View RSS Feed

มักน้องสาวหมู่


" ประวัติวันออกพรรษา "

Rate this Entry


" ประวัติวันออกพรรษา "

วันออกพรรษา หรือ วันปวารณาออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งในประเทศไทย วันออกพรรษา คือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน (นับตั้งแต่วันเข้าพรรษา) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วันมหาปวารณา” คำว่า “ปวารณา” แปลว่า “อนุญาต” หรือ “ยอมให้” ใน วันออกพรรษา นี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ เรียกว่า มหาปวารณา เป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันได้ เพราะในระหว่างเข้าพรรษา พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข การให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ ทำให้ได้รู้ข้อบกพร่องของตน และยังเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันด้วยซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (ประมาณเดือนตุลาคม) หลังวันเข้าพรรษา 3 เดือน ตามปฏิทินจันทรคติไทย

สำหรับ คำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลีเป็นดังนี้ “สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ” มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้วจักประพฤติตัวเสียเลยใหม่ให้ดี
การออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะจัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอด เมื่อถึง วันออกพรรษา พุทธศาสนิกชนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่ตั้งใจจำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมมาตลอดจนครบไตรมาสพรรษากาลในวันนี้ และวันถัดจาก วันออกพรรษา 1 วัน (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยยังนิยมไปทำบุญตักบาตรครั้งใหญ่ เรียกว่า ตักบาตรเทโว หรือ ตักบาตรเทโวโรหนะ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่กล่าวว่า ในวันถัด วันออกพรรษา หนึ่งวัน พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเทวโลกกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เพื่อลงมายังเมืองสังกัสสนคร พร้อมกับทรงแสดงโลกวิวรณปาฏิหาริย์เปิดโลกทั้งสามด้วย

กิจกรรมในวันออกพรรษา
วันออกพรรษา นี้พุทธศาสนิกชนถือว่าเป็นโอกาศอันดีที่จะกระทำ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัดและฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้มมัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน และการร่วมกุศล “ตักบาตรเทโว” ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11
1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
2. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
3. ร่วมกิจกรรม “ตักบาตรเทโว” (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11)
4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและประดับธงชาติ และธงธรรมจักร ตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับ วันออกพรรษา เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป
กิจกรรม ประเพณีวันออกพรรษา ของไทย
1. ประเพณีออกพรรษา แห่ปราสาทผึ้ง และการแข่งขันเรือยาว จังหวัด สกลนคร
2. ประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด จังหวัด แม่ฮ่องสอน
3. ประเพณีตักบาตรเทโว จังหวัด อุทัยธานี
4. ประเพณีบุญแห่กระธูป จังหวัด ชัยภูมิ
5. ประเพณีชักพระ ทอดพระป่า และแข่งขันเรือยาว จังหวัดสุราษฎร์ธานี
6. งานเทศกาลออกพรรษาบั้งไฟพญานาค จังหวัด หนองคาย
7. ประเพณีลอยผาสาด ดารดาษนทีโขง จังหวัด เลย
8. เทศกาลงานบุญออกพรรษา จังหวัดมุกดาหาร
9. ทำบุญตักบาตรสองแผ่นดิน เหนือสุดในสยาม จังหวัด เชียงราย
10. งานประเพณีลากพระและมหกรรมวัฒนธรรมสัมพันธ์ จังหวัดตรัง
11. ประเพณีแข่งโพนลากพระ จังหวัด พัทลุง

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวันออกพรรษา กับครอบครัว

1. วันออกพรรษา ครอบครัวจะช่วยกันทำความสะอาดบ้าน และประดับธงชาติ ธงธรรมจักร จัดแต่งโต๊ะหมู่บูชาพระประจำบ้าน
2. ศึกษาเอกสารและ สนทนาเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา และแนวทางปฏิบัติในครอบครัว
3. ครอบครัวจะร่วมกับบำเพ็ญบุญกุศล ทำบุญตักบาตร บริจาคทานร่วมกันในวันออกพรรษา
4. ปฏิบัติธรรมที่วัด รักษาศีล ไวห้พระสวดมนต์ร่วมกัน เนื่องในวันออกพรรษา
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวันออกพรรษา กับสถานศึกษา
1. ทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน และประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เนื่องในวันออกพรรษา
2. ครูและ นักเรียนร่วมกันให้ความรู้ ความเข้าใจถึง ความสำคัญของวันออกพรรษา ทั้งหลักธรรม และการปฏิบัติตนในวันออกพรรษา
3. จัดกิจกรรม นิทรรศการ ประกวดเรียงความ สมุดภาพ ตอบปัญหาธรรม บรรยายธรรม เนื่องในวันออกพรรษา
4. จัดกิจกรรมร่วมกันกับชุมชนที่วัด บำเพ็ญกุศลทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังธรรม พัฒนาพื้นที่สาธารณะ และวัด และกิจกรรมอื่นๆ ที่เหมาะสมในวันออกพรรษา
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวันออกพรรษา กับสถานที่ทำงาน
1. ทำความสะอาดบริเวณที่ทำงาน และประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เนื่องในวันออกพรรษา
2. ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษ และการปฏิบัติตนเนื่องในวันออกพรรษา
3. ร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ปลูกต้นไม้ บริจาคโลหิต
4. หน่วยงานให้โอกาสผู้ร่วมงานบำเพ็ญกุศลตามประเพณีนิยม ในกรณีวันหยุด และเป็นวันออกพรรษา

ประโยชน์จะได้รับจากวันออกพรรษา
1. พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันออกพรรษา รวมทั้งหลักธรรม เรื่องปวารณา และแนวทางปฏิบัติ
2. พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันออกพรรษา และเห็นคุณค่าของการดำเนินชีวิตตามหลักธรรม คือ ปวารณา
3. พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ้ง และตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา
4. พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีรู้จักปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง





ที่มา : พุทธรรมนำใจ
แท็ก: ไม่มี แก้ไข Tags คำค้นหา
Categories
Uncategorized

Comments

  1. สัญลักษณ์ของ lungyai1123




    ตะกร้อ

    ตะกร้อ เป็นชื่ออุปกรณ์การเล่นกีฬาอันเก่าแก่ชนิดหนึ่งของชาติไทย และในปัจจุบันตะกร้อก็เป็นกีฬายอดนิยมประเภทหนึ่งของคนไทย ในการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ

    เรื่องของตะกร้อนี้ นายขวัญชัย เชาว์สุโข และนายณรงค์ แดงสะอาด ได้ให้คำอธิบายไว้ในสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑๒ โดยเริ่มจาก ลูกตะกร้อ ว่า ลูกตะกร้อใช้หวายที่จักเป็นเส้นเล็ก ๆ ตามขนาดที่ต้องการ สานให้เป็นลูกกลมคล้ายลูกบอล มีตาโปร่งโดยรอบ ภายในกลวง ขนาดวัดโดยรอบยาว ๓๕–๔๕ เซนติเมตร หนัก ๑๔๐–๑๖๐ กรัม

    ในกลุ่มประเทศแถบภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นอกจากประเทศไทย ก็มีพม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว เขมร อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น ต่างนิยมเล่นตะกร้อกันมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าร้อนชื้น มีหวายป่าขึ้นทั่วไป

