** โรคที่ติดต่อทางอารมณ์**





คุณทราบหรือไม่ว่า อารมณ์ของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้
คุณอาจจะเคยได้ยินแต่โรคที่ติดต่อทางกาย
เช่น หวัด วัณโรค หรืออหิวาตกโรค
แต่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินว่า อารมณ์ของคนเราก็ติดต่อกันได้เช่นกัน
โดยเฉพาะอารมณ์ร้ายหรืออารมณ์ที่มีพิษ มักจะแพร่ขยายได้เร็ว
บางทีอาจเร็วยิ่งกว่าเชื้อโรคทางกายเสียอีก
และที่ร้ายกว่านั้นก็คือ การแพร่ขยายของอารมณ์ที่ไม่ดีทั้งหลาย
สามารถส่งผ่านจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันยังได้เลย

ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ก็ได้ สมมติว่าคุณกำลังรถติดอยู่
พอเห็นสัญญาณไฟเขียวแค่วินาทีแรก
รถคันหลังก็เกิดอาการประสาทบีบแตรเร่ง ทั้งๆ ที่คุณก็ไม่ได้ช้าอะไรเลย
คุณย่อมรู้สึกโกรธต่อมแอดรีนาลีนของคุณเริ่มทำปฏิกิริยาตอบโต้
คุณเข้าเกียร์อย่างแรง กระแทกคันเร่ง
รถคุณพุ่งปราดออกไปปาดหน้ารถคันหน้าทำให้เกือบจะชนกัน
เจ้าของรถคันหน้าด่าคุณโขมงโฉงเฉง
เมื่อกลับถึงบ้านความโกรธที่ยังไม่หายไป
ทำให้คุณไประบายออกด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ
และคำพูดที่แสดงความก้าวร้าวเอากับภรรยาและลูกๆ ซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย ฯลฯ


นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ที่แสดงให้เห็นว่า
อารมณ์ที่เป็นพิษเมื่อเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่งแล้ว
มักจะมีการแพร่ขยายเป็นโรคติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรารู้จักคนที่มีพิษ
คนที่มักเป็นเจ้าของอารมณ์บูดทั้งหลาย
หากเราไปอยู่ใกล้เช่น ต้องทำงานร่วมกับเขา หรือต้องอยู่บ้านเดียวกันละก็
รับรองได้เลยว่า ชีวิตคุณคงจะตกที่นั่งไม่ใครมีความสุขนัก
เพราะแค่ได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้น
ก็มีอิทธิพลทำให้คุณรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ได้ไม่ยากเลย

ทั้งนี้เพราะมนุษย์เราสามารถรับสื่อที่เป็นคล้ายพลังงานทางอารมณ์
ทั้งร้อนทั้งเย็นจากผู้อื่นได้ง่ายมาก และเราก็มักจะได้ผลกระทบจากพลังงานเหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นระดับจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึกก็ตาม
ลองสังเกตดูก็ได้ว่า บางครั้งเราไปกราบพระที่ท่านมีธรรมะระดับสูงๆ
เพียงแค่เห็นหน้าของท่าน เราก็จะรับรู้ถึงกระแสแห่งความเย็นที่มากระทบจิตของเรา
บางครั้งทำให้จิตที่รุ่มร้อนของเราคลายลงได้อย่างประหลาด
ในทางกลับกัน คนบางคนเป็นคนร้อน อยู่ใกล้หรือไกลก็จะรู้สึกอึดอัด
ทั้งๆ ที่เขาอาจจะยังไม่ทันได้พูดอะไรกับเราเลยก็ได้


นอกจากนี้ คุณคงเคยดูโทรทัศน์ที่เป็นภาพยนตร์ตลก
และผู้สร้างจะปล่อยเสียงหัวเราะของผู้ดูรายการให้ดังเข้ามาในการแสดงด้วย
ทั้งนี้ เป็นเพราะเสียงหัวเราะเป็นการติดต่อทางอารมณ์ได้ง่ายที่สุดเช่น
ถ้าในห้องมีใครคนหนึ่งเริ่มต้นหัวเราะ จะมีคนอื่นๆ หัวเราะตามไปด้วยหมด
(ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่า ถ้าท่านพูดอะไรที่ไม่แน่ใจว่าจะตลกหรือไม่
แต่ให้มีหน้าม้าทำหน้าที่หัวเราะไว้ก่อน
สักประเดี๋ยวก็จะเห็นว่าทุกคนในห้องร่วมหัวเราะไปกับท่านด้วย)

