View RSS Feed

khonsurin


ขงจื๊อ มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินมังกร (Confucius)

Rate this Entry

ขงจื๊อ มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินมังกร
(Confucius)








“...บัณฑิตย่อมคิดถึงแต่อุปนิสัยของตน ส่วนคนพาลคิดแต่ตำแหน่งของตน ฝ่ายแรกคิดหาวิธีแก้ไขความผิด ส่วนฝ่ายหลังคิดถึงแตึความโปรดปราน...”


“...บัณฑิตแสวงหาสิ่งที่เป็นความถูกต้อง ส่วนคนพาลเสาะแสวงหาแต่ประโยชน์...”







คำกล่าวข้างต้นล้วนเป็นคำสอนของขงจื๊อ (Koung Tzu 8 ปีก่อนพุทธศักราช - พ.ศ.64)


นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของจีน รัฐบาลจีนจึงจัดสร้างภาพยนตร์ภายใต้ชื่อ Confucius -คอนฟูซิอุส ซึ่งเป็นชื่อภาคภาษาละตินที่ชาวตะวันตกเรียกขานกัน เพื่อเป็นเกียรติในวาระครบรอบวันเกิดปีที่ 2560 ซึ่งขงจื๊อเกิดวันที่ 28 กันยายน 8 ปีก่อนพุทธศักราช ประจวบเหมาะกับการ


เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492 โดยปีเตอร์ เปา ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์มหากาพย์เรื่องนี้ ซึ่งเขาเคย ทำหน้าที่กำกับภาพ Crouching Tiger, Hidden Dragon พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (2543)
มาก่อน เป็นใบรับประกันคุณภาพชั้นดี






Confucius ในรอบที่เราดูเป็นแบบซาวน์แทรก เราจึงรู้สึกว่าเสพอรรถรสจากภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยม ฉากในหนังหลายฉากดูอลังการ การกำกับภาพ และมุมกล้อมค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว ดนตรีประกอบ ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่สามารถดึงอารมณ์ผู้ชมให้รู้สึกรันทดไปกับชะตากรรมของตัวละครหลัก


แต่เหนือสิ่งอื่นใด ขงจื๊อใน Confucius ดูเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาผู้หนึ่งที่ยังเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก โดยมีคาแรกเตอร์เฉพาะ คือ นิสัยดื้อดึง ยึดติดความคิดของตนเองเป็นหลัก มิรู้จักผ่อนปรน หรือปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ ท่านจึงมิใช่นักปราญ์เมธีแสนเลิศเลอเพอร์เฟค ซึ่งโจวเหวินฟะทำหน้าที่ถ่ายทอดตรงส่วนนั้นออกมาได้ดียิ่งนัก


เนื้อเรื่องของ Confucius เน้นเนื้อหาการแย่งชิงอำนาจภายในแคว้นหลู่ แต่ตัวหนังไม่มีการปูพื้นทำความเข้าใจว่าแผ่นดินจีนในสมัยนั้น ขุนศึกตามแว่นแคว้นต่างๆ ตั้งตนเป็นอ๋องขึ้นปกครองตนเองเป็นเอกเทศ อ๋องแต่ละแคว้นนอกจากจะมีอำนาจเป็นอิสระ ยังมีอำนาจเหนือเจ้าเหนือหัวแห่งราชวงค์โจว (580 ปีก่อน พ.ศ. - พ.ศ. 287) ซึ่งเป็นราชวงค์ที่ปกครองแผ่นดินจีนใน
ขณะนั้นอีกด้วย และอ๋องในแคว้นเหล่านี้ ต่างก็ยกทัพทำสงคราม รบพุ่งระหว่างกัน เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือแผ่นดินจีน ส่งผลให้ประชาชนบนผืนแผ่นดินจีนในสมัยนั้นแทบจะหาความสงบสุขมิได้


Confucius เล่าเรื่องราวอัตชีวประวัติของมหาปราชญ์แห่งแผ่นดินมังกร ซึ่งตัวหนังเริ่มเล่าอย่างรวบรัด ตั้งแต่หลู่ติ้งกง (เฉินเจี้ยนอิน) อ๋องแคว้นหลู่แต่งตั้งข่งชิว (ชื่อจริงของขงจื๊อ นำแสดงโดย โจวเหวินฟะ) ขึ้นเป็นเสนาบดียุติธรรม โดยมีวาระซ่อนเร้น เพื่อสลายอำนาจของสามตระกูลใหญ่ตามหัวเมือง คือ ตระกูลจี้ ม่ง และซู ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงเหนืออ๋องแคว้น
หลู่มายาวนาน ด้วยความที่ข่งชิวเป็นผู้มีคุณธรรม และเถรตรงสุดขั้ว จึงมักจะมีเหตุให้ขัดแย้งกับผู้นำสามตระกูลใหญ่อยู่เนืองๆ