    ต่อมาสมาคมกีฬาสยามได้ดัดแปลงกติกาแบดมินตันมาใช้กับวิธีเล่นตะกร้อ และให้ชื่อใหม่ว่า “ตะกร้อข้ามตาข่าย” และเล่นเป็นกีฬาประจำชาติประเภทหนึ่ง ตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ต่อมาอีก ๑๕ ปี มาเลเซียได้ดัดแปลงนำไปเล่นบ้าง แต่เล่นแบบกีฬาวอลเลย์บอล

    ประเทศไทยได้พยายามเสนอให้มีการแข่งขันตะกร้อในกีฬาแหลมทองครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ และครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๐๔ แต่ไม่สำเร็จ ต่อมาประเทศมาเลเซียได้เสนอบ้าง และข้อเสนอของมาเลเซียเป็นผลสำเร็จ จึงได้มีการจัดแข่งขันตะกร้อเป็นครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ ๓ ซึ่งมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๗ เป็นต้นมา กติกาการแข่งขันส่วนใหญ่ ยึดถือตามแบบของมาเลเซีย แต่ลูกตะกร้อซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของเกมยังคงต้องใช้ของไทย

    เพราะจากมติการประชุมคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกีฬาตะกร้อระหว่างประเทศ รับรองว่าตะกร้อไทยมีข้อบกพร่องน้อยที่สุด จึงใช้เป็นอุปกรณ์การแข่งขันมาตรฐานมาจนทุกวันนี้ และเรียกเกมนี้ใหม่ว่า “เซปักตะกร้อ” ชื่อของเกมนี้เป็นคำผสมระหว่างภาษามาเลเซีย (เซปัก) กับภาษาไทย (ตะกร้อ)

    นอกจากการเล่นตะกร้อข้ามตาข่ายและเซปักตะกร้อแล้ว ประเทศไทยยังมีการเล่นตะกร้อประเภทอื่น ๆ คือ ตะกร้อเตะทนวงเล็ก กับ ตะกร้อเตะทนวงใหญ่ ซึ่งผู้เล่นทั้งสองจะโต้ลูกส่งให้กันไปมาด้วยส่วนต่าง ๆ ของร่างกายรวมทั้งศอก (นอกจากมือและแขน) โดยไม่ให้ลูกตะกร้อตกถูกพื้น ตะกร้อลอดห่วงและตะกร้อพลิกแพลง หรือตะกร้อส่วนบุคคล ปัจจุบันการเล่นดังกล่าวนี้ค่อย ๆ หมดความนิยมไป.

    องค์ความรู้ภาษาไทย, โดย นฤมล บุญแต่ง
    เดลินิวส์ออนไลน์, อังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2555
  2. สัญลักษณ์ของ lungyai1123



    ในวันออกพรรษาประเพณีที่เกี่ยวข้องปฏิบัติสืบสานต่อเนื่องกันมาคือ
    การตักบาตรเทโว ซึ่งจะตรงกับวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 หรือหลังจากออกพรรษา
    ไปแล้วหนึ่งวัน
    ประเพณีการตักบาตรเทโวในสมัย พุทธกาลตามที่มีกล่าวขานถึงนั้นเมื่อ
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมและ เสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษา
    อยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา 1พรรษาและเมื่อออกพรรษาพระองค์ได้เสด็จกลับ
    ยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสนคร และการที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จลงมาจากสวรรค์
    ชั้นดาวดึงส์เรียกตามศัพท์ภาษา บาลีว่า "เทโวโรหนะ"




    ครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธา เลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่าง
    พร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณี
    ตักบาตรเทโวสืบต่อกันมาจวบปัจจุบัน ส่วนสิ่งที่นำมาใส่บาตรอาจแตกต่าง
    กันมีทั้งข้าวสารอาหารแห้ง อาหารคาวหวาน อีกทั้งบางชุมชนพื้นที่ยังนิยมทำ
    ข้าวต้มลูกโยน ตักบาตร เทโว ดังเช่นที่เขาพระงาม ตำบลหนึ่งในจังหวัด
    ลพบุรีชาวชุมชนที่นี่ร่วมกันสืบสานประเพณีการตักบาตรเทโวฯต่อเนื่อง
    มายาวนาน




    "ข้าวต้มลูกโยน" หรือ "ข้าวต้มหาง"

    ลักษณะคล้ายข้าวต้มมัดแต่มีขนาดเล็กกว่าอีกทั้งในรูปแบบการห่อมีเอกลักษณ์
    โดดเด่นโดยจะไว้หางยาวเพื่อความสะดวกในการใส่บาตรเสียงหนึ่งจากชุมชนบ้านบ่อ

    แก้วตำบลเขาพระงามถ่ายทอดเล่าถึงการทำข้าวต้มลูกโยนว่า ข้าวต้มลูกโยน หรือ
    ข้าวต้มหาง ทำมาจากข้าวเหนียว ซึ่งจะนำมาผัดกับกะทิคล้ายกับการทำข้าวต้ม มัด

    แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ข้าวต้มลูกโยนที่นี่จะใส่กล้วยถั่วดำแล้วนำมาห่อซึ่งรูปแบบการ
    ห่อจะนำใบเตยหรือใช้ใบมะพร้าว ฯลฯทำเป็นกรวยม้วนพันไปจนหุ้มข้าวเหนียวโดยทิ้ง
    ชายไว้จากนั้นจะมัดด้วยตอกก่อนนำไปนึ่งให้สุกอีกครั้ง “การทำข้าวต้มลูกโยน หรือ
    ข้าวต้มหาง"จะนิยมทำขึ้นในวันออกพรรษาประเพณีนี้ชาวเขาพระงามได้ปฏิบัติสืบสาน
    มาอย่างต่อเนื่องอีกทั้งเป็นประเพณีเก่าแก่ของที่นี่ซึ่งทุกบ้านจะทำข้าวต้มลูกโยนเพื่อ
    นำไปทำบุญตักบาตรเทโวฯ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าตามตำนาน




    ข้าวต้มลูกโยนในวิธีการทำอาจคล้ายคลึงกันใช้ใบไม้ได้หลายชนิดในการห่อ
    อย่างที่นี่ใช้ใบเตยซึ่งเมื่อนำไปนึ่งก็จะมีกลิ่นหอมอีกทั้งการทำข้าวต้มลูกโยนยังถ่าย
    ทอดความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจในการสืบรักษาประเพณีของชุมชน”








