในการนับจำนวนที่ระบุ


    ติดตามต่อได้นะคะ



    สงวนลิขสิทธ์
    ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 19-10-2013 at 04:52.

  4. #4
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    MAX กับ MIN


    MAX กับ MIN



    การหาค่า สุงสุดของชุดข้อมูล (MAX )กับ กับค่าต่ำสุดของข้อมูล (MIN)
    MAX : หาค่าที่สูงสุดในกลุ่มของตัวเลข
    MIN : หาค่าที่ต่ำสุดในกลุ่มของตัวเลข



    บางทีปัญหายุ่งยากมาในการหาค่าต่ำสุด และค่าต่ำสุด ของกลุ่มตัวเลข


    เราสามารถใส่สูดร


    1 หาค่าสูงสุด ให้ใช้สูตร =max(ลากคลุมชุดตัวเลขทั้งหมด) แล้วกดเอนเทอร์


    MAX กับ MIN


    2 หาค่าต่ำสุด ให้ใช้สูตร =max(ลากคลุมชุดตัวเลขทั้งหมด) แล้วกดเอนเทอร์


    MAX กับ MIN



    3 ผลลัพธ์ที่ได้คือ

    MAX กับ MIN





    สงวนลิขสิทธ์
    ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น





  5. #5
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    STDEV : ค่าของค่าโดยประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


    STDEV : ค่าของค่าโดยประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน



    การหาค่าของค่าโดยประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
    กับการใช้สูตร STDEV


    ค่าประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
    สำหรับความรู้พื้นฐานระดับ ม.ปลาย
    หรือบางคนเรียกว่า ค่า SD ค่านี้
    ในตัวอย่างจะพยายามใช้กับชุดตัวเลขที่เป็นจำนวนเต็มบวกหรือจำนวนนับ

    (หมายเหตุ)ส่วนจำนวนที่ที่ไม่ใช่จำนวนเต็มบวกหรือไม่ใช่จำนวนนับ ข้าพเจ้ายังไม่เคยทดลองใช้เลย และในที่นี้ให้ละเว้นค่าที่เป็นข้อความ)



    วิธีการ


    1 ทดลองกับตาราง Max และ Min


    2 การหาค่าของค่าโดยประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
    ให้ใช้ =STEDV(ลากคลุมชุดข้อมูลทั้งหมด) แล้วเอนเทอร์
    และค่าโดยประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จะนำไปใช้สำหรับเลขนิยมทศนิยมเพียงสองตำแหน่ง แบบไม่ต้องปัด


    STDEV : ค่าของค่าโดยประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


    STDEV : ค่าของค่าโดยประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน







  6. #6
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    Power กับเลขยกกำลัง n


    Power กับเลขยกกำลัง n



    Power กับเลขยกกำลัง n
    เราสามารถหาคำนวณหาเลขยกกำลังได้ง่ายมาก


    เพียงแค่สูตร =(power(num,power))
    หรือเข้าใจความหมายดังนี้ =(power(ตัวเลข,เลขชี้กำลัง))




    ใน Excel มีการใช้คำนวณหาการเลขยกกำลังหลากหลายสูตร
    แต่ขอแนะนำในที่นี้ คือการใช้สูตร power จะแม่นยำที่สุส


    เช่น

    1 การหา 8 ยกกำลัง 2 ใน Excel เพียงใส่สูตร =(power(8,2)) แล้วเอนเทอร์ลงมา ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็น 64 ทันที


    2 การหา 3 ยกกำลัง 5 ใน Excel เพียงใส่สูตร =(power(3,5)) แล้วเอนเทอร์



    หมายเหตุถ้า ตัวเลขมากมาย ก็ขยายเซลออกไป




    แต่เราจะ เจ๋งกว่านั้น คือเราสร้างโปรแกรมใช้งานได้เลย เพียงใส่ตัวเลขลงไปเท่านั้น


    วิธีการทำ


    1 สร้างตารางดังรูป

    2 ใส่สูตร =(power(คลิกที่เลขฐาน,คลิกที่เลขชี้กำลัง)) แล้วเอ็นเทอร์


    Power กับเลขยกกำลัง  n


    ภาพที่ได้ จะเป็นแบบนี้ แต่ไม่ต้องตกใจนะคะ


    Power กับเลขยกกำลัง  n




    3 พอใส่ตัวเลขขึ้นไป ตัวเลขผลลัพธ์จะปรากฏขึ้นมา


    Power กับเลขยกกำลัง  n



    4 กรณีที่ตัวเลขมากไป ปัญหาตามมาจะเกิดขึ้น คือ เลขยกกำลังที่มากเกินไป เช่นดังรูป


    Power กับเลขยกกำลัง  n



    สามารถแก้ปัญหาได้ โดยการเปลี่ยน จาก ทั่วไป เป็น ตัวเลข



    Power กับเลขยกกำลัง  n


    Power กับเลขยกกำลัง  n


    (หมายเหตุ แต่บางทีต้องขยายเซล ให้ยาวขึ้นมาเพื่อรองรับตัวเลข)



