กำลังแสดงผล 1 ถึง 7 จากทั้งหมด 7

หัวปลีป้องกันแผลในกระเพาะ

  1. #1
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
    ช่างภาพอิสระ

    วันที่สมัคร
    Sep 2006
    กระทู้
    817

    หัวปลีป้องกันแผลในกระเพาะ


    หัวปลีป้องกันแผลในกระเพาะ การเกิดแผลในกระเพาะอาหารเป็นความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่พบโดยทั่ว ไป และได้รับความสนใจศึกษาทั้งจากแพทย์และนักวิจัย อาการของโรคนี้แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยได้รับความทรมาน และมีโอกาสกลับมาเป็นโรคนี้ใหม่ได้อีก ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมียาหลายชนิดที่ใช้ป้องกันและรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ แต่ยาเหล่านี้กลับก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยในกรณีที่ใช้มาก อาทิ เกิดผลต่อตับหรืออวัยวะในร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากการใช้พืชสมุนไพรในการรักษา

    ☆.ในการประชุมวิชาการประจำปี การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ที่จัดโดยกรมพัฒนาแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรภาคี ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-31 สิงหาคม 2550

    ☆.อาจารย์สิรดา ศรีหิรัญ ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ ได้นำงานวิจัยซึ่งนำสารที่สกัดจากหัวปลีด้วยแอลกอฮอล์มาใช้ทดสอบความสามารถในการป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารของหนูขาวในโมเดลที่ถูกชักนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร จากเอทานอล อินโดเมทาซีน และความเครียด

    ☆.ซึ่งเป็น 3 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารในคน เช่น คนที่ดื่มสุรา (เอทานอล) จำนวนมาก และเป็นประจำ หรือคนที่กินยาแก้ปวด อินโดเมทาซีน หรือกลุ่มยาแก้อักเสบ เช่น เพนนิซิลิน ซึ่งกัดกระเพาะอาหารจนเกิดเป็นแผลได้ หรือความเครียด

    ☆ ผลการวิจัย พบว่าการใช้สารสกัดจากหัวปลีสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้มากถึง 47.88-87.63% โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกิดแผลในกระเพาะอาหารโดยเอทานอลจากการดื่มสุราอยู่เป็นประจำ เป็นการยืนยันภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้หัวปลีในการรักษา และป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้จริง ซึ่งกล้วยและหัวปลี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการใช้สมุนไพรที่มีอยู่มากมายในประเทศที่สามารถใช้รักษา และป้องกันโรคได้ โดยไม่เกิดผลข้างเคียง และยังเป็นประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย


  2. #2
    สาวริมโขง
    Guest

    รอบยิ้มพิมใจ

    เป็นผักที่หาได้ง่ายตามฮั่วตามสวนและกะมีประโยชน์ดีอีกต่างหาก
    ขอบคุณผู้ที่นำความรู้มาฝากหลายๆ จ้า

  3. #3
    ฝ่ายบริหารระดับสูง สัญลักษณ์ของ ตรี ศรีเมืองใหม่
    วันที่สมัคร
    Apr 2006
    ที่อยู่
    หนุ่มอุบล คนศรีเมืองใหม่
    กระทู้
    4,855
    เยี่ยมมากครับกําลังเป็นโรคกระเพาะอยู่พอดี

  4. #4
    ท่องเวบ สัญลักษณ์ของ pui.lab
    วันที่สมัคร
    Jul 2006
    ที่อยู่
    โสดไม่มีใครเอา หรือว่าเราไม่เอาใคร
    กระทู้
    10,045
    บล็อก
    8
    อยากกินอ่ะพี่แฮ้ กินกับผัดไทยของโปรดปุ้ย

  5. #5
    ส.มักม่วน
    Guest
    ขอบคุณเด้อจ้าทีนำสาระดีๆมาฝากพี่น้อง เป็นมาหลายปีแล้วโรคกระเพาะนี่ ทรมานคักหลาย

  6. #6
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ sai
    วันที่สมัคร
    Mar 2006
    ที่อยู่
    ออสเตรเลีย
    กระทู้
    449
    เจ๊ๆคือบ่บอกวิธีกินให้มันเป็นยานำแหน่ กินสดๆสิเป็นยาบ่นอ?

  7. #7
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
    ช่างภาพอิสระ

    วันที่สมัคร
    Sep 2006
    กระทู้
    817
    กล้วย

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa sapientum Linn.
    ชื่อท้องถิ่น -
    ลักษณะพืช
    กล้วยเป็นพืชเมืองร้อนและเป็นพืชที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน เพราะเกือบทุกส่วนของกล้วยมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน กล้วยเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นตรง รูปร่างกลม มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบสีเขียวขนาดใหญ่ ขอบใบขนานกัน ช่อดอกคือหัวปลี มีลักษณะห้อยหัวลงยาว 1-2 ศอก มีดอกย่อยออกเป็นแผง กลายเป็นผลติดกัน เรียกว่าหวี เรียงซ้อนและติดกันที่แกนกลางเรียกว่าเครือ
    ส่วนที่ใช้เป็นยา ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม

    ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บผลกล้วยช่วงเปลือกเป็นสีเขียว ต้นกล้วยจะให้ผลเมื่ออายุ 8-12 เดือน
    รสและสรรพคุณยาไทย รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน
    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
    กล้วยดิบประกอบด้วยสารประกอบหลายชนิด คือ Tannin , Serotonin, Norepinephnine, Dopamin และ Catecholamine สารเหล่านี้อยู่ในเนื้อและเปลือกของกล้วยสำหรับกล้วยสุกมี pectin , Essential oil, Norepinephrine และกรดอินทรีย์หลายชนิด

    ปี คศ. 1964 Best และคณะ ได้พบว่าผงกล้วยดิบมีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะหนูขาว ซึ่งเกิดจากการให้ aspirin โดยสามารถใช้ทั้งป้องกันและรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ในการป้องกันจะใช้ขนาด 5 กรัม ส่วนการรักษาใช้ขนาด 7กรัม และถ้าเป็นสารสกัดด้วยน้ำจะมีฤทธิ์แรงเป็น 800 เท่าของผงกล้วย ผู้วิจัยเข้าใจว่ากล้วยดิบไปกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่งสารพวก mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ กล้วยจะดีกว่ายาพวก Aluminium hydroxide, Cimetidine หรือ Postaglandin ซึ่งมีฤทธิ์เฉพาะป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเท่านั้น แต่ไม่สามารถรักษาแผลที่เกิดแล้วได้

    วิธีใช้
    นำกล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และบดเป็นผง วิธีรับประทานโดยการนำผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงน้ำหรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มหรือนำผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย เป็นต้น

    สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน, ..ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน..


    เอากล้วยมาให้ แก้กระเพาะได้คือกัน น้องทรายเอื้อยว่า ต้องกินแบบดิบๆนั้นล่ะ