กิ น อ ย่ า ง ไ ร...จึงจะมีสุขภาพดี...ตอนที่ ๒





๒ : ธ ร ร ม ช า ติ บำ บั ด

การดูแลตัวเองและคนรอบข้าง ให้มีสุขภาพดี
โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยา ไม่ผ่าตัด นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด
ส่วนการเจ็บป่วยถึงขั้นต้องกินยา ต้องผ่าตัด นั่นเป็นเรื่องของหมอ...


คนเราจะสุขภาพดีหรือไม่ดีอยู่ที่ว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนด้วย
เป็นปัจจัยภายนอก ก่อนจะพูดถึงเรื่องกินอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดี
เราไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดก่อน

ธรรมชาติบำบัด หมายถึงการดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้มีสุขภาพดี
โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยาไม่ผ่าตัด เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด

ส่วนการเจ็บป่วยถึงขั้นต้องกินยาต้องผ่าตัด นั่นเป็นเรื่องของหมอแล้ว

นักธรรมชาติบำบัด ซึ่งทุกคนเป็นได้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชน
ที่ต้องดูแลชีวิตของเราเองเป็นอันดับแรก
การดูแลตนเองและคนรอบข้างเป็นงานของนักธรรมชาติบำบัดทุกคน แต่เราต้องมีขอบเขต

สิ่งที่นักธรรมชาติบำบัดจะใช้ในการดูแลสุขภาพเราจะพูดถึงพืชสมุนไพร
เรื่องสมุนไพร จะจำแนก สมุนไพรออกได้เป็น ๓ กลุ่ม เพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

สมุนไพรกลุ่มที่ ๑ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นอาหาร

ถ้าเป็นสมุนไพรที่เป็นอาหาร อย่างนี้นักธรรมชาติบำบัดสอนให้คนนำมากินอาหารได้
กินสมุนไพรแล้วต้านโรคอย่างนี้ เราสอนกันได้

สมุนไพรกลุ่มที่ ๒ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นยา

หมายความว่าเป็นสมุนไพรที่โดยปกติคนไม่เอามารับประทานเป็นอาหาร
แต่ใช้เพื่อเป็นยาโดยเฉพาะ เช่น ฟ้าทะลายโจร
เวลาพูดเรื่องฟ้าทะลายโจร ต้องบอกว่านี่มันเป็นงานของเภสัชกร และของแพทย์
เราไม่ควรไปรู้จักมันเลยจะดีกว่า
นอกจากว่าเวลาเจ็บป่วย แล้วให้ท่านเหล่านั้นเป็นผู้แนะนำเรา

พวกสมุนไพรที่เป็นสารอาหาร กินผิดกินถูกไม่เป็นอันตราย
แต่ถ้ากินถูกก็ได้กำไร สมุนไพรกลุ่มที่ ๒ ซึ่งเป็นยา ยังไม่ใช่เป็นยาอันตราย
นักธรรมชาติบำบัดจะไม่ไปยุ่งกับเรื่องนั้น
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้เฉพาะทางคือแพทย์และเภสัชกรเท่านั้น

สมุนไพรกลุ่มที่ ๓ เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นยาพิษ

ที่จริงพวกนี้ก็เป็นสมุนไพร ถ้าว่ากินตามหลักของหมอชีวกโกมารภัจ
ท่านอาจารย์หมอในสมัยพุทธกาล พวกสารหนู กำมะถัน มันเป็นสมุนไพรที่เป็นยาพิษ
แต่ว่าแพทย์หรือเภสัชกรสามารถเอาไปทำยาได้ สารหนูก็เหมือนกัน
ที่จริงสารหนูมันคือยาพิษกินเข้าไปตายแน่นอน แต่มันไปเข้าตำรับยาลม

ยาแก้ลมที่เรากินกันต้องมีสารหนูมันถึงจะทรงสรรพคุณ
แต่เมื่อเข้าอยู่ในตำรับยาแล้ว มันไม่เป็นพิษ แต่ต้องปรุงโดยเภสัชกรหรือแพทย์

ในงานของธรรมชาติบำบัด มีงานวิจัยย่อมต้องมีอะไรที่ขัดแย้งกันเสมอ
เมื่อเกิดการขัดแย้งสิ่งหนึ่งที่เราต้องหาข้อสรุป ก็คือจากพระไตรปิฎกนั่นเอง

ถ้าถามว่าองค์ความรู้ด้านธรรมชาติบำบัดได้มาจากไหน
ก็ต้องตอบว่าได้มาจากพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎกจะพูดถึงธรรมชาติบำบัดหลายหลาก
มีตัวอย่างเอามาใช้งานกันได้เยอะ


๓. ก า ร เ จ็ บ ป่ ว ย ข อ ง ม นุ ษ ย์

เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยที่พบเห็นกันในหมู่มนุษย์

เราต้องจำแนกก่อนว่า ต้นเหตุที่รูปกายมันผิดปกติมาจากเหตุ ๔ ประการ
ถ้าในพระอภิธรรมก็จะบอกว่า “ กัมมจิตโตตุกาหาร ”
(กัม-มะ-จิต-โต-ตุ-กา-หา-ระ)

สั้น ๆ แค่นี้แต่แยกเป็นหัวข้อ ก็คือ...