    http://student.nu.ac.th/jitrada/main
  3. สัญลักษณ์ของ lungyai1123


    การทำบุญตักบาตร

    เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จักและปฏิบัติมากกว่าการทำบุญประเภทอื่นๆ
    การตักบาตรนั้น ยังถือว่าเป็นการทำบุญประจำวันของชาวพุทธ และชาวพุทธไทยเชื่อว่า การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น เปรตวิสัย
    ให้ได้รับส่วนบุญ ด้วยเหตุผลทางจิรยธรรม ในการทำบุญตักบาตรนั้น พอสรุปได้ดังนี้ ๑.เป็นการสั่งสมบุญในแต่ละวัน เพราะการสั่งสมเป็นเหตุนำความสุขมาให้
    ๒.เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญทำให้จิตใจแจ่มใส เพื่อให้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง เพราะผู้ที่ไม่มีบุญ เกื้อหนุนอยู่ในใจ ย่อมพ่ายแพ้ต่อบาปได้ง่าย
    ๓.เป็นการทำที่พึ่งคือบุญให้แก่ตนเองในอนาคต
    ๔.เป็นการช่วยรักษาพุทธประเพณี เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต และที่จะมาตรัสรู้
    ในอนาคต ด้วนแต่ดำรงพระชนม์ชีพด้วยอาหารบิณฑบาต
    ๕.เป็นการช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนา เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ศึกษา ปฏิบัติพระธรรมวินัย แล้วนำมาสั่งสอนให้ประชาชน ได้รับรสแห่งพระธรรมด้วย อีกทั้งยังดำรงตนเป็นตัวอย่างด้านความประพฤติิดีงามของสังคม ฉะนั้น ชาวพุทธควรทำบุญตักบาตรเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการสั่งสมบุญให้แก่ตนเองที่
    จะต้อง นำไป ดุจเสบียงเดินทาง ในการท่องเที่ยวเวียนเกิดและเวียนตายอยู่ใน
    วัฏฏสงสารอันไม่ปรากฏ เบื้องต้นและที่สุด และบุญที่สั่งสมไว้นี้ จะช่วยเกื้อกูลให้พ้น
    จากทุกข์ทั้งปวงได้
    อนึ่ง ประโยชน์ส่วนรวมที่จะเกิดขึ้น คือ เป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เพระพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้นำของพุทธบริษัท ที่เป็นฐานกำลังสำคัญแห่งกองทัพธรรมนั้น ท่านดำรงชีพอยู่ได้ด้วยปัจจัยที่คฤหัสถ์จัดถวายท่านจึงสามารถมีกำลังกายกำลังใจที่จะ
    ศึกษาพระพุทธพจน์ คือ พระไตรปิฎก ให้เข้าใจ ทรงจำ นำมาประพฤติปฏิบัติ และกล่าว
    สอนมวลมนุษย์ได้





    การทำบุญตักบาตรจะสมบูรณ์ได้ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ

    ๑.ต้องเตรียมใจให้พร้อม ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะบุญที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจของผู้ถวาย ท่านแนะนำให้รักษาเจตนาให้บริสุทธิ์ทั้ง ๓ ขณะ คือ
    ๑.๑ ก่อนถวาย ตั้งใจเสียสละอย่างแท้จริง
    ๑.๒ ขณะถวาย ก็มีใจเลื่อมใส ถวายด้วยความเคารพ
    ๑.๓ หลังจากถวายแล้ว ต้องยินดีในทานของตัวเองจิตใจเบิกบานเมื่อนึกถึงทานที่ตนเอง
    ได้ถวายไปแล้วการทำใจให้ได้ทั้ง ๓ ขณะดังกล่าวนี้ นับว่ายากมาก เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้จิตใจของเราเศร้าหมองในขณะใดขณะหนึ่งได้

    ๒.ผู้รับ คือ พระภิกษุสามเณร เป็นผู้สำรวมระวัง มีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงามตามพระธรรมวินัย ใฝ่ศึกษาเล่าเรียน พระพุทธพจน์ ทรงจำ นำมาบอกกล่าว สั่งสอนได้ และเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติเพื่อบรรเทาราคะ โทสะ โมหะ จนสามารถละขาดได้อย่างสิ้นเชิง

    ๓.สิ่งของที่ถวาย จะต้องได้มาด้วยวิธีที่สุจริต ไม่เบีดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน และที่สำคัญคือสิ่งนั้นต้องเหมาะสมแก่พระภิกษุสามเณรด้วย




    ทำบุญตักบาตรให้หมั่นอธิษฐาน

    เมื่อองค์ประกอบ ๓ อย่างข้างต้นบริบูรณ์ สิ่งที่จะต้องทำก่อนตักบาตร คือ
    "การอธิษฐาน" การอธิษฐานนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้บุญของเราหนัก
    แน่นก่อให้เกิดความเชื่อมั่นมากขี้น และยังทำให้เราทราบเป้าหมายในการทำบุญด้วย
    นอกจากนี้ การอธิษฐานยังสามารภสร้างพลังขึ้นในจิตใจให้มากขึ้น เป็นการสั่งสมกำลัง
    แห่งความบากบั่น อดทน เพื่อเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ให้เราก้าวไปสู่สิ่งที่ปรารถนาได้ การอธิษฐานในขณะที่บำเพ็ญบุญนั้น ผลบุญย่อมหนุนส่งให้สำเร็จตามที่ปรารถนาไว้ ถึงแม้จะขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสบ้างก็ตาม แต่ความดีที่ทำไว้ย่อมไม่เสียหายไปแน่นอน

    ฉะนั้น ก่อนตักบาตร ควรอธิษฐานโดยนั่งหรือยืนก็ได้ แล้วแต่สถานที่จะอำนวย ยกสี่งของที่จะถวายขึ้นเสมอหน้าผาก แล้วอธิษฐานตามที่ต้องการที่ชอบธรรม
    เป็นภาษาใดก็ได้ จะว่าในใจหรือออกเสียงเบา ๆ ก็ได้ จากนั้นจึงถวายอาหารบิณฑบาต
    ด้วยความเคารพ ถ้ามีดอกไม้ธูปเทียนให้ถวายหลังจากที่ถวายอาหารบิณฑบาตเสร็จแล้ว ถ้าเป็นสตรีให้วางดอกไม้ธูปเทียนไว้บนฝาบาตร เมื่อพระท่านปิดบาตรแล้ว






    ประเพณีตักบาตร ๔ ภาค

    ภาคเหนือ





    ตักบาตรเที่ยงคืน


    ประเพณีตักบาตรเที่ยงคืน หรือ พิธีตักบาตรเป็งปุ๊ด เป็นประเพณีของทางภาคเหนือ
    ในทุกปีที่มีวันขึ้น๑๕ค่ำที่ตรงกับวันพุธโดยไม่เจาะจงว่าต้องอยู่ในเดือนใดพระภิกษุสามเณร
    ในเมืองทุกรูปจะออกบิณฑบาตในตอนเที่ยงคืน โดยมีความแตกต่างของการนับเวลาคือ ที่
    จ.เชียงใหม่ จะตักบาตรคืนวันอังคารหลังเวลา ๐๐.๐๐ น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่วันพุธ ในขณะที่จ.เชียงราย ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จะใส่ตักบาตรในคืนวันพุธเวลา ๒๔.๐๐ น. เป็นต้นไปบรรดาพุทธศาสนิกชนชาวเหนือจะเตรียมข้าวสารอาหารแห้งไว้คอยใส่บาตรตั้งแต่
    หลังเที่ยงคืน โดยจะไปคอยใส่บาตรที่หน้าบ้าน ตามถนนสายต่างๆหรือตามแยกใกล้ชุมชน คล้ายกับการใส่บาตร






    ในตอนเช้าตรู่ที่เราเคยเห็นจนชินตา ทั้งนี้ บางปีอาจมีครั้งเดียว หลายครั้ง หรือไม่มีเลย
    ก็ได้เป็นประเพณีนิยมที่มีเฉพาะในภาคเหนือเท่านั้น
    สำหรับประวัติความเป็นมาของประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ
    ใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่เข้าใจว่าทางภาคเหนือคงรับเอามาจากพม่าอีกต่อหนึ่ง
    พม่ามีความเชื่อว่า พระอุปคุตซึ่งเป็นภิกษุที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์อุปัชฌาย์ เมื่อสำเร็จ
    เป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เสด็จลงไปจำศีลภาวนาอยู่ ณ สะดือทะเล ในรอบ ๑ ปีจะขึ้นมา
    โปรดชาวเมืองก่อนเวลารุ่งอรุณชาวพม่ามักตื่นแต่ดึก เพื่อเตรียมอาหารไว้ใส่บาตรพระ
    อุปคุตโดยมีคติความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ทำบุญตักบาตรพระอุปคุตแล้วจะได้บุญใหญ่หลวง
    เกิดโชคลาภและความเป็นสิริมงคลในชีวิต คติความเชื่อนี้จึงทำให้พุทธศาสนิกชนถือปฏิบัติ
    สืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ในประเทศไทยการใส่บาตรเที่ยงคืนนี้ชาวเหนือเชื่อกันว่า
    พระอุปคุตจะแปลงกายเป็นสามเณรออกมาโปรดสัตว์ถ้าผู้ใดได้ใส่บาตรกับพระอุปคุตแล้ว
    บุคคลนั้นจะประสบแต่ความสุขร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทองได้อานิสงส์แรงดังนั้นเมื่อถึง
    วันเพ็ญตรงกับวันพุธชาวเหนือทุกคนจะไปคอยใส่บาตรเป็นพิเศษ


  4. สัญลักษณ์ของ lungyai1123



    ตักบาตรขนมครก


    ตักบาตรข้าวต้มหาง


    ตักบาตรดอกไม้


    ตักบาตรน้ำผึ้ง

    http://student.nu.ac.th/jitrada/images/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%81.jpg



    ความเป็นมา

    ในสมัยพุทธกาล องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่
    ท่านอนาถปิณฑิกะคฤหบดีผู้เป็นเอตทัคคะ ในทางถวายทาน มีรับรอง
    อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ ชื่อ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาติ เป็น
    สุตตันตปิฎก ทุติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๒ วรรคที่ ๑ ชื่อ ปุญญาภิ
    สัณฑวรรคว่าด้วยความไหลมาแห่งบุญและทรงตรัสตอบปุจฉาของ
    พระนางสุมนาราชกุมารีพระราชธิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศลมีบันทึก
    ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ ชื่อ อังคุตตรนิกาย ปัญจกฉักกนิบาติ
    เป็นสุตตันตปิฎก ปฐมปัณณาสก์ หมวด ๕๐ที่ ๑ วรรคที่ ๔ ชื่อ สุมณวรรค
    ว่าด้วยนางสุมนาราชกุมารี ความว่า การถวายอาหารโดยกุศลจิตที่ตั้ง
    ไว้ดีแล้ว ชื่อว่าให้ อายุ ผิวพรรณ ยศ สุข กำลัง ปณิธาน แล ความเป็น
    ใหญ่ย่อมได้รับผลตามเจตนาแห่งกุศลอันดีแล้ว เป็นความสุขอันหาได้
    ยากของคฤหัสถ์ประเพณีการทำบุญตักบาตรแด่หมู่สงฆ์ จึงปรากฏมีมา
    แต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน
    ครั้งแรกเมื่อเริ่มตั้งกรุงศรีอยุธยา มีบันทึกในกฏมณเฑียรบาลว่า
    ด้วยพระราชพิธี๑๒เดือน ปรากฏหลักฐานของสำนักใน การตักบาตรขนม
    เบื้อง ครั้นเมื่อถึงเดือนอ้ายด้วยมีกุ้งชุกชุมเป็นจำนวนมากให้เกณฑ์ผ่าย
    ในช่วยกันปรุงขนมเบื้องถวายพระบรมวงศาณุวงศที่ทรงผนวชแลพระ
    ราชาคณะ พระราชพิธีตักบาตรขนมเบื้องสืบทอดมาจนถึงปลายรัชสมัย
    รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี
    พ.ศ. ๒๔๔๙ หลวงปู่โห้ ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสุนทร
    สุตกิจเป็นเจ้าอาวาสวัดแก่นจันทน์เจริญได้ชักชวนทายกทายิการ่วมกัน
    ตักบาตรขนมครกใน วันขึ้น ๘ ค่ำเดือน๑๐ เพื่อเป็นการสืบทอดประเพณี
    ทำบุญตักบาตรนับเนื่องแต่พุทธกาลอานิสงฆ์ที่ได้รับทำให้ยังสังขารและ
    ธาตุของคณะสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาพัฒนาฝึกฝนทั้งทางด้านจิตใจและความรู้
    ความสามารถในการปลูกสร้างตกแต่งซ่อมแซมอาคารต่างๆได้รับความรู้
    หลังจากลาสิขาบทไปแล้วยังได้นำปัจจัยไปบำรุงศึกษาทั้งทางสงฆ์และ
    ลูกหลานของทายกทายิกาน้ำตาลทรายที่ได้จากการตักบาตรให้ทายก
    ทายิกาได้สืบทอดการทำตังเมมาแต่โบราณเพื่อแจกจ่ายแก่คณะสงฆ์และ
    ผู้มาช่วยกิจการภายในวัดทั้งยังใช้ในการปรุงอาหารสำหรับผู้ที่มาทำบุญ
    เมื่อถึงคราวเข้าพรรษาของพระสงฆ์ แลยังถึงซึ่งความสามัคคีเข้มแข็ง
    ของทายก ทายิกาในชุมชนแลเครือข่าย ชุมชนตำบลบางพรมร่วมด้วย
    อบต.บางพรมมีความปรารถนาในการสืบต่อวัฒนธรรมประเพณีตักบาตร
    ขนมครกของตำบลบางพรม ให้เป็นตำนานยืนยาวสืบไปในอนาคตกาล




    ช่วงเวลาที่เหมาะแก่ท่องเที่ยว

    จัดขึ้นในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี

    ลักษณะของสถานที่

    ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทรายจัดขึ้นในวันขึ้น8ค่ำเดือน10
    ของทุกปีเพื่อสืบทอดประเพณีทำบุญตักบาตรที่มีมาแต่พุทธกาลโดย
    ประเพณีตักบาตรขนมครกนี้ได้มีการเลียนแบบมาจากประเพณีการตักบาตร
    ขนมเบื้องของพระราชพิธีในวังซึ่งเป็นพระราชพิธีที่สืบทอดมาตั้งแต่
    กรุงศรีอยุธยาจนถึงปลายรัชสมัยรัชกาลที่5ปัจจุบันชาวบ้านจะร่วมแรง
    ร่วมใจนำข้าวสารมาหมักค้างคืนไว้พอถึงรุ่งเช้าก็จะช่วยกันโม่แป้งเก็บ
    มะพร้าวมาคั้นกะทิหลังจากนั้นก็ช่วยกันหยอดแป้งทำขนมครกและ
    ร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์




    ปัจจุบัน

    ประเพณี “ตักบาตรขนมครก-น้ำตาลทราย
    ณ วัดแก่นจันทร์ ต.บางพรม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม




  5. สัญลักษณ์ของ lungyai1123




    ประวัติความเป็นมา

    ความเป็นมาของการตักบาตรนั้น มีแจ้งในพุทธตำนานว่านายมาลาการ
    ผู้ทำหน้าที่ ดอกมะลิสดไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร พระราชาแห่งเมืองราชคฤห์เป็น
    ประจำทุกวัน มาวันหนึ่งขณะที่นายมาลาการออกไปเก็บดอกมะลิอยู่ในสวน องค์
    สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์กำลังเสด็จออกบิณฑบาต
    ผ่านมา นายมาลาการเห็นดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธองค์ จึง
    นำดอกมะลิ ๘ กำมือ ไปถวายแด่พระพุทธองค์ พระเจ้าพิมพิสารราชาทรงทราบ
    ข่าวว่า พระศาสดาเสด็จออกบิณฑบาตรมาถึงใกล้ๆพระราชวังจนนายมาลาการ
    ได้พบปะและถวายดอกมะลิบูชา พระราชาจึงเสด็จพระราชดำเนินไปถวายบังคม
    ต่อพระศาสดา แล้วเสด็จตามพระศาสดาไป ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา พระเจ้า
    พิมพิสารเลยบำเหน็จรางวัลความดีความชอบและพระราชทานสิ่งของทั้งปวงให้
    กับนายมาลาการนับแต่นั้นมานายมาลาการก็อยู่อย่างร่มเย็นปราศจากทุกข์ใดทั้ง
    ปวงด้วยอานิสงส์ของการนำดอกมะลิบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    แทนการตักบาตรจากอานิสงส์ดังกล่าวแต่ครั้งพุทธกาลชาวพุทธทั่วไปจึงถือเป็น
    ประเพณี "ตักบาตรดอกไม้" เป็นประจำทุกปี ตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้




    กำหนดงาน

    ประเพณีตักบาตรดอกไม้กระทำในวันเข้าพรรษา ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี




    พิธี

    ชาวอำเภอพระพุทธบาท จ. สระบุรี มีประเพณีตักบาตรดอกไม้มาตั้งแต่
    ครั้งโบราณ โดยตอนเช้าคนแก่คนเฒ่าตลอดจนหนุ่มสาวพากันไปวัดเพื่อทำบุญ
    ตักบาตรข้าวสุกแด่พระภิกษุสงฆ์ที่วัดพระพุทธบาทราชวรวิหารเสร็จจากการทำบุญ
    ตักบาตรแล้วบรรดาหนุ่มสาวพากันออกจากบ้านขึ้นเขาไปเก็บดอกไม้ที่จะบานเฉพาะ
    ช่วงเข้าพรรษาจนได้ชื่อเรียกขานว่า"ดอกเข้าพรรษา"เพื่อเตรียมไว้สำหรับตักบาตร
    ดอกไม้ในตอนบ่ายของวันเดียวกัน
    ดอกเข้าพรรษานี้ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์อยู่ในสกุลกลอบบา (Globba)
    มีลักษณะคล้ายกับต้นกระชายหรือขมิ้น สูง ๑ คืบเศษๆ มักขึ้นตามท้องที่ป่าเขาที่มี
    ความชุ่มชื้นค่อนข้างสูง ลำต้นขึ้นเป็นกอจากหัวหรือเหง้าใต้ดิน ดอกมีขนาดเล็กออก
    เป็นช่อส่วนยอดของลำต้นมีหลายสี เช่น ขาวเหลืองเหลืองแซมม่วงและบางต้นก็มี
    สีน้ำเงินม่วงมีดอกรองรับในช่อดอกดูเป็นช่อใหญ่สวยงาม โดยเฉพาะชนิดดอกเหลือง
    จะมีกลีบรองสีม่วงสะดุดตามากซึ่งจะหายากมากกว่าสีอื่นชาวบ้านบางคนจึงเรียกว่า
    ดอกยูงทองหรือดอกหงส์ทองเมื่อเก็บดอกไม้มาแล้วก็นำมามัดรวมกับธูปเทียนชาวบ้าน
    จะมาตั้งแถวรออยู่ริมถนนทั้ง๒ ข้างเริ่มตั้งแต่วงเวียนถนนสายคู่ไปจนถึงประตูพระมณฑป
    พระพุทธบาทเมื่อถึงเวลาอันเป็นมงคลพระภิกษุสงฆ์จะออกบิณฑบาต โดยมีขบวนแห่
    กลองยาวพร้อมด้วยนางรำ รำหน้ากลองยาวอย่างครึกครื้น ถัดจากขบวนกลองยาว
    เป็นพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนรถแห่ตามด้วยขบวนพระสงฆ์เดินมาเพื่อบิณฑบาต
    ดอกไม้ ไปเรื่อยๆ ไปจนถึงประตูพระมณฑปพระพุทธบาท







    ต่อจากนั้นพระภิกษุสงฆ์ก็จะนำเอาดอกไม้เข้าไปในมณฑปพระพุทธบาทเพื่อ
    เป็นเครื่องสักการะวันทา"รอยพระพุทธบาท" จากนั้นนำเอาดอกไม้มาวันทาพระเจดีย์
    "จุฬามณี" เจดีย์ที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วจำลองขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก สุดท้าย
    จึงนำไปสักการะพระเจดีย์พระมหาธาตุองค์ใหญ่ซึ่งชาวพุทธถือกันว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุ
    พระบรมสารีริกธาตุ(กระดูกซี่โครงของพระพุทธเจ้า)จากนั้นพระภิกษุสงฆ์และสามเณร
    ทั้งหมดก็จะเดินตรงไปเข้าอุโบสถสวดอธิษฐานเข้าพรรษาเพื่อเปล่งวาจาว่าจะอยู่ใน
    อาณาเขตที่จำกัดในระหว่างฤดูกาลเข้าพรรษา
    ในขณะที่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจะเข้าอุโบสถประชาชนนำน้ำสะอาดล้าง
    เท้าแด่พระภิกษุสงฆ์บริเวณบันไดด้วยความเข้าใจว่าเป็นการชำระล้างบาป ของตนที่ได้
    กระทำให้หมดสิ้นไป


  6. สัญลักษณ์ของ lungyai1123




    หากพูดว่าตักบาตรน้ำผึ้ง บางคนอาจจะคิดว่าจะเป็นเพียงแค่การเอาเฉพาะ
    น้ำผึ้งมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอย่างเดียวเท่านั้นแต่มันก็ไม่ใช่จะเป็นอย่างนั้น
    เสียทีเดียว เพราะการตักบาตรน้ำผึ้งนั้นหาได้มีความยุ่งยากอะไรเลยการทำบุญใน
    วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน๑๐ นั้นก็เหมือนกับการทำบุญในวันพระทั่วๆไปกล่าวคือ เป็นการ
    ทำบุญตักบาตร โดยชาวมอญทั้งหลายก็จะนำเอาข้าวสวย ข้าวสาร อาหารต่างๆ
    มาถวายพระและที่ขาดไม่ได้ก็คือพระเอกในงานนี้อย่าง “น้ำผึ้งบริสุทธิ์” ที่ชาวมอญ
    นำมาใส่บาตรในวันนี้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้านั่นเองในวันนั้น จะมีการเตรียมบาตรเอา
    ไว้เหมือนกับปกติแต่ก็คือ จะมีบาตรอีกอัน หรือภาชนะอื่นๆ ที่สามารถใส่น้ำผึ้งได้มา
    วางเคียงกันด้วย โดยบาตรน้ำผึ้งนั้นจะแยกออกจากอย่างอื่น ไม่รวมกับข้าวหรือว่า
    กับชนิดใดๆหลังจากนั้นเมื่อเวลาชาวบ้านก็จะนำน้ำผึ้งที่เตรียมมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว
    ก็จะจัดใส่ภาชนะมากัน หรือในปัจจุบันนั้นก็อาจจะนำมาใส่ขวดปากแคบแล้วก็ตัก
    น้ำผึ้งใส่ลงไปในบาตรแต่ละบาตรหรือว่ารินใส่บาตรทีละบาตรจนครบตามจำนวน
    ลักษณะของการตักบาตรน้ำผึ้งนั้นก็เหมือนกับการตักบาตรโดยการใส่ข้าวหรือว่า
    อาหารอื่นๆ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากข้าวและอาหารชนิดอื่นเป็นน้ำผึ้งนั่นเองโดย
    ประเพณี ดังกล่าวนั้นก็มีสืบทอดกันมาช้านานซึ่งชาวมอญก็ได้ปฏิบัติต่อๆ กันมา
    เป็นประเพณีหนึ่งของชาวบ้านที่แสดงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และที่สำคัญ
    ก็คือ ความศรัทธาในพระสีวลี พระอรหันต์ผู้มีลาภมากนั่นเอง




