View RSS Feed

khonsurin


กลศึกสามก๊ก กลยุทธ์ชนะศึก 2 ล้อมเวยช่วยจ้าว

Rate this Entry

กลศึกสามก๊ก กลยุทธ์ชนะศึก 2 ล้อมเวยช่วยจ้าว



กลยุทธ์ที่ 2 ล้อมเวยช่วยจ้าว


กลยุทธ์ล้อมเวยช่วยจ้าว หรือ เหวยเวยจิ้วจ้าว (อังกฤษ: Besiege Wèi to rescue Zhào; จีนตัวเต็ม: 圍魏救趙; จีนตัวย่อ: 围魏救赵; พินอิน: Wéi Wèi jiù Zhào)




เป็นกลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการที่ศัตรูรวบรวมกำลังทหารและไพร่พลไว้เป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้เกิดกำลังและความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น ควรที่จะใช้กลยุทธ์ในการดึงแยกศัตรูให้แตกออกจากกัน


เพื่อให้กำลังไพร่พลทหารกระจัดกระจาย คอยระแวดระวังมีความห่วงหน้าพะวงหลังแล้วจึงบุกเข้าโจมตี ตามความหมายของตำราพิชัยสงครามคือ การบุกเข้าโจมตีในจุดที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย


โจมตีในจุดที่ศัตรูไม่ได้เตรียมการตั้งรับและคอยระวังป้องกัน ย่อมถือว่าได้เปรียบและได้รับชัยชนะมาแล้วครึ่งหนึ่ง


ในการทำศึกสงคราม การบุกเข้าโจมตีศัตรูจะบุกเข้าทางด้านหน้า ซึ่งเป็นเพียงกลอุบายหลอกล่อให้ศัตรูหลงทิศและนำกำลังบุกเข้าโจมตีทางด้านหลัง


การแสร้งบุกโจมตีทางด้านตะวันออกแต่จริงแล้วบุกเข้าโจมตีทางด้านตะวันตก การทำให้ศัตรูคาดเดาแผนการรบไม่ถูก ทำให้เกิดความสับสนในการวางกำลังป้องกันฐานทัพ

พึงหักเอาในขณะที่ศัตรูเป็นฝ่ายที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เข้าจู่โจมในยามที่ศัตรูไม่ได้คาดคิด ตำราพิชัยสงครามกล่าวไว้ว่า


"เมื่อเห็นจุดอ่อนเปราะของศัตรู เราต้องใช้กลยุทธ์พิสดารโจมตี" ตัวอย่างการนำเอากลยุทธ์ล้อมเวยช่วยจ้าวไปใช้ได้แก่จูกัดเหลียงที่หลอกให้โจโฉนำทัพไปรบกับซุนกวน และบุกเข้ายึดฮันต๋งจากโจโฉได้สำเร็จ



ตัวอย่างกลยุทธ์ 1





เมื่อคราวที่โจโฉยกทัพไปตีฮันต๋งได้สำเร็จ กิตติศัพท์ความเก่งกาจสามารถของโจโฉก็เลื่องลือกระฉ่อนมาถึงเสฉวน ในขณะนั้นเล่าปี่พึ่งจะเข้ายึดครองเสฉวนได้ไม่นาน ราษฏรภายใต้การปกครองพากันหวาดกลัวโจโฉ


เกรงจะต้องเสียเสฉวนให้แก่โจโฉสืบต่อไป บ้านเมืองยังไม่ปกติและมีความเข้มแข็ง เล่าปี่จึงปรึกษากับจูกัดเหลียงเพื่อหาทางแก้ไขความหวาดกลัวของราษฏร จูกัดเหลียงจึงวางกลอุบายไม่ให้โจโฉยกทัพมาตีเสฉวนและอธิบายให้เล่าปี่เข้าใจว่า


"โจโฉนั้นยังกริ่งเกรงซุนกวนอยู่ จึงให้แฮหัวตุ้นกับเตียวเลี้ยวอยู่รักษาหับป๋า เมื่อโจโฉยกมาตีฮันต๋งก็เอาแฮหัวตุ้นมาด้วย ขอให้แต่งผู้มีสติปัญญาไปว่ากล่าวแก่ซุนกวนว่า ท่านจะให้กังแฮ เตียงสา ฮุยเอี๋ยง แล้วยุยงให้ซุนกวนยกมาตีหับป๋า โจโฉรู้ก็จะเป็นกังวลเลิกทัพกลับไป"