๑. รูปกายเราผิดปกติ

อันนี้มาจากกรรมที่เราจะเรียกว่าพันธุกรรมก็ได้ *

กรรมจำแนกเป็นกรรมในอดีตและกรรมปัจจุบัน
กรรมจากอดีตก็ส่งผลทำให้คนเจ็บป่วยได้
กรรมปัจจุบันก็มีผลทำให้คนเจ็บป่วยได้เช่นกัน

ในต่างประเทศใช้การสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติ ให้คนย้อนอดีตไป
เมื่อพบต้นเหตุของการเจ็บป่วยว่าผู้ป่วยคนนั้นไปทำกรรมอะไรมาแล้ว
ต้องชดใช้กรรมอย่างไร บางรายก็ใช้ไม่ได้ ชดใช้ไม่หาย

* พระ ป. ญาณโสภโณ ขอเสริมว่า

กรรม คือ การกระทำในอดีตชาติ ไม่มีกำหนดว่าชาติใด
ส่วนกรรมปัจจุบัน คือ กรรมที่ทำในชาตินี้ ก่อนหน้านี้ ก็เป็นเหตุให้รูปเกิดและให้เกิดโรคได้

ยกตัวอย่างในเรื่องกรรม

เช่น พระพุทธเจ้าเคยมีปัญหาเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากกรรม
คือ พระพุทธเจ้าทรงปวดหัวไม่หาย รักษาก็ไม่หาย ระดับหมอชีวกยังรักษาไม่ได้

ท่านต้องย้อนอดีตกลับไปดู พบว่ามีสมัยหนึ่ง
เกิดเป็นเด็กชายชาวประมง
แล้วชาวประมงแถวนั้นไม่กินปลาเป็นหรือปลาที่ยังมีชีวิตอยู่
ชาวประมงต้องทุบหัวให้ปลาตายก่อน
ขณะที่เขาทุบหัวปลา เด็กชาวเลแถวนั้นตบมือดีใจที่ปลามันถูกทุบหัวดิ้น
ก็อนุโมทนา2 ทำให้ปลาอาฆาตแม้กระทั่งเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า
เจ้ากรรมนายเวร3 ยังตามมาทวงทำให้ปวดหัว

พอท่านระลึกถึงตรงนี้ได้ อาการที่ปวดก็หายไป
อย่างนี้เรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรยกโทษให้
กรรมบางอย่างอโหสิกรรมกันได้ก็จบกันไป
กรรมบางอย่างอโหสิกรรมไม่ได้ก็รับผลนี้ไป

ยกตัวอย่างกรรมที่ไม่ยอมอโหสิให้ของพระพุทธเจ้า

ครั้งหนึ่งก่อนใกล้ปรินิพพานท่านมีไข้ขึ้นสูง เกิดกระหายน้ำมาก
รับสั่งให้พระอานนท์ไปหาน้ำ ท่านไปเจอแหล่งน้ำไม่กล้าตักมาถวายพระพุทธเจ้า
เพราะน้ำขุ่นมาก มีฝูงวัว ฝูงม้าลุยน้ำไป น้ำก็ขุ่นไม่กล้าตักมาถวาย
ทรงรับสั่งให้ไปอีกแหล่งหนึ่ง ไปถึงแหล่งที่ 2 ก็ขุ่นอีก ไม่กล้าตักถวาย
จึงทรงรับสั่งให้ไปอีก ไปถึงแหล่งที่ ๓ ก็ขุ่นอีก
ตกลงทั้ง ๓ แหล่งไม่ได้ฉันน้ำ

ท่านต้องย้อนอดีตอีกว่าท่านทำอะไรมา

ก็พบว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นนายโคบาลเลี้ยงวัว
ปกติจะตื่นแต่เช้าพาวัวออกไปแต่เช้ามืด ออกไปข้างนอก
พอถึงแหล่งน้ำวัวก็กินน้ำ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดตื่นสาย เพราะไปเที่ยวมา
ขณะต้อนวัวไปเจอแหล่งน้ำขุ่นมาก จึงไม่ให้วัวได้กินน้ำ
เพราะฝูงวัวตัวอื่นมันทำน้ำขุ่น เลยต้องต้นวัวให้ไปกินอีกแหล่งหนึ่ง
แหล่งนั้นก็ขุ่นอีก ก็ต้องต้อนไปอีกแหล่งหนึ่ง

ในที่สุดวัวไม่ได้กินทั้ง ๓ แหล่ง
วัวเจ้ากรรมนายเวรเลยมาเอาคืน
ขนาดเป็นพระพุทธเจ้า แล้วใกล้จะปรินิพพานในไม่กี่ชั่วโมง
ยังขอเอาหน่อย อันนี้เรียกว่า “ ไม่อโหสิกรรม ”


๒. การเจ็บป่วยเพราะสภาวะจิต

เกิดจากจิตป่วยเพราะจิต กินอะไรก็ไม่หาย
รักษาอย่างไรก็ไม่หายจะไปปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่หาย ต้องแก้ที่สภาวะจิต

มีตัวอย่างที่ ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ท่านเล่าให้ฟังว่า...