ถ้าเป็นเรื่องของ "อารมณ์ในทางสร้างสรรค์"
การระบาด หรือติดต่อทางอารมณ์ดูจะเป็นสิ่งที่ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราคิดว่า ถ้ามนุษย์เรามีความรู้สึกร่วมในอามรณ์กับผู้อื่นได้
จะช่วยทำให้สังคมของเรามีการเข้าใจกันมากขึ้น
เพราะคนในสังคมรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
รับรู้ความรู้สึกทางจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเช่น
ถ้าเขาเศร้า เสียใจหรือดีใจ เราก็เศร้าหรือดีใจไปกับเขา
ถ้าเป็นไปเพื่อความเข้าใจของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ควรพยายามทำให้เกิดมากขึ้น


แต่ของทุกอย่างย่อมต้องการความพอดี หรือทางสายกลางตามแบบพุทธศาสนา
แม้ว่าการเอาใจเขามาใส่ใจเราจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม
แต่ถ้าเราทำจนเกินพอดี
เช่น นำตัวเราเข้าไปรู้สึกเหมือนเขา 100% ก็คงจะไม่เป็นการดีนัก
เพราะจะทำให้เราขาดความเป็นกลาง
สมมติว่า คนรักของเราไม่ชอบหัวหน้าของเรา
และเราก็ทำตัว "พลอย" เกลียดตาม ทั้งๆ ที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลย
การพลอยเกลียด พลอยรัก พลอยแค้น ฯลฯ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีนัก
ถ้าเช่นนี้ แสดงว่าเราเอาใจเราเข้าไปเกี่ยวข้องมากเกินพอดี
และอะไรที่เกินพอดี ก็มักจะไม่ใคร่ดีนัก
แต่ลักษณะเช่นนี้มักจะมีในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
บางทีเราจะพบว่า แม่ยายจะโกรธลูกเขยแทนลูกสาว
เมื่อลูกสาวมาฟ้องเรื่องลูกเขย
และบ่อยครั้งที่ลูกเขยและลูกสาวเขาดีกันเรียบร้อยไปแล้ว
แต่คุณแม่ยายก็ยังหงุดหงิดกับลูกเขยอยู่ก็มี

นอกจากการติดต่อกันทางอารมณ์แล้ว นักจิตวิทยายังพบว่า
บางคนสามารถเปลี่ยนสภาพการขัดแย้งทางจิตใจ
ให้ออกมาเป็นอาการของร่างกายได้อีกต่างหาก
ดังกรณีของ สมสวาท เธอไม่ใคร่ถูกกับหัวหน้างานของเธอเท่าไหร่
ในช่วงที่เธอต้องทำงานใกล้ชิดกับเขา
เธอจะมีอาการปวดศีรษะ (ไมเกรน) เป็นประจำ
แต่เมื่อเธออยู่ห่างจากหัวหน้า อาการของเธอก็จะทุเลาลง เป็นต้น


คนที่อยู่ใกล้ชิดกันไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา
ยิ่งจะมีอาการของ "โรคติดต่อทางอารมณ์"
ที่สังเกตเห็นได้ง่ายเช่น ถ้าสามีกลับบ้านและมีอารมณ์ที่ซึมเศร้าไม่พูดไม่จา
และมีปัญหากับที่ทำงาน รับรองว่าภายในไม่กี่ชั่วโมง
ภรรยาก็จะได้รับอานิสงส์ของความหงุดหงิดนี้ไม่ต่างจากสามี
บางทีอาจจะยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำไป ถ้าเธอเป็นคนคิดมาก เธออาจจะนอนไม่หลับ
มีปัญหาต่อเนื่องไปอีกหลายอย่างก็ได้