เล่าปี่จึงมอบหมายให้อีเจี้ยไปเป็นทูตชี้แจงข้อเสนอต่อซุนกวน ซึ่งซุนกวนเห็นดีงามด้วยกับข้อเสนอของเล่าปี่ จึงนำทัพยกไปตีหับป๋า โจโฉเมื่อทราบเรื่องการบุกหับป๋าก็ตกใจ รีบเลิกทัพจากฮันต๋งกลับไปเตรียมรับมือซุนกวนแทน

เลิกล้มแผนการณ์ที่จะไปตีเสฉวนของเล่าปี่ ทัพของโจโฉและซุนกวนทำศึกสงครามอยู่นานก็ไม่สามารถเอาชนะกันได้ จนกระทั่งยอมเลิกทัพกันไปเอง เล่าปี่จึงมีโอกาสสะสมกำลังทหารของตนเองและยกทัพไปตีฮันต๋งในเวลาต่อมา

กลยุทธ์ล้อมเ
วยช่วยจ้าวหรือเหวยเวยจิ้วจ้าวของจูกัดเหลียง ก็ประสบความสำเร็จในปกป้องเสฉวนของเล่าปี่และสามารถนำทัพไปตีฮันต๋งได้อย่างงดงาม




ตัวอย่างที่ 2









กลยุทธ์นี้เป็นแผนเหนือชั้นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งฝ่ายที่มีกำลังอ่อนแอกว่ามากนักชอบนำไปใช้แล้วบังเกิดผลสำเร็จได้อย่างเจ๋งสุดๆๆ เลยละ


เป็นเรื่องราวการขับเคี่ยวกันระหว่างศิษย์สำนักเดียวกันสองคน ทั้งคู่เป็นศิษย์ของอาจารย์หุบเขาปีศาจ กวุ่ย กู่ เซียน เซิง แต่ต้องมาฟาดฟันกันเอง เนื่องด้วยเรื่องตำแหน่งอำนาจเป็นสาเหตุ


ผังจวน ศิษย์ผู้พี่ซือซวุง ลงจากดอยมาก่อนและสามารถแสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์ของกษัตริย์เว่ย

กษัตริย์เว่ยหวาง จึงได้การแต่งตั้งให้ ผังจวน เป็นแม่ทัพใหญ่รัฐเว่ย

ต่อมา ซุนปิน ศิษย์ผู้น้องซือตี้ ลงจากดอยตามมาและเดินทางไปเยี่ยมคารวะศิษย์ผู้พี่ตามธรรมเนียม



ผังจวน รู้ตัวว่าสติปัญญาสู้ศิษย์ผู้น้องไม่ได้จึงไม่อยากให้อยู่ร่วมรับราชการ เพราะกลัวว่าจะได้ดีเกินหน้า แต่ยังมีจิตใจชั่วร้ายคิดจะได้ตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ อันลือลั่นจากซุนปิน จึงแกล้งทำเป็นต้อนรับขับสู้อย่างดี แต่แอบทูลให้กษัตริย์เว่ยคิดระแวงซุนปิน จะเป็นไส้ศึกแล้วจับซุนปินไปขังไว้ พร้อมทั้งใช้วิธีที่โสโครกมากมาย ทรมานซุนปินต่างๆ นานากระทั่งตัดกระดูกสะบ้าหัวเข่าของซุนปิน ออกจนทำให้กลายเป็นคนพิการเดินไม่ถนัด


ตั้งแต่นั้นมา ซุนปิน จึงได้ชื่อนี้ โดยไม่มีใครทราบว่า ชื่อจริงของท่านคืออะไร

ภายหลัง ซุนปิน ได้ทราบว่าตนเองต้องถูกทรมานต่างๆ นานาจนกระทั่งพิการนั้น เป็นเพราะผังจวนจอมแสบเป็นต้นเหตุ จึงเก็บความแค้นนั้นไว้ และจำเป็นต้องแกล้งทำบ้าเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน เมื่อสบโอกาสจึงหนีรอดไปอยู่รัฐฉี และแสดงสติปัญญาความ สามารถกระทั่งได้ตำแหน่งเป็น จวุนซือ เสนาธิการทหารรัฐฉี

รัฐเว่ย เป็นศัตรูคู่ศึกที่รบกันมานาน โดยก่อนหน้านี้ รัฐฉี มักเพลี่ยงพล้ำมากกว่า ครั้นได้ซุนปินเป็นกุนซือ วางแผนการรบทัพจับศึกกลับได้ชัยชนะหลายครั้งอย่างเหนือคาดหมาย