    5 เราไม่อยากให้มีจุดทศนิยม ก็ให้กดปุ่มเครื่องมือ ตามภาพเพื่อไม่ให้มีจุดทศนิยม


    Power กับเลขยกกำลัง  n


    Power กับเลขยกกำลัง  n





    ใช้เพื่อการศึกษา

  7. #7
    ขอบคุณครับคุณครู ที่นำสิ่งดีๆมาแบ่งปัน สามารถเอาไปใช้ในการปฏิบัติงานได้เลยหลังงมๆซาวๆอยู่นาน

  8. #8
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ pcalibration
    วันที่สมัคร
    Nov 2008
    ที่อยู่
    เมืองฉะเชิงเทรา(แปดริ้ว)
    กระทู้
    1,986
    บล็อก
    1
    ขอบคุณครับครูเล็ก....
    ตั้งแต่รุ่นเก๋ากึ๊กจนฮอดเวอร์ชั่นล่าสุดสูตรและฟังก์ชั่นต่างๆมีหลายจนใช้ไม่ทั่ว
    แล้วกะบ่เคยใช้ครบดอกครับ..บ่ทันใช้ซ่ำ เขาก็เปลี่ยนเวอร์ชั่นไปแล้วครับ

  9. #9
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197
    ในฟังก์ขั่นเอกเซล ไม่เคยเปลี่ยนสูตร นะคะ
    ไม่ว่าจะเป็นวินโดว์รุ่นไหนก็ตาม

    สูตรเอกเซลก็ยังคงเดิมเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนไปค่ะ



    สามารถนำมาใช้ได้ทันที และที่ใช้เป็นวิน7 ก็ขี้คร้านเปลี่ยนรุ่นด้วยค่ะ เพราะใช้สบายๆๆ

  10. #10
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    Power กับการหาค่ารากที่ n


    Power กับการหาค่ารากที่ n



    Power กับเลขยกกำลังและการหาค่ารากที่ n
    เราสามารถหาคำนวณหาเลขยกกำลังได้ง่ายมาก


    เพียงแค่สูตร =(power(num,power))
    หรือเข้าใจความหมายดังนี้ =(power(ตัวเลข,1/เลขชี้กำลัง))



    เช่น รากที่ 3 ของ 27 หมายถึง 27 ยกกำลัง 1/3

    รากที่ 3 ของ 125 หมายถึง 125 ยกกำลัง 1/3

    รากที่ 4 ของ 81 หมายถึง 81 ยกกำลัง 1/4

    เป็นต้น




    ใน Excel มีการใช้คำนวณหาการเลขยกกำลังหลากหลายสูตร
    แต่ขอแนะนำในที่นี้ คือการใช้สูตร power จะแม่นยำที่สุด

    เช่น
    1 การหา รากที่สาม ของ 27 ใน Excel เพียงใส่สูตร =(power(27,1/3)) แล้วเอนเทอร์ลงมา ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็น 3

    2 การหา รากที่ 4 ของ 81 ใน Excel เพียงใส่สูตร =(power(81,1/4)) แล้วเอนเทอร์ ได้ผลลัพธ์ 3

    หมายเหตุถ้า ตัวเลขมากมาย ก็ขยายเซลออกไป

    และเราก็เอาความเจ๋ง ของเรา มาสร้างเป็นแผ่นโปรแกรมไว้ใช้สบายมาก (ใช้เฉพาะส่วนที่ Excel พอหาค่าได้ ที่ยุ่งยากไม่ต้องไปวุ่นวายมากนัก



    วิธีการทำ


    1 สร้างตารางดังรูป

    2 ใส่สูตร =(power(คลิกที่เลขฐาน,1//คลิกที่เลขชี้กำลัง)) แล้วเอ็นเทอร์
    (หมายเหตุ ทั้งนี้ n ต้องไม่เป็น 0 )


    Power กับการหาค่ารากที่ n


    Power กับการหาค่ารากที่ n



    3 พอใส่ตัวเลข ลงในโปรแกรมที่เราสร้างขึ้น แล้วเอนเทอร์ ตัวเลข ลงมาผลลัพธ์จะปรากฏ ออกมา บนแผ่นโปรแกรมที่เราสร้างขึ้น
    เช่น หารากที่ 4 ของ 81


    Power กับการหาค่ารากที่ n


    Power กับการหาค่ารากที่ n


    หรือ เช่น ค่าของรากที่ 4 ของ 625


    Power กับการหาค่ารากที่ n



    หารากที่ 3 ของ 2145 จะได้ 13 เป็นค่าที่ใกล้เคียงจำนวนเต็ม


    Power กับการหาค่ารากที่ n


    แต่ไม่สมบูรณ์เลยทีเดียว เพราะ 13 ยกกำลัง 3 จะได้ 2197
    ดังนั้น ปรับตัวโปรแกรมที่ใช้ ให้ตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

    (โดยการเพิ่ม ทศนิยม ที่ปุ่มเครื่องมือเพิ่มทศนิยม ก่อน โดยเพิ่มไว้ที่ทศนิยมหลายตำแหน่งก็ได้)



    Power กับการหาค่ารากที่ n


    Power กับการหาค่ารากที่ n







Tags for this Thread