กำลังแสดงผล 1 ถึง 6 จากทั้งหมด 6

หัวข้อ: เรียนอย่างไร?...จากที่โหล่ ให้เป็นที่ 1, ประสบการณ์ตรง

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617

    เรียนอย่างไร?...จากที่โหล่ ให้เป็นที่ 1, ประสบการณ์ตรง

    เรียนอย่างไร?...จากที่โหล่ ให้เป็นที่ 1, ประสบการณ์ตรง


    บทความต่อไปนี้เป็นการอ้างอิงจากหนังสือ "วิทยาศาสตร์ของการฝึกจิต" ซึ่งปรัชญาเมธีชาวไทย "ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา" ท่านได้นิพนธ์ไว้ตั้งแต่ปี 2533 สาระสำคัญของหนังสือนี้คือการปฏิบัติตนเพื่อพัฒนาพลังทางปัญญาและความคิด โดยการทำสมาธิ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่า สามารถส่งผลแก่ผู้ปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

    อาจารย์ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของการฝึกสมาธิไว้ดังนี้ " เมื่อก่อนเรียนมัธยมต้น ผมสอบได้ที่โหล่ทุกวิชา เพราะว่าไม่ค่อยสนใจอะไร ไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน ชอบชกชอบต่อย แต่หลังจากได้ฝึกสมาธิมาระยะหนึ่ง ปรากฏว่าความจำดีมาก มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น เวลาครูสอนอะไรเราจำได้ และสอบได้ดีขึ้น ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน เริ่มสอบได้ที่หนึ่งทุกวิชา จากที่โหล่มาเป็นที่หนึ่งเลย และจาดเด็กที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ความโกรธ ความโมโห ตอนนี้กลายเป็นเด็กที่ยิ่มตลอดเวลา เดินไปเดินมาก็ยิ้มให้คนโน้นคนนี้ ใครจะมายั่วอย่างไร ใครจะมาด่า ใครจะมาว่าตอนนี้ไม่สนใจแล้ว ได้แต่ยิ้ม เราไม่โกรธ เราไม่โมโหใคร เริ่มควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีมากขึ้น"

    ที่มา : http://www.bbltour.com/index.php?lay......e&Id=395432



    บทสัมภาษณ์ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

    - อาจารย์สนใจเรื่องสมาธิมาตั้งแต่ก่อนจะไปทำงานตรงนั้นหรือเปล่า

    ผมเริ่มฝึกปฏิบัติตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนนั้นศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เป็นโรงเรียนประจำแล้วก็ฝึกมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้



    - ทำไมถึงได้สนใจเรื่องสมาธิ

    เหตุที่เป็นแรงจูงใจก็เพราะว่าช่วงมัธยมต้น ผมเป็นเด็กเกเรพอสมควร ชอบชก ชอบต่อย ชอบอาละวาดเป็นคนที่อารมณ์รุนแรง แล้วมันเกิดเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะมหัศจรรย์กับตัวเอง คือ นอนอยู่ในห้องนอนรวมเป็นหอพักของนักเรียน อยู่กัน 50 คน อยู่ๆ วันหนึ่งก็ตกใจตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเหมือนกับมีเสียงคุยกับผมอยู่ เสียงนั้นแค่เรียกชื่อผม 3 ครั้ง “ อาจอง อาจอง อาจอง” ทำไมถึงทำอย่างนี้ ตั้งคำถามไว้ให้กับผม

    ผมก็มานั่งคิด ตอนแรกก็ตกใจนึกว่าเป็นผีมาหลอก ก็ไม่สนใจ นอนหลับไปพร้อมกับเสียงนั้นมันจะมีแสงสว่างอยู่รอบๆ บริเวณนั้นด้วย ผมมองซ้าย มองขวา ดูเพื่อนทุกคนก็นอนหลับไม่มีใครได้ยินอะไร และมันก็เกิดขึ้นสามคืนติดต่อกันคืนที่สามก็เลยต้องมานั่งคิดใหญ่เลยว่า เอ..มันเรื่องอะไร คิดไปคิดมาอาจเป็นการเตือนตัวเราเองว่า สิ่งที่เราทำมันไม่ถูกต้อง ก็เลยหาทางออก พยายามคิดว่าเราจะปรับปรุงตัวอย่างไร