ทำไมคนเราจึงมีการ "ติดต่อทางอารมณ์" กันได้ง่ายนัก

จริงๆ แล้ว ถ้าเราถามคนร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครอยากติดโรคนี้
แต่ทำไมเราจึงติดได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน

คำตอบก็คือ มนุษย์เราโดยเฉพาะผู้หญิง
มักเป็นเพศที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและอารมณ์มากเป็นพิเศษ
ใครมาแสดงออกในอารมณ์ใดที่ใกล้ตัวเรา เราก็มักจะรับเข้ามา
ส่วนหนึ่งของอารมณ์เราได้ง่าย ทั้งอารมณ์ดีและอารมณ์ร้าย
ดังนั้น ถ้าให้เราปิดกั้นไม่ให้รับอารมณ์ร้ายของผู้อื่นเข้ามาในระบบของเราโดยอัตโนมัติ
อารมณ์ดีก็จะถูกปิดกั้นด้วยเช่นกัน
เราก็จะกลายเป็นคนที่อาจจะถูกมองว่า "ใจดำ ใจแข็ง ขาดความรู้สึก" ไปได้
ลองคิดดูง่ายๆ ก็ได้ว่า ถ้าใครมาปรับทุกข์อะไรกับเรา
แล้วเราไม่แสดงความรู้สึกนึกคิดหรือทีท่าเห็นอกเห็นใจเขาเลย
เขาคงคิดว่าเราเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ ไม่ใส่ใจเขาบ้าง


กล่าวโดยสรุปก็คือ การแสดงความไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยนั้น
ก็คงจะทำให้คนที่อยู่ด้วยเกิดความรู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน

ดังนั้น ความพอดีในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่จะอยู่ด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก หรือเพื่อนที่ทำงาน เป็นต้น

-นักจิตวิทยามีความเชื่อว่า
คนเราทุกคนไม่ได้มีการรับ "โรคติดต่อทางอารมณ์"ในระดับเดียวกัน
คนบางคนจะรับบางเรื่องง่ายกว่าเรื่องอื่น
ตัวอย่างเช่น มลวิภา เธอเล่าว่าทุกครั้งที่เธอเห็นแม่เอ็ดลูก
เธอจะกลับบ้านด้วยความรู้สึกหดหู่และเศร้าไปกับเด็กที่โดนแม่เอ็ดเสมอ
เมื่อคุยกับเธอมากขึ้นก็ได้ความว่า
การเห็นแม่เอ็ดลูกทำให้เธอนึกถึงความหลังครั้งที่เธอเป็นเด็กแล้วถูกแม่ดุเป็นประจำ
เธอยังจำความเจ็บปวดนั้นได้ดี

ความรู้สึกร่วมของมลวิภา อาจไม่ใช่ความรู้สึกร่วมของคนอื่นๆ ในระดับเดียวกันเลยก็ได้
ทั้งนี้เพราะเราทุกคนมีประสบการณ์ที่เป็นจุดอ่อนของชีวิตต่างกัน
แต่สิ่งที่ต้องการย้ำให้เห็นก็คือการติดต่อหรือระบาดทางอารมณ์
หลายครั้งมักมาจากอารมณ์ที่ยังคั่งค้างของบุคคลที่มีกับครอบครัวเดิมนั่นเอง

-อารมณ์ใดเป็นอารมณ์ที่ติดต่อง่ายที่สุด

สำหรับผู้หญิง อารมณ์ที่มักจะพบบ่อยและติดต่อกันได้ง่ายที่สุด
ก็คือ อารมณ์ซึมเศร้า เซ็ง เบื่อหน่าย
สมมติว่าเพื่อนของคุณมาเอาคุณเป็นที่ระบายอารมณ์เศร้าของเธอสักชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง
รับรองว่าหลังจากพูดกับเขาแล้วคุณมักจะรู้สึกเศร้าตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
และถ้าเขาเผอิญเป็นเพื่อนที่ทำงาน
เจอหน้าคุณครั้งใดก็จะเล่าแต่เรื่องชีวิตรันทดของเขาให้คุณฟังอยู่เสมอ
คุณก็คงจะเซ็งไปกับเขาด้วยเป็นแน่ เผลอๆ ก็ไม่อยากเจอเขา หลบได้เป็นหลบ
ไม่ใช่เพราะคุณไม่แคร์ แต่คุณเหนื่อยที่จะต้องมารับเรื่องของเขา
ที่คุณไม่สามารถทำอะไรได้ต่างหาก

วิธีหนึ่งที่คุณอาจจะแก้ไขได้ดดยไม่เสียเพื่อนไป
ก็คือ เวลาที่คุณฟังเรื่องของเขา
อย่าอยายามเอาตัวคุณเข้าไปใส่เป็นตัวละครในชีวิตของเขา
ให้ฟังโดยมีใจเป็นกลาง ให้นึกภาพเป็นผู้สังเกตการณ์มากกว่าผู้แสดงเอง
แค่นี้คุณก็สามารถเปิดใจรับฟังได้


ตัวอย่างเช่น หากเพื่อนมาเล่าถึงความเห็นแก่ตัวของเพื่อนร่วมงานของเธอ
ที่มักจะใช้เธอทำธุระเรื่องส่วนตัวให้เขา
ทำให้เพื่อนของคุณไม่สบายใจแต่ไม่กล้าบอกปฏิเสธไป
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบมีอารมณ์ร่วมมากๆ
คุณอาจจะหงุดหงิดกับเพื่อนที่ทำไมถึงไม่รู้จักปฏิเสธคนอื่นบ้างเลย
คุณอาจจะหงุดหงิดแทนเธอหรืแมากกว่าเธอเสียอีก

ผลก็คือ คุณจะหงิดหงิดมากกว่าเพื่อนคุณถึง 2 เท่า

แต่ถ้าคุณฟังไป และรับรู้อารมณ์ว่าเพื่อนของคุณไม่สบายใจ
แต่เขาก็ยังไม่มีความกล้าที่จะปฏิเสธผู้อื่นได้
คุณก็คงไม่หงุดหงิดร่วมไปกับเพื่อนของคุณอย่างแน่นอน


เมื่อใครก็ตามมาเล่าเรื่องอะไรของเขาให้คุณฟัง
ก่อนที่จะรับเข้ามาหงุดหงิดโกรธ หรือเสียใจไปกับเขา ให้ถามตัวเองเสมอว่า

เรื่องนี้เป็นปัญหาของใคร ถ้าไม่ใช่เรื่องใช่ราวของคุณเลย ก็ให้ฟังเฉยๆ
อย่าเข้าไปมีบทบาทเป็นผู้ร่วมแสดงกับเขาด้วย

ถ้าเผอิญคุณมีเพื่อนที่ชอบบเอาคุณเป็นที่ปรึกษาหัวใจ
หรือปัญหาอื่นใดก็ตามให้รับฟังเฉยๆ อย่าไปแสดงออก

เป็นนักจิตวิทยาโดยการแนะนำนั่นนี่เป็นอันขาด
เพราะบ่อยครั้งเราพบว่าคนเราต้องการความเห็นใจมากกว่าคำแนะนำ
และถ้าคุณไม่เชื่อแล้วไปให้คำแนะนำเข้า
คุณจะพบว่าเขาก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของคุณเลย
ไม่ว่าคุณจะบอกเขากี่ครั้งกี่หนก็ตาม และคุณก็จะเสียอารมณ์ หงุดหงิดบ่อยๆ


ทางออกประการหนึ่งของการช่วยเหลือเพื่อนที่มีทุกข์
หลังจากรับฟังเรื่องที่คล้ายกับทศนิยมไม่รู้จบของเขา
ก็คือ ชักชวนให้เขาทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนอิริยาบถเช่น
ไปเดินเล่น ชอปปิ้ง เล่นกีฬา หรือแม้กระทั่งไปทำบุญเข้าวัดเข้าวา
จิตใจจะได้สบาย แต่การทำกิจกรรมนั้น ควรเป็นกิจกรรมที่เพื่อนชอบหรือทำได้
อย่าชวนเขาไปเพราะเป็นสิ่งที่คุณชอบ


คุณทราบหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงของคนเรานั้นทำได้ 3 ทางคือ