ในเรื่องสภาวะจิตที่ต้องใช้สมถะกรรมฐาน
คือวันนั้นไปบรรยายที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เรื่องของพลังจิต
ต้องสอนพยาบาลให้ใช้พลังจิตกับคนไข้ที่ต้องรอระหว่างผ่าตัด รอคลอด
คนไข้จะเครียด ถ้ามีเทคนิคในการใช้พลังจิตกับคนไข้ เขาจะไม่เครียด จะสบายขึ้น

พอจบการสัมมนา ๒ วัน วันสุดท้ายก็มีคำถามจากพยาบาล
ถามว่าพลังจิตใช้ทำอะไรได้บ้าง ผมบอกว่าพลังจิตใช้รักษาโรคได้
พยาบาลก็พูดว่า อย่างนั้นอาจารย์ไปใช้พลังจิตกับคนไข้คนหนึ่ง
คนไข้รายนี้เป็นพยาบาลที่จุฬาฯ กำลังเรียนปริญญาโท
แล้วป่วยด้วยโรคเกล็ดเม็ดเลือดต่ำ

หมอรักษาเยียวยาไม่ได้และอาการไม่ดีขึ้นรอวันตาย
ก็เลยไปดู พอตรวจพบต้นเหตุของเรามาจากจิต
บังเอิญว่าฟลุคหรือบุญส่งผลพอดี

ไปพบว่าเด็กคนนี้เกิดในครอบครัวที่ขาดความรักพ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว
เป็นลูกที่ขี้เหร่ที่สุดในบ้าน คือ พี่ ๆ เป็นหมอกันหมด
ตัวเองเป็นพยาบาลถือว่าขี้เหร่ที่สุดในบ้าน
แต่ในโรงพยาบาลหน้าตาดี ยังไม่มีแฟน แปลว่าเขาเก็บกด
เหมือนทุกคนจะให้ความสนใจแต่ พี่ ๆ ที่เป็นหมอ
ส่วนตัวเขาเป็นพยาบาล (คิดเอาเอง) เหมือนมีปมด้อยเพราะขาดความรัก
เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี แฟนก็ไม่มี

ความรู้สึกที่ขาดความรักทำให้เกิดเกล็ดเม็ดเลือดต่ำได้
พอเรารู้ปัญหาของเขาแล้ว ก็ฝึกให้เขาทำกสิณสีแดง
เอาดอกกุหลาบสีแดงให้เขา เพื่อนเขาเอามาให้
ปกติหมอจะไม่อนุญาตให้นำดอกไม้สดเข้ามาเพราะจะติดเชื้อ

แต่ว่ากรณีนี้ให้เอาเข้าได้ ก็ฝึกให้เพ่งดอกไม้สีแดง สอนให้เพ่งกสิณ
เป็นสมถะกรรมฐาน เมื่อจิตเป็นสมาธิเกร็ดเม็ดเลือดก็เพิ่มขึ้น
หมอก็นึกว่าฟลุค ขออีกวันหนึ่ง

พอวันที่ ๒ เกร็ดเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นจนพ้นขีดอันตราย
หมอจึงยอมให้ออกจากโรงพยาบาล
ตอนนี้หายเป็นปกติ
นี่ก็เป็นเรื่องของสภาวะจิตที่เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย


มีผู้ป่วยอีกรายหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก รักษาอย่างไรก็ไม่หาย
หมอให้ยาต้านมะเร็ง *( chemotherapy)
แต่อาการเธอไม่ดีขึ้น เตรียมทำพินัยกรรม

แล้วเขาพามาพบผม นี่ก็มีปัญหาทางจิตเหมือนกัน
ก็คือเป็นคนที่ดูถูกสามี คือ จะรู้สึกว่าสามีเป็นคนที่ไม่เก่ง
คนอื่นจะเก่งกว่าเธอจึงเปลี่ยนสามีมาเรื่อย
สามีคนล่าสุดมียศเป็นพันตำรวจโท เธอยังว่ากระจอก ไม่เอาไหน
ตัวเองเป็นผู้หญิงเก่งแล้วมาเจอสังคมที่มีแต่คนเก่ง จึงดูถูกสามี





เครดิต : http://www.dhammajak.net/บ้านมหา.คอม

(มีต่อ)