    การที่ชาวมอญนั้นได้ถวายน้ำผึ้งแด่พระภิกษุสงฆ์ตามแบบอย่างที่ี่
    พระสีวลีเคยทำในชาติก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์ในปัจฉิมชาติ ที่ได้เป็นเอตทัคคะ
    ทางด้านการมีลาภมากนั้น ก็เป็นเพราะว่า ชาวมอญเชื่อว่าการถวายน้ำผึ้งนั้นจะ
    เป็นทางที่จะทำให้ผู้ที่ถวายจะมีโชคมีลาภ เหมือนกับพระสีวลี แม้นหากไม่สมหวัง
    ในชาตินี้ ในชาติหน้านั้นก็คงจะได้อย่างแน่นอนโดยชาวมอญเชื่อว่า การถวาย
    น้ำผึ้งของพระสีวลีในชาติก่อนนั้นมีผลทำให้ท่านได้เป็นเอตทัคคะทางด้านการมี
    ลาภนั่นเองดังนั้น หากว่าผู้ใดอยากจะมีลาภเหมือนกับพระสีวลีก็ควรจะถวายน้ำผึ้ง
    ด้วยความเชื่อนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าประเพณีดังกล่าวนั้นจะมีมาถึงวันนี้ ซึ่ง
    ในปัจจุบันนั้นชาวมอญก็ยังสืบต่อประเพณีนี้กันอยู่โดยเราจะสามารถพบเห็นได้ใน
    ชุมชนของชาวมอญนั่นเอง
    การถวายน้ำผึ้งหรือประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งของชาวมอญนั้นเป็นความเชื่อ
    ที่มีผลพวงมาจากการที่ชาวมอญนั้นมีความเคารพ ศรัทธาในพระสีวลีไม่มีผิดเพี้ยน
    และความศรัทธานั้นก็ยังคงมีให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้




    ช่วงเวลา

    กลางเดือน ๙ ของทุกปี


    ความสำคัญ

    การตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นประเพณีการถวายน้ำผึ้งแก่ภิกษุและสามเณร ของชาว
    รามัญที่วัดพิมพาวาส อำเภอบางปะกง สืบเนื่องมาจากความเชื่อว่าในสมัยพุทธกาล
    พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่ป่าเลไลย์มีช้างและลิงคอยอุปัฏฐากโดยการนำเอาอ้อย
    และน้ำผึ้งคอยถวายต่อมาจึงทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสามเณรรับน้ำผึ้งและน้ำอ้อย
    มาบริโภคเป็นยาได้




    พิธีกรรม

    การตักบาตรน้ำผึ้งมักจัดกันที่ศาลาวัด ขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นั้น
    ชาวบ้านจะนำน้ำผึ้งมาใส่บาตร และนำน้ำตาลใส่ในจานที่วางคู่กับบาตร ส่วนอาหาร
    คาวหวานจะใส่ในภาชนะที่วางแยกไว้อีกด้านหนึ่ง อาหารพิเศษที่นำมาใส่บาตร
    ได้แก่ ข้าวต้มมัด ถวายเพื่อให้พระฉันจิ้มกับน้ำผึ้งหรือน้ำตาล

    สาระ

    การตักบาตรน้ำผึ้งเป็นกิจกรรมที่น้อมนำให้ระลึกถึงองค์ผู้มีพระภาคเจ้าที่มีความ
    เกี่ยวข้องกับสัตว์เดียรัจฉานสัตว์ยังรู้คุณค่าของศาสนาด้วยการเสาะแสวงหาภิกษาหาร
    นำมาถวายพุทธองค์เพื่อได้สดับตรับฟังธรรมพุทธศาสนิกชนจึงนำรูปแบบของการนำ
    ปัจจัยมาถวายเพื่อจุดหมายการได้ฟังธรรมเทศนาเช่นกัน


  7. สัญลักษณ์ของ lungyai1123



    ตักบาตรข้าวเหนียว


    ตักบาตรเทโวโรหณะ






    ประเพณีที่คนเชียงคานปฏิบัติสืบต่อกันมา คือนึ่งข้าวเหนียวร้อนๆ ใส่บาตรทุกเช้า
    อาจจะมีขนมนมเนยบ้าง เช่น สังขยาที่ห่อด้วยใบตอง ข้าวหลามยาวที่ตัดเป็นท่อนสั้นๆ หรือ
    ขนมไทย เช่นข้าวต้มมัด ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่ห่อด้วยใบตองทั้งสิ้น ที่สำคัญ... ที่เชียงคาน
    ไม่เอาเงินใส่บาตรพระ




    การใส่บาตรของไทเชียงคานมันเป็นสิ่งบ่งบอกถึงรากเง้าของความเป็นไทเชียงคาน
    ทุกคนที่ได้รับการปลูกฝังกันมาตั้งแต่ปู่ย่า, ตายาย




    การตักบาตรข้าวเหนียวของหลวงพระบางยุคใหม่ในวันนี้ จึงมีการผสมผสานกันระหว่าง
    ภาพพระ-เณรที่ออกบิณฑบาตเป็นแถวยาวเหยียดภาพญาติโยมชาวหลวงพระบางในชุดพื้นเมือง
    นั่งใส่บาตรอย่างนอบน้อมแต่ว่องไวในการจกข้าวเหนียวลงบาตร ภาพนักท่องเที่ยวร่วมตักบาตร
    ข้าวเหนียวด้วยความศรัทธาผสมความตื่นเต้นและอยากลองภาพนักท่องเที่ยวมาตั้งกล้องรอบันทึก
    ภาพตักบาตรข้าวเหนียว และภาพแม่ค้าหาบกะติ๊บข้าวเหนียวเร่ขายให้กับนักท่องเที่ยวที่นับวันยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ








    ช่วงเวลา วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ของทุกปี

    ความสำคัญ

    เพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณที่ทรงมีต่อพุทธบริษัท และเพื่อสืบทอดประเพณี
    สำคัญในพุทธศาสนา

    พิธีกรรม

    ๑. จัดเตรียมขบวนรถทรงหรือคานหามพระพุทธรูป เพื่อชักหรือหามนำหน้า
    พระสงฆ์ในการรับบาตร หรือจะให้อุบาสกอุบาสิกาเป็นผู้เชิญพระพุทธรูปก็ได้
    ๒. พระพุทธรูปที่จะเชิญนิยมพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ถ้าไม่มีอาจใช้ปางอื่นๆ
    แต่ให้เป็นพระพุทธรูปยืน
    ๓. พุทธศาสนิกชนเตรียมภัตตาหารใส่บาตร โดยเฉพาะข้าวต้มลูกโยนที่ถือเป็น
    สัญลักษณ์ของพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ
    ๔. มีการแสดงพระธรรมเทศนา