ทางความคิด ทางความรู้สึก และทางพฤติกรรม
การเปลี่ยนทางหนึ่ง จะกระทบทางอื่นๆ เสมอ

เช่น ถ้าเพื่อนของคุณมีความรู้สึกเศร้าหดหู่ใจ หรือเซ็งกับชีวิต
เขาอาจจะมีพฤติกรามที่นั่งสงสารตัวเองอยู่กับบ้าน
หรือคิดฟุ้งซ่านอยากทำร้ายตัวเอง เป็นต้น

แม้ว่าคุณจะทำให้เพื่อนของคุณคลายจากความรู้สึกเบื่อหน่าย เจ็บปวด เศร้าก็ตาม
แต่การให้เขาออกไปข้างนอกมีกิจกรรมต่างๆ
ก็เท่ากับคุณพยายามช่วยให้พฤติกรรมของเขาเปลี่ยน
และเมื่อพฤติกรรมของคนเราเปลี่ยนเช่น เขายอมไปเที่ยวเล่นกับคุณ
การออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ย่อมทำให้เขาหลุดออกมาจากอารมณ์เศร้า
ที่เขากำลังเผชิญอยู่ไม่มากก็น้อย


แต่สมมติว่า คุณได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว
เพื่อนของคุณก็ไม่ยอมทำอะไรตามคำชักชวนของคุณสักอย่าง
คุณก็ไม่ต้องรู้สึกผิดว่าคุณช่วยเขาไม่ได้ ให้บอกตัวเองว่า
คุณได้พยายามทำทุกวิถีทางแล้วแต่ไม่สำเร็จ
ดังนั้น จึงไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณอีกต่อไป
เพื่อนของคุณได้ตัดสินใจที่จะไม่ยอมรับความช่วยเหลือ
และเขาก็ไม่ช่วยตัวเขาเอง ส่วนคุณก็หมดหน้าที่แล้ว
อย่าให้การตัดสินใจของเพื่อนมาทำให้คุณรู้สึกไม่ดีกับตัวเองเป็นอันขาด
และอย่าให้ปัญหาของเพื่อนมารบกวนจิตใจของคุณ
พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าพยายามแบกความทุกข์ของคนอื่นไว้ในตัวคุณ
เพราะลำพังแค่ความทุกข์ของตัวเราก็แย่มากพออยู่แล้ว

ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้สึกอ่อนไหวง่าย
คล้ายต้นไมยราบที่พอโดนลมพัดสักนิดก็หวั่นไหวเสียแล้ว
คุณก็ยิ่งต้องระวังเมื่อไปเข้าใกล้คนที่มีอารมณ์ที่จะติดต่อคุณได้ง่าย
เพราะคุณจะรับเข้ามาโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้
คนประเภทนี้ทางจิตวิทยากล่าวว่าเป็นผู้ที่มีขอบเขตหรือตัวตน (BOUNDARY) ไม่ชัดเจน
คือไม่รู้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องของเรา และเรื่องใดเป็นทุกข์ของชาวบ้าน
กล่าวง่ายๆ คือ เป็นพวกที่แยกแยะความเป็นตัวตนไม่ออก
ฟังเรื่องของใครก็เก็บมาทุกข์ร้อนได้อย่างหมดจด
บางทีเป็นทุกข์ "แทน" เจ้าทุกข์ตัวจริงเสียอีก
มีลักษณะคล้ายเด็กๆ ที่ยังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือเราคือเขา
อะไรคือสิ่งแวดล้อม BIUNDARY ของเขาจะปะปนกันไปหมด


เด็กเล็กๆ ที่เกิดมาทุกคนมีสภาพที่ยังไม่รู้ชัดว่าตัวตานของเขาคือใคร
เมื่อเขาเห็นแม่ในสายตาเขาจะรู้ว่าแม่อยู่ แต่เมื่อแม่เดินออกไปจากห้อง
เขาคิดว่าแม่ของเขาไม่มีตัวตนอยู่เสียแล้ว แต่เด็กๆ ทุกคนเมื่อเขาค่อยๆ โตขึ้น
เขาจะรับรู้ว่า เขาคือบุคคลอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่พ่อ พี่ หรือน้องของเขา
เขาเริ่มมีความรู้สึกของตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น

แต่สำหรับเด็กบางคน เขาจะถูกแม่หรือพ่อสอนให้ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง
เช่น ถ้าเขาบอกแม่ว่าไม่ชอบคุณป้าที่มาล้อเขาเสมอๆ
แม่ก็จะบอกว่าเขาไม่ชอบไม่ได้เพราะแท้จริงแล้วป้ารักเขา

เขาจะถูกสอนให้เริ่มปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก
และเมื่อเติบใหญ่เขาจะกลายเป็นบุคคลที่ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร
และข้อสำคัญคือเขาจะไม่ไว้ใจความรู้สึกของตัวเองเลย
คนประเภทนี้ เมื่อได้ฟังเรื่องอะไรของใคร เขาอาจจะบอกไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร
เขาอาจจะเอาความรู้สึกของคนเล่าเรื่องมาเป็นเกณฑ์ความรู้สึกของตัวเองก็ได้

ถ้าคุณเผอิญเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใคร่รู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกอย่างไร
ทางออกประการหนึ่งก็คือ เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ใครก็ตามเล่าให้คุณฟัง
ให้ถามตัวเองเสมอว่า "ฉันรู้สึกอย่างไรในเรื่องนี้"
ถ้าคุณหัดถามตัวเองบ่อยๆ ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ
คุณจะเริ่มรู้จักกับตัวเองและความรู้สึกที่แท้จริงของตัวคุณมากขึ้น
และเมื่อคุณรู้จักความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง
ความรู้สึกที่เกิดกับใจ ไม่ใช่ความรู้สึกที่คุณควรจะรู้สึก
แล้วขั้นต่อไปก็คือ ให้คุณหัดที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกแท้จริงของคุณให้ได้
มิเช่นนั้นแล้วก็จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย
ที่คุณไม่เคยได้ทำความรู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของคุณเลย


การรู้จักตัวเอง ความรู้สึกที่แท้จริง และการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม
จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นอย่างยิ่งกับตัวคุณเอง
และข้อสำคัญคุณจะไม่ได้ต้องไปผูกความรู้สึกของคุณไว้กับบุคคลอื่นอีกต่อไป

การติดต่อทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนควรจะต้องระวังเพราะมันมีทั้งผลดีผลเสีย
ถ้าเป็นอารมณ์ที่เป็นพิษ และคุณรู้ตัวว่าคุณติดต่อกับอารมณ์เหล่านี้ได้ง่าย
คุณก็คงจะต้องระวังเมื่อคุณเข้าไปใกล้ตัวผู้ที่มีพิษ
เพราะคุณจะรับเชื้อเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว
หรือถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นคนค่อนข้างจะอ่อนไหวง่าย
คุณคงจะต้องสร้างภูมิต้านทานในตัวเองให้ดีขึ้น

แต่ถ้าเป็นอารมณ์ในด้านบวก อารมณ์ที่ดีงาม เช่น ความสุข ความสบายใจ
คุณอาจจะยินยอมให้ตัวเอง "ติด" และยอมเป็น "พาหะ"
นำสิ่งที่สร้างสรรค์เหล่านี้ให้แพร่กระจายออกไปให้มากที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว หัวหน้างาน
ครูอาจารย์ที่มีโอกาสกระตุ้นหรือให้กำลังใจ ให้คนที่อยู่รอบข้างมีความสุขได้
คุณอาจจะทำให้มากขึ้นเพราะใครเล่าจะรู้ว่า คำพูดให้กำลังใจ
ความสุขหรือเสียงหัวเราะของคุณ
อาจทำให้ชีวิตของคนบางคนเปลี่ยนไปอย่างไม่คาดคิดก็เป็นได้






ที่มา...ASTVผู้จัดการออนไลน์
ธรรมโอสถ (การแพทย์และวิทยาศาสตร์ทางจิต) : โรคที่ติดต่อทางอารมณ์
รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์
บ้านมหา.คอม