ต่อมา.... ข่งชิวสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง เมื่อเขาสามารถนำสามหัวเมืองที่เสียไปให้กับแคว้นฉี ซึ่งเป็นแคว้นมหาอำนาจบ้านใกล้เรือนเคียงกลับคืนมาอยู่ใต้ปกครองของแคว้นหลู่อีกครั้ง อีกทั้งยังนำเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีกลับคืนสู่แคว้นหลู่อย่างเต็มภาคภูมิ หลู่ติ้งกงจึงปูนบำเหน็จด้วยการเลื่อนตำแหน่งข่งชิวให้รับประทานตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทย ข่งชิวจึงถือโอกาสริดรอนอำนาจของสามตระกูลอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยการสั่งการทำลายกำแพงทั้งสามหัวเมือง ที่ผู้นำสามตระกูลปกครอง


แต่ทว่า.... การดำเนินนโยบายแบบเฉียบพลัน ย่อมก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำตามมาอีกระลอก แม่ทัพกงซานหนิว ซึ่งอยู่ใต้อาณัติตระกูลจี้ นำกำลังก่อกบฏ ยกทัพเข้าเมืองหลวงแคว้นหลู่ อย่างอุกอาจ หมายจะสังหารหลู่ติ้งกงและข่งชิว โดยมีผู้นำสามตระกูล นั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกันคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย


สงครามกลางเมืองระหว่างทั้งสองฝ่าย จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งสามารถปราบกองทัพกบฏเสียหมอบราบคาบแก้ว ทำให้อำนาจของหลู่ติ้งกงเข้มแข็งมั่นคงขึ้น ขณะที่ข่งชิวจัดการทำลายกำแพงไปสองหัวเมือง เหลืออีกหัวเมืองที่ข่งชิวต้องการทำลายกำแพงให้สิ้นซากไป แต่หัวเมืองนี้เป็นเมืองชายแดน ซึ่งติดกับแคว้นฉี คู่อริเจ้าเดิม ข้างฝ่ายแคว้นฉีรู้ข่าว จึงเตรียมจัดทัพหมายยกมารุกรานอีกครั้ง หลู่ติ้งกงจึงระงับแผนทำลายกำแพงหัวเมือง ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของแคว้นหลู่ ทั้งสองจึงเริ่มกินแหนงแคลงใจมานับแต่นั้น



เมื่อถึงงานเลี้ยงฉลองในเขตพระราชฐาน ขุนนางแทบทุกคนต่างได้รับถ้วยน้ำซุปจากหลู่ติ้งกง ขณะที่ข่งชิวตั้งหน้าตั้งตารอถ้วยน้ำซุป แต่กลับมีคนส่งของขวัญมาให้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งทำให้ข่งชิวเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ และตัดสินใจเดินทางออกจากแคว้นหลู่ เผยแพร่คำสอนไปยังแว่นแคว้นต่างๆ ทั่วแผ่นดินจีน พร้อมกับสานุศิษย์ร่วมทางอีก 72 คน ในเวลาต่อมา... คำสอนของขงจื๊อก็มีอิทธิพลอันแผ่ไพศาล และหยั่งรากลึกเข้าสู่วิถีของชาวจีนมานานกว่า 2,000 ปี


ช่วงต้นเรื่อง Confucius สะท้อนการกดขี่ข่มเหงของผู้มีอำนาจ ซึ่งปีเตอร์ เปาค่อนข้างเน้นฉากนี้เป็นพิเศษ ให้ผู้ชมเห็นภาพนี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่างเช่น ฉากแสดงประเพณีการฝังบ่าวไพร่ไปพร้อมกับนายเมื่อยามสิ้นชีวี แน่นอน.... ขงจื๊อย่อมต่อต้าน และให้ยกเลิกประเพณีเหล่านี้
เสีย จนเรารู้สึกว่า ขงจื๊อน่าจะเป็นนักสิทธิมนุษยชนคนแรกของโลกเลยล่ะ


ในบรรดาตัวละครสานุศิษย์ของขงจื๊อ เหยียนฮุ่ยมีบทบาทเด่นที่สุด โดยเฉพาะ ฉากเหยียนฮุ่ยคอยเตือนสติขงจื๊อ เมื่อยามเห็นว่าอาจารย์ของตนเองใช้อารมณ์ หรืออคติในการตัดสินใจสำหรับบางสถานการณ์ ดังเช่น....



“....ท่านอาจารย์เคยสอนว่า ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงโลก จงเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายในเสียก่อน มิใช่หรือ?....”



“....ท่านอาจารย์เคยสอนว่า เมื่อยามบ้านเมืองมีภัย ประชาชนก็ควรร่วมมือกัน
ช่วยเหลือ มิใช่หรือ?....”



คำตักเตือนของเหยียนฮุ่ย นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของขงจื๊อ ในสถานการณ์นั้นๆ


มีอยู่ฉากหนึ่งที่ขงจื๊อพบกับเล่าจื๊อ แลดูแล้วเป็นฉากที่แสดงถึงระดับชั้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างมหาปราชญ์ทั้งสองท่าน ซึ่งเล่าจื๊อนั้นแลดูสูงส่งราวกับเทพแห่งสรวงสวรรค์ เราเองก็เคยคิดว่าน่าจะให้ขงจื๊อนึกถึงช่วงที่เคยพบกันมาก่อน ทั้งสองมหาปราชญ์เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงปรัชญามาก่อนที่หอสมุดกลาง ณ เมืองลั่วหยาง เมื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า ช่วงที่ขงจื๊อประสบความสำเร็จสูงสุดในงานราชการ ในขณะเดียวกันกับมหาปราชญ์ลัทธิเต๋าถึงแก่อสัญกรรมพอดี ในปี พ.ศ.43






สำหรับบทสนทนาระหว่างมหาปราชญ์ทั้งสอง Confucius ก็ตัดเอาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นสั้นๆ และได้ใจความว่า....


“....คนเราต้องทำตัวเสมือนน้ำ ไม่เข้มแข็ง หรืออ่อนแอจนเกินไป สามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป...”




นอกจากนี้ มีบางฉากที่หลู่ติ้งกงอ้างอิงคำสอนของเล่าจื๊อ สมัยนั้นแนวคิดปรัชญาลัทธิเต๋ามีอิทธิพลต่อการเมืองจีนอยู่พอสมควร อันที่จริงก็น่าจะปูพื้นเกี่ยวกับมหาปราชญ์ท่านนี้บ้างในช่วงต้นเรื่อง



ส่วนฉากกลยุทธล่อหลอกอ๋องแคว้นฉี ดูเหมือนว่าปีเตอร์ เปาเสริมส่งให้ขงจื๊อโดดเด่นด้านการวางกลยุทธ กลวิธีจนเกินความเป็นจริงไปนิด ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีความถนัดด้านนี้เป็นพิเศษแถมกลยุทธที่ใช้ก็ลอกเลียนแบบมาจาก “สามก๊ก” ตอน จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า ในฉากเตียวหุยใช้กลลวงล่อหลองกองทหารโจโฉที่สะพานเตียงปันเกียวอีกต่างหาก


ช่วงท้ายเรื่อง Confucius ตั้งแต่ฉากขงจื๊อเดินทางออกจากแคว้นหลู่ ค่อนข้างรวบรัดตัดตอน ทั้งๆ ที่ สาระสำคัญทั้งหลายทั้งมวล อยู่ที่การเดินทางเผยแพร่คำสอนไปตามแว่นแคว้นต่างๆ ขงจื๊อและคณะสานุศิษย์ผ่านประสบการณ์ร่วมกัน เคี่ยวกรำจนความคิดเชิงอภิปรัชญาตกผลึกเต็มที่




Confucius เป็นภาพยนตร์แนวมหากาพย์ดราม่า ซึ่งเต็มไปด้วยคำกล่าวเชิงปรัชญาในแบบคัมภีร์ “หลุนอวี่” ย่อมเป็นความคิดที่เกินเลยไปนัก และไม่รู้สึกว่าเป็นเหมือนกับยาขมหม้อใหญ่ที่เราต้องกล้ำกลืนฝืนดื่ม ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหา และการดำเนินเรื่องเข้มข้นกว่าที่คิด อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงสัจธรรมบางอย่าง ซึ่งเกี่ยวกับแวดวงการเมืองโดยตรง ที่ว่า....


น้อยนักที่ “คนดี” มีคุณธรรม และเถรตรง สามารถต้านทานกระแสเหลี่ยมเล่ห์เพทุบายของบรรดาสิงสาราสัตว์ (ทางการเมือง) อันเชี่ยวกรากยิ่ง ให้รอดพ้นไปจนตลอด.... รอดฝั่ง




ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=YgiM1ubNCYc




ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=7or68qjOMb4






Comments

  1. สัญลักษณ์ของ wundee2513
    ... ได้ข้อคิดครับ... อยากขอบคุณ... คนขยัน.....
    ..........................................................
    (ในสังคม...คนดีอาจท้อแท้ ขาดโอกาส ขาดการสนับสนุน ฯลฯ)