    วันเทโวโรหณะ




    เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงสู่โลกหลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่ใน
    ดาวดึงส์พิภพถ้วนไตรมาสและการตรัสอภิธรรมเทศนาโปรดพระมารดาในเทวโลก
    นั้นมาตลอดเวลา3เดือนพออออกพรรษาแล้วก็เสด็จมายังโลกมนุษย์โดยเสด็จมา
    ทางบันไดสวรรค์ที่ประตูเมืองสังกัสนคร อันตั้งอยู่เหนือกรุงสาวัตถี วันที่เสด็จลง
    จากเทวโลกนั้นเรียกกันว่า “ วันเทโวโรหณะ “ ตรงกับวันมหาปวารณาเพ็ญเดือน 11
    วันนั้นถือกันว่าเป็นวันบุญกุศล ที่สำคัญวันหนึ่งของพุทธบริษัท โบราณเรียกอีกอย่าง
    หนึ่งว่า”วันพระเจ้าเปิดโลก” รุ่งขึ้นจากวันนั้นเป็นวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 จึงมี
    การทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ กันเป็นการใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองการเสด็จลงจาก
    เทวโลกของพระพุทธเจ้าโดยพุทธบริษัทได้พร้อมใจกันใส่บาตรแด่พระสงฆ์ที่อยู่
    ทั้งหมดในที่นั้นกับทั้งพระพุทธองค์ด้วยโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนภัตตาหารที่
    ถวายในวันนั้นส่วนใหญ่เป็นเสบียงกรัง ของตนตามมีตามได้ปรากฏได้มีการใส่บาตร
    ในวันนั้นแออัดมาก ผู้คนเข้าไม่ถึงพระสงฆ์จึงเอาข้าวสาลีของตนห่อบ้าง ทำเป็นปั้นๆ
    บ้างแล้วโยนเข้าถวายพระนี่เองจึงเป็นเหตุหนึ่งที่นิยมทำข้าวต้มลูกโยนเป็นส่วนสำคัญ
    ของการตักบาตรเทโวโรหณะเป็นประเพณีว่าถึงวันแรม1ค่ำเดือน11ทุกๆปีควร
    ทำบุญตักบาตรให้เหมือนครั้งดั้งเดิมเรียกว่า”ตักบาตรเทโวโรหณะ” จนทุกวันนี้
  8. สัญลักษณ์ของ lungyai1123



    ตักบาตรธูปเทียน


    ตักบาตรขนมกระยาสารท







    ที่มา

    ประเพณีตักบาตรธูปเทียนนั้น ถือเป็นหนึ่งในประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนคร และเป็นประเพณีเก่าแก่ต้นแบบคู่มากับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อย่างน้อยก็มีกล่าวไว้แต่
    ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ครั้งสุโขทัยแล้วว่ประเพณีตักบาตรธุปเทียนอันมีต้นกำเนินที่เมืองนคร
    ได้เผยแพร่ไปสู่สุโขทัย ทั้งนี้เป็นเพราะพุทธศาสนาได้แพร่ขยายเข้ามาที่เมืองนครก่อนเป็น
    แห่งแรก
    ประเพณีตักบาตรธูปเทียนเป็นส่วนหนึ่งของพิธีถวายสังฆทานเนื่องในโอกาสเข้าพรรษา
    ณ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เมื่อถึงวันดังกล่าวชาวเมืองนครจะต่างพากันไปที่วัดในชุมชนของตน
    พร้อมทั้งนำเทียนพรรษาขนาดใหญ่พอที่จะใช้ได้ตลอดพรรษา กับดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าอาบน้ำฝน
    ดั่ง เตียง ตะเกียง ยา และอาหารแห้ง ไปถวายพระที่วัดด้วย
    แต่เดิมนั้น การตักบาตรธูปเทียนจัดกันที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเพียงแห่งเดียว
    ตั้งแต่เมื่อครั้งที่วัดพระมหาธาตุฯ ยังไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เมื่อปรากฏว่าเครื่องสังฆทานที่
    ชาวบ้านนำมาถวายมีมากเกินไป ใช้ทั้งปีก็ไม่หมด จึงมีการอาราธนาพระจากวัดอื่นๆ
    รอบวัดพระมหาธาตุฯ มารับเครื่องสังฆทานด้วย โดยนิมนต์ให้มายืนเข้าแถวยาวเหยียดที่
    หน้าวิหารทับเกษตร ชาวบ้านจะได้นำเครื่องสังฆทานพร้อมทั้งกำดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมมา
    ไปใส่ลงในย่ามพระที่เรียงแถวอยู่นั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะพากันไปจุดเปรียงหรือ
    ที่เรียกว่า "จองเปรียง" (เปรียงตามศัพท์แปลว่าไขข้อโค คือไขมันสัตว์นั่นเอง) ตามหน้าพระพุทธรูปและฐานเจดีย์ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยใช้วิธีการง่ายๆ
    คือใส่ด้ายดิบลงไปในภาชนะเล็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ เปลือกหอยแครง หยอดน้ำมันมะพร้าว
    หรือไขมันสัตว์ลงไปแล้วจุดไฟ
    ปัจจุบัน รายละเอียดของพิธีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อย่างเช่น สถานที่ที่พระจะมารับบิณฑบาตดอกไม้ธูปเทียนนั้นนอกจากจะเป็นบริเวณหน้าวิหารทับเกษตร
    เช่น ในอดีตแล้ว ยังขยายต่อออกมาที่ลานหน้าวัดในตัวเมืองนคร ด้วยเหตุนี้ในตอนบ่ายวันเข้าพรรษา จะได้เห็นพระสงฆ์จำนวนมากมายออกมารับบิณฑบาตดอกไม้ธูปเทียนกันเป็นทิวแถว ดอกไม้ที่นำมาตักบาตรนั้นก็กลายเป็นดอกไม้สดที่พ่อค้าแม่ค้าจัดเตรียมมาเพื่อการนี้ แทนที่จะเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่ชาวบ้านต่างคนต่างทำกันมาสำหรับวันนี้โดยเฉพาะ และการจุดเปรียงนั้นก็เปลี่ยนจากที่เคยจุดในเปลือกหอยมาเป็นการจุดเทียนไขแทน และจำกัดเฉพาะในบริเวณวิหารพระม้าแห่งเดียวต่างจากเดิมที่เคยจุดหรือจองเปรียงกันทั่วไปทั้งวัด

    ความสำคัญ


    เป็นการทำบุญด้วยธูปเทียนและดอกไม้ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาเพื่อให้พระสงฆ์ที่จำพรรษา ได้นำธูปเทียนใช้บูชาพระรัตนตรัยตลอดพรรษา ๓ เดือน




    พิธีกรรม

    วันประกอบพิธีตักบาตรธูปเทียน เป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มพิธีเข้าพรรษา พิธีการตักบาตรธูปเทียน
    จึงเริ่มในตอนบ่าย โดยพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ต่างพากันมายืนเรียงแถวในบริเวณลานวัด โดยมี
    ย่ามคล้องแขนทุกรูป เพื่อเตรียมบิณฑบาต เมื่อถึงเวลาบ่ายประมาณ ๑๖ นาฬิกา พุทธศาสนิกชนจะ
    นำธูปเทียน ไม้ขีดไฟ และดอกไม้ มาใส่ย่ามถวายพระสงฆ์เป็นอันเสร็จพิธี

    แนวคิด/คุณค่า

    1.สะท้อนให้เห็ถึงความยึดมั่นในการนับถือศาสนา
    2.เพื่อความสุขใขจากบุญกุศลที่ได้ทำบุญตักบาตรธูปเทียน
    3.เป็นการอบรบให้ลูกหลานที่ไปร่วมพิธีตักบาตรธูปเทียนได้มีความรู้ความเข้าใจในประเพณีท้องถิ่น








    วันสารทไทย



    ทำบุญตักบาตร วันสารทไทยเป็นประเพณีไทยที่แตกต่างจากประเพณีอื่น ๆ โดยเฉพาะในส่วนของการทำบุญตักบาตร ด้วยมีความเชื่อว่าการทำบุญวันสารทเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่ง ลับไปแล้ว การตักบาตรจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันไปในลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ การตักบาตรที่สำคัญในแต่ละท้องถิ่นได้แก่


    ตักบาตรขนมกระยาสารท
    ขนมกระยาสารทเป็นขนมประจำวันสารทในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งจะขาดเสียมิได้ด้วยมีความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรขนมกระยาสารทในวันสารทไทยแล้ว ญาติผู้ล่วงลับก็จะไม่ได้ส่วนบุญส่วนกุศลที่กระทำในวันนั้น ขนมกระยาสารทมีส่วนประกอบ คือ ข้าวตอก ข้าวเม่า ถั่ว งา และน้ำตาล นำทั้งหมดมากวนเข้าด้วยกัน เมื่อสุกแล้วจึงนำมาปั้นเป็นก้อนกลม หรือจะตัดเป็นแผ่นก็ได้


    ผลที่ได้รับจากประเพณี


    เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชนผู้มีพระคุณ

    ได้แสดงความเอื้อเฟื้อให้แก่เพื่อนบ้าน เป็นกาผูกมิตรไมตรีกันไว้

    เป็นการแสดงความเคารพ และอปจายนธรรมแก่ผู้หลักผู้ใหญ่

    เป็นการกระทำจิตใจของตนให้สะอาดหมดจดไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่ง
    ความโลภ ขจัดความตระหนี่ได้

    เป็นการบำรุงหรือจรรโลงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป






    แหล่งข้อมูล :





    http://student.nu.ac.th/jitrada/South2.html
    สามารถ จันทร์สูรย์ และ กรรณี อัญชุลี ประเพณีไทยในปัจจุบัน กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรไทย , 2536

    ศิริวรรณ คุ้มโห้ วันและประเพณีสำคัญ กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เดอะบุคส์ จำกัด
  9. สัญลักษณ์ของ lungyai1123


    คำบูชาพระรัตนตรัย

    อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
    พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)
    สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
    ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
    สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
    สังฆัง นะมามิ (กราบ)

    พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้โดยชอบได้โดยพระองค์เอง
    ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
    พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว
    ข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรม
    พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว
    ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระ




    คำอาราธนาศีล ๕

    มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
    ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
    ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
    (ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อพร้อมทั้งพระรัตนตรัยเพื่อประโยชน์แก่การจะรักษาต่างๆกัน)



    คำถวายพระพุทธรูป

    อิมัง มะยัง ภันเต พุทธะรูปัง ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ
    อิมัง พุทธรูปัง ปะฏิคคันหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
    (ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย พระพุทธรูปแด่พระภิกษุสงฆ์
    ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับซึ่งพระพุทธรูปนี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ)



    คำถวายข้าวพระพุทธ

    อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ
    (ข้าพเจ้าขอบูชาด้วยโภชนะข้าวสาลี พร้อมด้วยแกงกับและน้ำอันประเสริฐนี้แด่พระพุทธเจ้า)



    คำถวายดอกไม้ ธูปเทียนเพื่อบูชาพระ

    อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะปุปผะวะรานิ
    ระตะนัตตะยัสเสวะ อะภิปูเชมะ
    อัมหากัง ระตะนัตตะยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง
    หิตะสุขาวะหา โหตุ อาสะวักขะยัปปัตติยา
    (ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าทั้งหลายขอบูชาธูปเทียนและดอกไม้อันประเสริฐเหล่านี้ แก่พระรัตนตรัย ขอจงเป็นผลนำมาซึ่งประโยชน์สุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน เพื่อให้ถึงซึ่งนิพพานที่ซึ่งสิ้นอาสวะกิเลสเทอญ)
    พำไ

    คำถวายของใส่บาตร

    อิทัง ทานัง สีละวันตานัง ภิขูนัง นยาเทมิ สุทินัง วะตะเม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง นิพานะปัจจะ
    (ข้าพเจ้าขอน้อมถวายทานอันนี้ แด่พระสงฆ์ผู้มีศีลทั้งหลาย ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นปัจจัยให้ถึงพระนิพพานด้วยเทอญ)
    หรืออาจกล่าวเป็นภาษาไทยเวลาจบขันข้าวใส่บาตรดังนี้
    ข้าวของข้าพเจ้า ขาวดังดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว ถวายแด่พระสงฆ์ จิตใจจำนง ตรงต่อพระนิพพาน



    คำถวายสังฆทาน


    อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโฆ
    อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
    (ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็นบริวารทั้งหลาย เหล่านี้เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ)


    คำถวายผ้าป่า

    อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุสังโฆ
    อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆารัตตัง หิตายะ สุขายะ
    (ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้าบังสุกุล จีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิษุสงฆ์ ขอพระภิษุสงฆ์จงรับผ้าบังสุกุล จีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ)



    คำถวายผ้าอาบน้ำฝน

    อิมานิ มะยัง ภันเต
    วัสสิกะสาฏิกานิ สะปะริวารานิ
    ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ
    สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ
    อิมานิ วัสสิกะสาฏิกานิ สะปะริวารานิ
    ปะฏิคคันหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
    (ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าอาบน้ำฝนกับบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์
    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าอาบน้ำฝนกับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย
    เพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ)



    คำกรวดน้ำ

    อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตาโหตุ ญาตโย
    (ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายจงมีความสุขกายสุขใจเถิด)


    คำถวายข้าวสาร

    อิมานิ มะยัง ภันเต ตัณฑุลานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ
    อิมานิ ตัณฑุลานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
    (ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายข้าวสารกับทั้งบริวารเหล่านี้แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ข้าวสารกับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ)



    คำถวายยาพระสงฆ์


    อิมานิ มะยัง ภันเต คิลานะเภสัชชานิ สะปะริวารานิ สังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต สังโฆ
    อิมานิ คิลานะเภสัชชานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญจะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
    (ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายยาบำบัดความป่วยไข้ กับทั้งเวชภัณฑ์ทั้งหลายเหล่านี้ แก่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับยาบำบัดความป่วยไข้ และเวชภัณฑ์ทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ญาติทั้งหลาย มีมารดาและบิดาเป็นต้นด้วย สิ้นกาลนานเทอญ)
    [/COLOR]





    ขอบพระคุณ แหล่งข้อมูล

    http://ayutthaya.mots.go.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=538986257&Ntype=3

    http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north_east/view.asp?id=0513

    http://www.palungdham.com/t1046.html

    Thaidreamhos.com
  10. สัญลักษณ์ของ พวงพยอม
    ขอบคุณหลายๆสำหรับความรู้ที่นำมาแบ่งปันจ้า