    ตอนแรกไม่รู้จะไปปรึกษาหารือกับใคร เลยไปปรึกษากับนักบวชในศาสนาคริสต์ ท่านก็บอกว่าให้ไปสวดมนต์ภาวนาเข้าโบสถ์ด้วยกัน ผมก็เข้าไป แต่แล้วท่านก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับผม ท่านบอกว่าต้องไปศึกษาพระคัมภีร์ต่อผมก็ไปศึกษาพระคัมภีร์

    จนกระทั่งวันหนึ่งท่านสอนเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ท่านบอกว่าเมื่อสวดมนต์จะต้องมาพร้อมกันเปร่งเสียงดังพร้อมกัน เข้ามาอยู่ในโบสถ์พร้อมกัน ผมเถียงท่านบอกว่า ไม่จำเป็น เราสวดมนต์ในมุมเงียบๆในห้องของเราก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปสวดในโบสถ์ อันนี้ท่านโกรธมากเลย ไล่ผมออกจากห้อง ผมก็เสียใจมาก

    ก็พยายามคิดว่าจะทำยังไง เลยไปเข้าห้องสมุด แล้วบอกตัวเองว่าเราเกิดมาเป็นชาวพุทธ น่าจะมีอะไรดีๆ ทางพุทธศาสนา ก็เลยไปค้นหนังสือเจอบทความเกี่ยวกับการฝึกสมาธิ พออ่านแล้วมันประทับใจมาก ก็เลยเริ่มฝึกตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา พอฝึกไปได้เดือนหนึ่งมันรู้สึกสงบ สบาย อารมณ์โกรธ โมโหอะไรก็ค่อยๆ หายไป เลยฝึกต่อ พอฝึกไปได้ปีหนึ่ง ก่อนหน้านั้นเรียนหนังสือไม่ค่อยได้ดี ปรากฏว่าความจำดีขึ้น การเรียนดีขึ้น พอสอบปีถัดมาก็สอบได้ที่ 1 ของทุกวิชา จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนเป็นคนใจเย็น ความรู้เกิดขึ้น

    บางครั้งเราเรียนหนังสือก็ไม่ต้องเรียนหนัก ความจำดีขึ้น ได้รับรางวัลจากประเทศอังกฤษเยอะแยะไปหมด ได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษด้วย ทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านศาสนา นี่คือการทำควบคู่กันไปทั้งสองอย่างพร้อมกัน


    - แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าวิทยาศาสตร์กับศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน?

    ผมมองดูตัวเองย้อนหลังกลับไป จริงๆ วิทยาศาสตร์กับศาสนาไม่แตกต่างกัน ทั้งสองอย่างพยายามแสวงหาความจริง แต่วิทยาศาสตร์มุ่งไปในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา แต่ศาสนามุ่งเข้าไปในตัวเรา ฉะนั้น อันหนึ่งเป็นเรื่องภายใน อีกอันเป็นเรื่องภายนอกสองอย่างมาประกอบกันก็ทำให้เกิดความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบ

    ดูใน
    http://www.212cafe.com/boardvip/view......umscm&id=13
    http://webboard.mthai.com/7/2006-03-10/207809.html
    http://yaguza.wordpress.com/interview-with-dr-artong/






    คลื่นสมอง 4 ชนิด ในสมองซีกซ้ายและขวา ก่อเกิดการเพิ่มพลังจิตให้มีระดับสูงขึ้น


    ในธรรมชาติเมื่อเราทำให้น้ำเคลื่อนไหว เช่น การโยนก้อนหินลงไป ก็จะเกิดเป็นคลื่นพลังงานในน้ำเห็นได้ชัดเป็นระลอกคลื่น ร่างกายของมนุษย์ก็เช่นกัน มีพลังงานคลื่นที่สามารถตรวจวัดได้หลายอย่าง อาทิ คลื่นหัวใจ (ตรวจวัดโดย ECG, Electro Cardiograph) และคลื่นสมอง (ตรวจวัดโดย EEG, Electro Encephalograph)