คราวหนึ่ง กองทัพเว่ยภายใต้การนำทัพของผังจวนได้บุกไปตีรัฐจ้าว ซึ่งเป็นศัตรูอีกรัฐหนึ่ง รัฐจ้าวอ่อนแอกว่าจึงขอความช่วยเหลือไปยังรัฐฉี


กษัตริย์ฉีมอบหมายให้ เถียนจี้ เป็นแม่ทัพใหญ่โดยมี ซุนปินเป็นเสนาธิการทหารไปช่วยรัฐจ้าว
ซุนปินวางแผนอย่างแยบยลด้วยการเดินทัพมุ่งหน้าไปยังนคร ต้าเหลียง เมืองหลวงของรัฐเว่ย แทนที่จะยกทัพไปช่วยรัฐจ้าวที่นคร หานตาน เมืองหลวงของรัฐจ้าวที่กำลังคับขัน

เถียนจี้ แม่ทัพใหญ่รัฐฉี ถาม ซุนปิน ด้วยความสงสัยว่าเหตุไรจึงทำเช่นนั้น


ซุนปิน ตอบหน้าตายว่า ขืนยกไปช่วยรัฐจ้าว ย่อมไม่ทันการ เพราะระยะทางไกล และกองทัพเว่ย มีกำลังมหาศาลเนื่องจากยกทหารเว่ยไปเกือบหมดเมือง ถึงแม้รวบรวมกองทัพฉี กับ กองทัพจ้าว เข้าด้วยกันก็มิอาจต้านทานแสนยานุภาพของรัฐเว่ยไว้ได้


ควรที่จะรีบลัดตัดทางยกไปเมืองหลวงของรัฐเว่ย ดีกว่า เพราะกำลังส่วนใหญ่ของรัฐเว่ยไปออกศึก เหลือไว้แต่ลูกเด็กเล็กแดง สตรีและคนชรา อยู่เฝ้าเมือง

ฝ่ายผังจวน กำลังเพลิดเพลินกับการล้อมรัฐจ้าว ครั้นได้ทราบว่ากองทัพฉีกำลังมุ่งหน้าไปตีท้ายครัวที่รัฐเว่ย จึงร้อนใจนักเพราะเป็นห่วงครอบครัวที่อยู่แนวหลัง จึงได้รีบถอยทัพจากการล้อมเมืองหานตาน กลับมาเมืองหลวงต้าเหลียง


ความจริง ซุนปิน ไม่ได้ต้องการตีรัฐเว่ย เพราะทราบดีว่ารัฐเว่ย ยังมีกำลังมากมายพอที่จะป้องกันเมืองหลวงไว้อยู่ได้ แต่การแกล้งยกไปเมืองต้าเหลียงก็เป็นแผนสงครามจิตวิทยา ซึ่งจะทำให้ผังจวนและกองทัพเว่ยเกิดความห่วงหน้าพะวงหลัง






ตัวอย่างที่ 3


กลยุทธ์เช่นนี้ใช้ได้ผลทั้งในการทำศึกสงครามและทางการเมือง อย่างในสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรกรีธาแสนยานุภาพไปถล่มเวียดนามเหนือนานนับกว่าทศวรรษตั้งแต่ ค.ศ.1960 - 1975 แต่ในที่สุดต้องถอนทัพจากศึกเวียดนามอย่างชอกช้ำ


เพราะฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีการทำสงครามจิตวิทยาบ่อนทำลายแนวหลังของสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรจนทำให้เกิดกระแสคัดค้านต่อต้านการทำศึกเวียดนามอย่างแพร่หลาย จากกรณีนี้จะเห็นว่า ฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่า ย่อมไม่อาจชะล่าใจไปทำศึกไกลบ้านให้นานนัก เพราะจะถูกแอบตีท้ายครัวได้เสมอ




ตัวอย่างที่ 4


ในทางการเมืองก็เช่นกัน ฝ่ายที่ครองอำนาจรัฐอยู่เพลินๆ ถ้ามัวเร่ร่อนนอนไกลอยู่บ่อยๆ ทิ้งเมืองหลวงไว้ให้ฝ่ายตรงข้ามแอบมาเจาะมาไชอยู่เรื่อยๆ คงเห็นบทเรียนจากประเทศอื่นๆ ว่ารัฐบาลซึ่งมีอำนาจล้นฟ้ายิ่งใหญ่คับฟ้ามากมายต้องกลายเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น เพราะมีเรื่องจริงเกือบทุกยุคที่ชาวชนบททั่วประเทศเป็นผู้เลือกรัฐบาลแต่คนในเมืองหลวงนั่นแหละล้มรัฐบาล









ขอขอบคุณ
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


.............................................................

Comments