    จากภาพจะเห็นได้ว่า คลื่นสมองมีลักษณะเคลื่อนไหวขึ้นและลงเหมือนคลื่นทั่วไป โดยใช้หน่วยการวัดเป็นรอบต่อวินาที ณ ปัจจุบัน สามารถทำการวัดคลื่นสมองได้ถึง 4 ชนิด คือ เบต้า (Beta) อัลฟา (Alpha) ธีต้า (Theta) และเดลต้า (Delta) โดยจำแนกตามความถี่ของคลื่น (รอบต่อวินาที) ดังนี้

    1. เบต้า (Beta) มีคลื่นความถี่ตั้งแต่ 13 ถึง 25 รอบต่อวินาที
    โดยความหมายของคลื่นเบต้า คือ สมองกำลังอยู่ในภาวะการทำงานและควบคุมจิตใต้สำนึก เช่น กำลังทำงานทั่วไป กำลังพูดและทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

    2. อัลฟา (Alpha) มีคลื่นความถี่ตั้งแต่ 8 ถึง 12 รอบต่อวินาที
    ความหมายของคลื่นอัลฟา คือ สมองอยู่ในช่วงพักผ่อนหรือกำลังทำสมาธิ ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถเกิดความคิดสร้างสรรค์หรือเรียนรู้ได้อย่างรวดเร้ว

    3. ธีต้า (Theta) มีคลื่นความถี่ตั้งแต่ 4 ถึง 11 รอบต่อวินาที
    ความหมายของคลื่นเธต้า คือ สมองอยู่ในช่วงของการเข้าสมาธิแบบลึก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการเห็นภาพต่างๆ

    4. เดลต้า (Delta) มีคลื่นความถี่ตั้งแต่ 0.5 ถึง 3 รอบต่อวินาที
    เป็นช่วงที่สมองหลับอย่างเต็มที่ โดยไม่มีความฝันใดๆ หรือเป็นช่วงที่พักผ่อนอย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ ในสมองของมนุษย์ยังแบ่งออกเป็น สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา ซึ่งโดยปกติแล้ว คลื่นสมองในด้านซ้ายและด้านขวาจะมีความถี่และการขึ้นลงที่เป็นอิสระต่อกัน จึงส่งผลให้คลื่นสมองด้านซ้ายและขวามีความแตกต่างกัน .... แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจพบว่า ในระหว่างการทำสมาธินั้น จะเกิดการปรับระดับความถี่ของสมองด้านซ้ายและสมองด้านขวาให้ขึ้นลงเหมือนกันเรียกว่า ซิงโครไนซ์ (Synchronization) และในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่า การเกิด Synchronization ของคลื่นสมอง ทำให้เกิดพลังจิตที่เพิ่มขึ้นในมนุษย์และทำให้สามารถเรียนรู้ข้อมูลเป็นจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างยอดเยี่ยม

    ในอดีตคนเชื่อว่า คลื่นสมองและสารที่หลั่งจากสมองนั้น ไม่สามารถบังคับหรือควบคุมการเกิดได้ ในปัจจุบัน หลังจากได้มีการทดลองและตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์กับนักฝึกจิต พบว่า สามารถควบคุมคลื่นสมองและสารที่หลั่งออกมาจากสมองได้

    ที่มา : http://www.watthamfad.com


  2. #2
    ดีๆคับมักอ่านเรื่องแนวนี้ล่ะผม

  3. #3
    น้ำตาล
    Guest
    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ8)8)8)

  4. #4
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ วิกรรัตน์ แก้วดี
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    กระทู้
    110
    ขอบคุณครับสำหรับสาระดีๆ เด้อคุณตันข้าว :g

  5. #5
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ นวรัตน์
    วันที่สมัคร
    Feb 2008
    กระทู้
    785
    ขอบคุณมากครับคุณต้นข้าว สุดยอด 8)

  6. #6
    dorame
    Guest
    ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ดีๆ::)

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •