กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: เรื่องของลุงมี

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ฝนหลวง
    วันที่สมัคร
    Feb 2008
    กระทู้
    1,444

    เรื่องของลุงมี


    เรื่องของลุงมี

    ลุงมี หรือชื่อจริงๆว่ามีชัย มานอนในโรงพยาบาลตั้งแต่เดือนที่แล้ว
    ลุงเป็นโรควัณโรค หรือที่ชาวบ้านทั่วๆไปเรียกว่า"โรคปอด" ในระดับที่รุนแรงเพราะว่าไม่ได้มารักษา
    ตอนที่พามาก็เป็นญาติแกพามา... ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่ แต่หลังจากพามาส่งที่โรงพยาบาลแล้ว น้อยครั้งมากที่จะมีคนมาเยี่ยมเยียน
    ลุงมีใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนบนเตียง มวนยาเส้นสูบ และนั่งฟังวิทยุทรานซิสเตอร์อันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวของแก นานๆครั้งจะมีญาติมาเยี่ยม ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ตั้งใจมาเยี่ยมแก แต่มาเยี่ยมคนอื่นแล้วบังเอิญรู้ว่าแกนอนอยู่

    เช้าวันหนึ่ง พยาบาลไปพบแกนอนหมดลม หลังจากเหนื่อยหายใจหอบมานานหลายสัปดาห์
    ลุงมีมาอย่างเงียบๆ อยู่อย่างเงียบๆ และจากไปอย่างเงียบๆ
    หลังการเสียชีวิต พยาบาลแจ้งข่าวการตายไปยังญาติของลุงตามเบอร์โทรที่ได้ให้ไว้

    เบอร์แรก ที่เป็นคนพามาบอกว่าเป็นเพียงญาติห่างๆ และได้ให้เบอร์โทรญาติอีกคนเอาไว้

    เบอร์ที่สอง ก็เป็นแค่ญาติห่างๆ
    เช่นเดียวกันกับเบอร์ที่สาม สี่ ห้า

    สุดท้าย ทางโรงพยาบาลก็ต้องเอาศพของลุงมอบให้มูลนิธิไปเก็บรักษาไว้ และเก็บกระดาษยาเส้นกับวิทยุเก่าๆให้ตำรวจไป
    พยาบาลขอให้เทศบาลไปประกาศในหมู่บ้านที่ลุงมีอาศัยให้ญาติมารับศพ ตั้งแต่เช้าจนบ่ายก็ไม่มีใครติดต่อเข้ามา

    ตกเย็น วศินนั่งกินข้าวตรงหน้าโรงพยาบาล
    จู่ๆก็มีรถห้อตะบึงกันเข้ามาทั้งรถปิคอัพ รถหกล้อ รถเครื่อง รถยนต์
    ทีแรกในใจก็นึกว่า แย่แน่แล้ว เพราะรถที่วิ่งมาเวลาแบบนี้มักมาตรวจที่ห้องฉุกเฉิน
    แต่การณ์ไม่เป็นอย่างนั้น ทุกคนที่ลงจากรถ มุ่งหน้าไปที่ตึกผู้ป่วยใน

    สักพักตำรวจขับรถตามเข้ามา
    "นั่นน่ะ ญาติของตามี เมื่อกี้ผมไปตามมาจากหมู่บ้าน" ตำรวจบอก
    "พี่ไปบอกเขายังไงเขาถึงยอมมารับศพกัน" วศินถามด้วยความสงสัย เพราะว่าตอนเช้าทุกคนบอกแต่ว่าเป็นแค่ญาติห่างๆ ไม่มีใครยินดีที่จะมารับศพเลย ต่างจากภาพแห่งความกระตือรือล้นที่เขาเห็นเมื่อครู่
    ตำรวจยิ้มตอบโดยไม่มองหน้าแพทย์หนุ่มอย่างผู้กำชัย

    "ผมแค่ให้คนไปบอกปล่อยข่าวว่าตอนตายลุงมีมีเงินสดสามหมื่นบาท กับทองสองบาท ตอนนี้ของเก็บไว้ที่โรงพัก รอลูกหลานมารับศพ


    คนเฮาซุมื่อนี่คิดฮอดแตผลประไยชเนาะ

  2. #2
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ มั่วหน่าฮ่าน
    วันที่สมัคร
    Jan 2007
    กระทู้
    1,963
    หึ..หึ...เงินสามหมื่นบาทกับทองสองบาท

  3. #3
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ฝนหลวง
    วันที่สมัคร
    Feb 2008
    กระทู้
    1,444

    เรื่องหมากลางถนน

    เรื่องหมากลางถนน
    จากหนังสือ สิ่งมีชิวิตที่เรียกว่าคน

    ยาวไปนอยนึงแตผมอ่านจบแล่วมักกะเลยเอาไห่พีน่องบ้านมหาอานนำ

    กม.ที่ 1

    เสียงวัตถุสองชนิดปะทะกันดังสนั่นจนผมสะดุ้งตื่น ไฟหน้ารถสองดวงวูบไหวผ่านความมืดไปมา ในความสลัวของทางหลวงเบื้องหน้า ร่างหนึ่งกระดอนไปไกลหลายเมตร รถตู้คันเก่าเฉออกนอกเส้นแบ่งถนนไปมาจนเราทุกคนตื่นจากความงัวเงีย ผมได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น โดยไม่อาจแน่ใจว่า มันเป็นเสียงในความฝันหรือความจริง คนขับหักพวงมาลัยรถยนต์กลับเข้าที่และยึดเกร็งไว้เช่นนั้น เสียงยางล้อกรีดพื้นถนนยางมะตอยดังเสียดแก้วหู ร่างของผู้โดยสารบางคนกลิ้งหลุดจากที่นั่งลงนอนบนพื้นรถตู้ ในที่สุดคนขับก็ควบคุมสถานการณ์ได้ เบนรถกลับสู่ลู่วิ่งเดิม พาหนะคันเก่าเคลื่อนต่อไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลายคนร้องออกมาพร้อมกัน
    "เกิดอะไรขึ้น?"
    "รถชนอะไร ชนคนรึเปล่า?"
    "ไม่ใช่คน" เสียงลุงสมบุญคนขับรถตอบในความมืด ผมได้ยินเสียงหลายคนถอนใจโล่งอก เมื่อนั้นผมตื่นขึ้นเต็มตัว สติหายจากความสัปหงก ผมมองหน้าลุงสมบุญข้างกายผมผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารถีมาตลอดทาง แสงจันทร์จากนอก หน้าต่างรถอาบใบหน้าเขา เสียงคุณชำนาญผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มของเราถามคนขับ "แล้วรถชนอะไร?"
    "ชนหมา" "เฮ้อ! ค่อยโล่งอก นึกว่าชนคนซะแล้ว" เสียงผู้หญิงดังมาจากด้านหลังผม เป็นเด็กรุ่นน้องผม ชื่อสุภา เป็นข้าราชการระดับ 5 และผู้ช่วยของคุณชำนาญ หล่อนเป็นคนรักการสมาคม แม้เพิ่งมาร่วมงานกับเราได้เพียงสามเดือน แต่สนิทสนมกับ คนอื่น ๆ ในกองมากกว่าผมซึ่งทำงานมาก่อนหล่อนสิบกว่าปีเสียอีก
    "แล้วมันเป็นอะไรรึเปล่า?" คุณชำนาญถามต่อ ยังมีร่องรอยงัวเงียบนหน้าของข้าราชการระดับ 10 วัยห้าสิบกว่าผู้นี้ ถ้าไม่ใช่เพราะงานเร่งด่วนวันพรุ่งนี้ เราคงไม่มีวันเห็นเขานั่งรถตู้คันนี้มากับเรา เขามีรถยนต์ส่วนตัวคันหรูมากกว่าหนึ่งคัน เนื่องจากภรรยาของเขาเป็นเศรษฐีนีคนหนึ่ง
    ลุงสมบุญว่า "ไม่รู้เหมือนกัน เห็นนิ่งไปแต่ก็ขยับตัวได้" "งั้นก็ไม่เป็นไร" ผู้โดยสารสตรีด้านหลังผมเสริมขึ้นเป็นครั้งแรก คุณสาวิตรีเป็นข้าราชการระดับ 10 เช่นกัน อาชีพผู้ตรวจราชการที่ต้องเดินทางออกต่างจังหวัดเสมอไม่เปิดโอกาสให้หล่อนมีเวลาส่วนตัวมากนัก นิสัยส่วนตัวที่ชอบเก็บตัวเงียบทำให้ไม่มีใครแปลกใจที่อายุของหล่อนเริ่มเข้าสู่เลขสี่สิบห้าแล้วแต่ยังเป็นโสด แต่ผมไม่คิดว่าเป็นเพราะการเก็บตัวเงียบเป็นเหตุให้หล่อนยังหาคู่ไม่ได้มากกว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ในโลกไม่ชอบผู้หญิงที่เจ้าระเบียบ จู้จี้ในทุกรายละเอียด (ผมอาจจะผิดก็ได้) แสงไฟของรถที่สวนทางมาส่องเห็นรอยคล้ำใต้ตาของหล่อน ท่าทางหล่อนเหมือนไม่ได้พักผ่อนมานาน
    "โล่งอกไปที ดีที่เป็นแค่หมา" สายตาหล่อนคล้ายมีรอยยิ้ม
    "ทำไมเราไม่จอดดูมัน..." ผมเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก สายตาทุกคู่หันมาที่ผมพร้อมกันและต่างคนต่างเงียบไปครู่หนึ่ง "กลับไปดูมันดีกว่าครับ" ผมกล่าวต่อ ผู้ตรวจราชการหญิงว่า "ดูทำไม? ก็มันไม่เป็นไรนี่คะ"
    "ไม่มีใครรู้แน่หรอกว่ามันเป็นอะไรหรือเปล่า จอดดูซักหน่อยคงไม่เสียเวลามาก" หล่อนมองหน้าผม "เราเสียเวลาไม่ได้ซักนาทีเดียว คุณก็รู้ดี" "แต่มันอาจพิการ" คุณชำนาญแทรกว่า "มันไม่ตายก็บุญแล้ว"
    ผมเริ่มสับสนในใจ "อ้าว! เป็นความรับผิดชอบของเราไม่ใช่หรือ ชนหมาแล้วก็ต้องจอดเอามันไปหาหมอ"
    "ช่างมันเหอะ แค่หมาตัวเดียว" สุภาว่าตามเจ้านาย "...อีกอย่างแถวนี้จะไปหาสัตวแพทย์ได้ที่ไหน"
    "แต่..." ผมพูดได้เพียงแค่นั้น
    "ไปต่อเถอะ อย่าหยุดด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้เลย เสียเวลาไม่เข้าท่า" รถยนต์ยังคงแล่นต่อไป ลมเย็นตีหน้าผมจนชาด้าน เสียงใครคนหนึ่งลอยมา
    "อย่าว่าแต่มันก็ยังไม่ตาย ยังเดินได้"
    "คุณเห็นหรือ?" ผมยังไม่หมดความพยายาม
    "สมบุญบอกเองว่าหลังถูกชนมันขยับตัวได้"
    "แต่..." "อย่าเสียเวลาเลย งานเราสำคัญกว่า" ผู้ตรวจราชการตัดบท ในใจผมเริ่มฝ่อลง
    รถตู้คันเก่าวิ่งต่อไปในความมืด ไฟหน้ารถสองดวงพุ่งนำทาง แต่แสงจันทร์หลบหายไปซ่อนในหมู่เมฆแล้ว

    กม.ที่ 5
    รถตู้วิ่งต่อไปอย่างเงียบ ๆ นอกจากเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นลงเป็นจังหวะแล้ว ถนนทั้งสายเงียบสงัด สองข้างทางเป็นป่าละเมาะ กลิ่นของชนบทลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นที่ผมคุ้นเคยแม้ว่าจากมันไปนานหลายปีเต็มที กลิ่นของป่าภาคเหนือ ผมใช้ชีวิตในผืนดินแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก น่าแปลกที่สีสันเมืองกรุงไม่สามารถลบกลิ่นอายบ้านนอกของผมออกไปได้ จำกลิ่นต่าง ๆ ที่คุ้นเคยมากับสายลมได้ กลิ่นใบไม้สด กลิ่นหญ้า กลิ่นฟาง พ่อของผมเชื่อว่ามีแต่คนชนบทที่เติบโตใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างนี้ที่ไม่มีวันถูกกลืนหายไปในคลื่นความเจริญของเมือง สำหรับพ่อการออกจากชนบทไปทำงานในกรุงก็เช่นสัตว์ที่ถูกบรรทุกขึ้นรถไปขายในเมือง ผมก็เคยเชื่อเช่นนั้น แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจนัก
    หลายคนในรถเริ่มหลับอีกแล้ว ชำเลืองเพื่อนร่วมทางทั้งหลาย พวกเขาล้วนเหนื่อยมาด้วยกันทุกคน ตอนนี้ไม่มีใครอยากสนใจสิ่งอื่นใด เพราะพรุ่งนี้เรายังมีงานสำคัญรออยู่ เรากำลังบ่ายหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ 'งานด่วน' ตลอดการรับราชการนานสิบกว่าปีของผม มี 'งานด่วน' แบบนี้ราวสิบครั้ง ส่วนใหญ่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ หรือเมื่อมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง คำสั่งแต่งตั้งรัฐมนตรีคนใหม่ออกมาเมื่อวานนี้นี่เอง เราต้องไปพบ 'ท่าน' ก่อนคนอื่นในตอนเช้า พรุ่งนี้ เราพลาดไม่ได้
    หันไปมองคนขับข้าง ๆ ลุงสมบุญสบตาผมเงียบเชียบ เราทั้งสองไม่พูดอะไรเลยสักคำ ในใจของเขาก็คงนึกถึงหมาตัวนั้นเช่นเดียวกับผม ผมเข้าใจเขาดี ตำแหน่งราชการเล็ก ๆ ของเขาไม่เปิดโอกาสให้เขากล้าแสดงความรู้สึกใด ๆ ที่ฝืนความเห็นของเจ้านายออกมา มันจะตายหรือเปล่า? ผมอาจมองโลกในแง่ร้ายเกินไปก็ได้ ในเมื่อคนขับรถยืนยันเองว่ามันขยับตัวได้ แสดงว่ามันยังไม่ตาย แต่มันอาจบาดเจ็บสาหัสและลากตัวเองไปตายที่ไหนสักแห่ง ช่างมันเถอะ! มันเป็นเพียงหมากลางถนนตัวหนึ่ง มันจะอยู่หรือตายก็ไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นหรือเลวลง ทำไมผมต้องเสียเวลาคิดถึงมันด้วยในเมื่อคนอื่น ๆ ทั้งหมดไม่เห็นจะเดือดร้อน ผมระบายลมหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ ข่มจิตให้เป็นสมาธิ มันตายไปแล้วหรือเปล่า? นานเท่านานผมไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ มองนาฬิกาข้อมือพรายน้ำ ตีหนึ่งสิบห้านาที ดึกอย่างนี้แทนที่จะนอนอุ่นอยู่ที่ไหนสักแห่ง มันเสือกวิ่งออกมาให้รถยนต์ทับบนทางหลวง ผมน่าจะสมน้ำหน้ามัน ตายได้ก็ดี ไอ้หมาระยำที่ทำให้การเดินทางเราช้าลง ผู้ตรวจราชการอาจพูดไม่ผิด "งานเราสำคัญกว่า"
    ความจริงเราทำเวลาได้ดีตอนต้นของการเดินทางตั้งแต่บ่ายสองโมง แต่โชคร้ายระหว่างทางฝนตกลงมาอย่างหนัก รถตู้คันเก่าติดหล่มโคลน เราใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมงเข็นรถขึ้นมา ทำความสะอาดหัวเทียนที่ชื้นและออกเดินทางต่อ ไม่มีข้าวเย็น ตกถึงท้องเลยสักเม็ด นอกจากกล้วยน้ำว้าที่คุณชำนาญติดตัวมาคนละสองลูกเท่านั้น เวลาของเราเหลือน้อยเต็มที
    ลมเย็นนอกหน้าต่างพัดจัดขึ้น ผมผลักบานหน้าต่างให้ชิดกันกว่าเดิม เหลือเพียงช่องว่างเล็กน้อยพอไม่ให้อากาศในรถอับ พยายามข่มใจให้หลับแต่ไม่สามารถฝืนได้ เสียงร้องโหยหวนเมื่อไม่ถึงสิบนาทีก่อนยังก้องสองหู แต่ผมคนเดียวจะทำอย่างไรได้ ข่มตาข่มความรู้สึก มันคงไม่ตายหรอก พ่อผมเคยสอนผมว่าสัตว์มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดสูงกว่าคนหลายเท่า ตราบใดที่มันไม่ตายมันสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ถ้ามันตาย ผมยิ่งไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ผมไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด พึมพำกับตัวเอง "กูไม่ใช่คนขับรถชนมันนี่หว่า"

    กม.ที่ 14
    พระจันทร์เผยอร่างออกจากกลุ่มเมฆอีกแล้ว เงียบสนิท ถนนทั้งสายวังเวงเหมือนโลกทั้งใบเป็นของเราเท่านั้น นาฬิกาพรายน้ำบอกเวลาตีสองยี่สิบนาที ขยับตัวอึดอัด ผมนอนไม่หลับ รถตู้กำลังวิ่งไปสู่อนาคต แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันกำลังวิ่งกลับสู่อดีต นึกถึงพ่อ รู้ว่าหากพ่อเป็นผมตอนนี้พ่อจะทำอย่างไร พ่อคงไม่มีความลังเลอย่างผม
    ฤดูร้อนปีนั้นผมอายุขึ้นสิบหก เพิ่งแตกพานเป็นเด็กหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง เราสองคน---พ่อกับผมเข้าป่าหาน้ำผึ้ง เมื่อเที่ยงเราหยุดพักที่ริมห้วย อากาศร้อนระอุ กลิ่นหญ้าคาแห้งลอยกรุ่นในอากาศทุกครั้งที่ลมร้อนโชยมา น้ำในธารที่เหลืออยู่ไม่มากไหลเอื่อยเฉื่อย แม้อากาศข้างนอกจะร้อน แต่ยังมีความร่มรื่นในบริเวณนั้นอยู่มาก ผมก่อไฟหุงข้าวขณะที่พ่อไปจับปลาในลำห้วย ไม่นานพ่อก็กลับมาพร้อมปลากระสูบสามตัว พ่อว่าในฤดูร้อนน้ำส่วนใหญ่แห้งขอดทำให้พวกสัตว์น้ำหนีไปรวมตัวอยู่ในที่ลึกกว่า พ่อจึงจับปลาได้ไม่ยาก
    "ป่าแห้งเหลือเกิน..." พ่อว่า "...ร้อนอย่างนี้น่าเป็นห่วงไฟป่า ดูด้านโน้นสิ ต้นไม้แห้งตายเป็นทาง"
    "ปีก่อน ๆ มันไม่ร้อนอย่างนี้นะพ่อ มันร้อนขึ้นทุกปี"
    "ถูกของแก อากาศมันวิปริตลงไปทุกวัน สมัยพ่อยังเด็ก ห้วยบริเวณนี้เป็นเขตน้ำลึก ชื้นแฉะ ทากก็มาก ไม่มีใครมา เดี๋ยวนี้น้ำตื้นเดินลุยสบาย"
    "มันเป็นเพราะอะไรพ่อ?"
    "จะว่าเรื่องมันยาวก็ได้ จะว่าเรื่องมันสั้นก็ได้ มันอยู่ที่คน อยู่ที่ความรับผิดชอบ..." พ่อไม่ได้พูดต่อ ผมก็ไม่ได้สนใจที่จะฟัง เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จเราทั้งสองก็จากที่นั้นกลับบ้าน เราย่ำไปตามผืนดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าแห้งเหลืองกรอบ ทุกก้าวที่สาวออกไปปรากฏเสียงกรอบแกรบเป็นจังหวะไม่หยุดยั้ง จนถึงชั่วโมงที่สามพ่อหันมา ถามผม "เมื่อกี้แกดับไฟรึยัง?"
    "ไฟอะไรครับพ่อ?"
    "ไฟหุงข้าว"
    มองหน้าพ่อครู่หนึ่ง "ผมจำไม่ได้ครับ"
    "ลองนึกให้ดี ถ้าแกยังไม่ดับมันอาจเกิดไฟป่าได้"
    ผมอยากตัดบทว่าผมดับแล้ว เพราะไม่ต้องการย่ำป่ากลับไปที่นั่นอีกครั้ง แต่อะไรบางอย่างบอกให้ผมพูดความจริง "ผมจำไม่ได้..."
    พ่อว่า "งั้นเราก็ต้องเดินกลับไปดับไฟ"
    ผมพยักหน้ารับอย่างฝืน ๆ นึกถึงระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรที่ต้องเดินทางกลับไปเพียงเพื่อดับกองไฟที่ผมอาจดับไปแล้วก็ได้ แต่อย่าว่าระยะทางแค่นี้เลย ต่อให้มันไกลกว่านี้สองสามเท่าเราก็ต้องกลับไป ประสบการณ์ไฟป่าเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว กว่าภัยใด ๆ ในไพรทึบ
    จำได้ว่าตอนผมเป็นเด็กอายุเจ็ดขวบ ครอบครัวของเราเคยเจอไฟป่าครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราตั้งบ้านอยู่ริมห้วย ในฤดูร้อนหญ้าคาหญ้าแพรกแห้งกรอบเต็มทุ่ง มีอยู่คืนหนึ่งราวตีสี่พ่อตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงช้างร้อง พ่อเล่าภายหลังว่าได้กลิ่นไหม้ไฟอ่อน ๆ มองออกไปที่ทุ่ง เห็นแสงไฟราง ๆ ที่ป่าข้างหน้า พ่อปลุกเราทันที เราจัดการเก็บของพากันเลาะหนีไปตามริมห้วย โดยมีไฟป่าตามหลังมาติด ๆ อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ เสียงเพลิงแตกสะเก็ดดังเพียะ ๆ ตลอดเวลา ควันสีเทาทึบคลุ้งตลบไปทั่วผืนดินระแหง ผมไม่รู้ว่าไฟป่าครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร กินเวลาไหม้อยู่นานสิบวันเต็มจึงหยุดไปเอง ไร่นาของเราหายไปในกองเพลิงจนหมดสิ้น เมื่อไฟดับเราเดินไปตามทุ่งที่เคยมีชีวิต เห็นซากสัตว์ใหญ่น้อยซึ่งตายไปในเปลวเพลิงมากมายจนผมขนลุก ผมจำภาพน่ากลัวนั้นได้จนโต ความทรงจำเรื่องนี้มักผุดขึ้นพร้อมกับการเดินป่าไปดับไฟครั้งนั้นเสมอ
    เราทั้งสองเดินป่ากลับไปที่เดิม ไม่มีใครพูดอะไรตลอดเวลาสามชั่วโมงนั้น เราเดินไปตามราวป่า กลิ่นดอกเอื้องป่าฟุ้งในอากาศ พ่อเดินป่าอย่างชำนาญทาง แม้วัยจะเกินเลขหกสิบมาแล้วสองสามฤดูฝน พ่อยังแข็งแรงและมีความสุขทุกครั้งที่ย่ำไปบนป่าผืนนี้ มันเป็นถิ่นกำเนิดของพ่อ ของปู่ย่าตายาย พ่อเคยบอกลูกทุกคนเสมอว่าพ่อยิ่งรักป่าผืนนี้มากขึ้นหลังจากกลับมาจากเมืองกรุงเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นพ่อพาแม่ไปทำงานในกรุงเทพฯ อยู่ครึ่งปีกว่าก่อนพาแม่อพยพกลับบ้านเดิม พ่อเล่าว่าพ่อไปทำงานรับจ้างเทศบาลกวาดถนน "งานมันง่ายอยู่หรอก แต่น่าเบื่อ พ่อเลยเลิก..." "ทำไมพ่อกลับมาครับ?" "มันแห้งแล้ง"
    ผมมองสภาพรอบตัว ป่าทั้งป่าเปลี่ยนสี ต้นไม้ใหญ่หลายต้นใบร่วงกราวเพราะขาดน้ำ หญ้าแพรกขึ้นกระจายเหมือนสิ่งไร้ชีวิต เป็นภาพชินตาของฤดูร้อน "แห้งแล้งอย่างนี้หรือพ่อ?"
    "ไม่ใช่ มันแล้งน้ำใจ..." พ่อหยุดครู่หนึ่ง "...ครึ่งปีที่ทำงานกวาดถนน พ่อเห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง การขับรถ การข้ามถนน การทิ้งขยะ เมืองอะไรก็ไม่รู้ มีขยะมากเหลือเกิน"
    ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นพ่อพูดเป็นนัยหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ เพราะพ่อไม่มีการศึกษาสูงอะไร
    "ทุกวันมีคนทิ้งอะไรแปลก ๆ เช่น..." "เช่นอะไร?"
    พ่อสั่นหัว "แกอย่ารู้เลย"
    มองหน้าพ่อนิ่ง
    พ่อเงียบครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ว่า "พ่อไม่อยากให้ลูก ๆ ของพ่อโตในเมืองแบบนั้น"
    "ทำไมล่ะพ่อ?"
    "พ่อไม่อยากให้ลูกโตในหมู่คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ"
    เราทั้งสองก้าวสวบ ๆ ต่อไปข้างหน้า ระยะทางห้ากิโลเมตรผ่านไปโดยผมไม่รู้สึกตัว อากาศแห้งและอ้าวเล็กน้อย ในที่สุดผมก็ถามขึ้นลอย ๆ "พ่อพบอะไรในกองขยะครับ?" "ซากศพเด็กทารกคนหนึ่ง"
    แล้วเราก็เงียบไป เราก้าวเดินต่อไป ระยะทางอีกสามกิโลเมตรผ่านฝ่าเท้าเราไปเงียบ ๆ เสียงนกร้องดังมาเพื่อไม่ให้ความเงียบระหว่างเราน่าอึดอัดไปกว่านั้น ผมครุ่นคิดอะไรบางอย่างในใจแต่ไม่พูดออกมา

    กม.ที่ 22
    ไฟรถสาดฝ่าความรางเลือนเบื้องหน้า ทันใดผมก็โพล่งพรวดขึ้นมา "จอดเถอะครับ" ผมแตะไหล่คนขับ รถตู้จอดลงทันที คนขับถามผม "เป็นอะไรหรือคุณ?"
    ทุกคนในรถตื่นขึ้นมา คุณชำนาญว่า "จอดทำไม สมบุญ?"
    คนขับมองหน้าผมไม่พูดอะไร ผมเอ่ยว่า "ผมเรียกลุงสมบุญจอดเองครับ"
    "จอดทำไม?"
    "กลับไปดูหมาตัวนั้นเถอะครับ"
    "จะบ้าเรอะ เรามาตั้งไกลจากจุดนั้นแล้ว อย่าว่าแต่มันไม่เป็นอะไร"
    "ทำไม?" อีกคนหนึ่งถามผม
    "ผมคงนอนไม่หลับไปตลอดชีวิตแน่ ถ้าไม่รู้ว่ามันตายหรือไม่"
    "ก็บอกแล้วไงว่ามันยังไม่ตาย" คุณชำนาญเริ่มอารมณ์เสียกับผม
    "ไม่มีใครรู้จริงหรอกว่ามันเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน กลับเถอะครับ" คุณชำนาญมองหน้าผมเขม็ง "คุณเกิดมีมโนธรรมอะไรขึ้นมาตอนนี้ คุณก็รู้ว่าเราต้องไปถึงที่นั่นตอนเจ็ดโมงเช้า ตอนนี้เรามีเวลาไม่กี่ชั่วโมง อีกตั้งหลายร้อยกิโล"
    "พรุ่งนี้เรามีงาน หากพลาดหมายถึงอนาคตราชการเราจบสิ้นทุกคน"
    ผมนึกถึงการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลเมื่อวานนี้ ผมอยากพูดว่า "อนาคตของท่านต่างหาก..." แต่ควบคุมตัวเองได้ สุภาพยายามคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างเราโดยพูดเป็นกลาง ๆ ว่า "กลับไปตอนนี้ก็ไม่ทันนะคะ อย่าว่าแต่แถวนี้กลางป่าจะหาสัตวแพทย์ที่ไหนคะ"
    "มันอาจตายไปแล้วก็ได้ ถ้าเราไปพบว่ามันตายไปแล้วก็เสียเวลาเปล่า"
    "คันหลังคงช่วยมันเองน่า" อีกคนว่า
    ผมมองทุกคนที่เกลี้ยกล่อม ชำเลืองดูดอกไม้ช่อใหญ่บนที่นั่งที่คุณสาวิตรีเตรียมมา การทำงานราชการแบบผูกอนาคตของตัวเองกับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดทำให้เราต้องวิ่งไม่มีวันหยุด และผมก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของมัน เพราะผมได้รับคำสั่งให้มาด้วย ผมถอนใจยาว เสียงอ่อนลงอย่างเหนื่อยหน่าย "พวกคุณว่าไงครับ?" "ไม่กลับ" คุณสาวิตรีเอ่ยเด็ดขาด
    "ไม่กลับเหมือนกัน" คุณชำนาญว่า
    คนที่เหลือพยักหน้า
    รถยนต์แล่นต่อไปในความมืด อีกครั้งในความดำสนิทของทางเบื้องหน้า ผมนึกถึงวันเดินป่ากับพ่อวันนั้น... ราวห้าโมงเย็นเรากลับมาถึงจุดที่เราพักกินข้าวเที่ยงอย่างเหน็ดเหนื่อย ผมเดินตรงไปยังจุดที่เราก่อไฟก่อนเงยหน้ามองพ่อ "ผมไม่ได้ลืมดับไฟหรอกพ่อ..." ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "...ที่น่าแปลกก็คือทำไมเรื่องแค่นี้ผมกลับจำไม่ได้"
    พ่อมองผมด้วยสีหน้าแปลก ๆ
    ผมหลับตาลง จำสายตาของพ่อได้จนบัดนี้ ตอนนี้ห่างจากเหตุการณ์นั้นมานานสิบห้าปี ผมรู้สึกเหนื่อยเหมือนเดินทางมาไกลเหลือเกิน ในที่สุดผมก็ม่อยหลับไป
    คงสายเกินไปที่จะตัดสินใจกลับแล้ว

    กม.ที่ 31
    ผมตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อรถยนต์หยุดกะทันหัน ร่างของเราทุกคนกระเด็นตกจากที่นั่ง "เกิดอะไรขึ้น?"
    คนขับบอก "รถชนหมาอีกแล้ว" ทั้งหมดเงียบไปครู่หนึ่ง คุณสาวิตรีบอกคนขับ "ขับต่อไป"
    ผมบอกน้ำเสียงเฉียบขาด "ไม่ได้ ผมจะไปดูมัน"
    ก้าวลงจากรถตรงไปยังร่างที่นอนนิ่งบนพื้นถนน เจ้าสัตว์เคราะห์ร้ายเป็นหมาไทยตัวสีดำสนิท ผมเดินใกล้เข้าไปอีก นัยน์ตามันหลับนิ่ง ทั้งร่างไม่ไหวติง ผมเอามือลูบหัวมันแผ่วเบา บัดดลนัยน์ตาคู่นั้นก็เบิกกว้างเป็นประกายวาว หมาดำอ้าปากแสยะ เขี้ยวทั้งสองวามวับ พริบตานั้นมันก็กระโจนพรวดเข้ากัดคอผม เลือดสีแดงทะลักออกมาไม่ขาดสาย ผมร้องลั่นสุดเสียง
    "เกิดอะไรขึ้น?"
    ผมลืมตาโพลง เหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง สายตาหลายคู่จ้องที่ผม ผมมองออกนอกหน้าต่างรถตู้ เห็นพระจันทร์กำลังเคลื่อนต่อไปไม่หยุดยั้ง รถไม่ได้หยุดจอดหรือนี่? ถ้าเช่นนั้น...
    "ผมฝันไปหรือนี่?"
    "ใช่ คุณฝันร้าย"
    เอามือลูบคอที่ถูกหมาดำกัด ทุกส่วนยังอยู่ครบสมบูรณ์ ผมเอ่ยขึ้นแผ่วเบา "โทษทีที่ทำให้พวกคุณตกใจตื่น ผมฝันว่าเจ้าหมาตัวนั้น..."
    ใครบางคนเริ่มหัวเราะ
    "ไม่อยากเชื่อเลย..."
    ผมว่า "กลับไปเถอะครับ ผมทนไม่ได้"
    "ช้าไปแล้ว เราผ่านจากจุดนั้นมาสามสิบกว่ากิโลแล้ว"
    คุณสาวิตรีหัวเราะ "คุณนี่ใจอ่อนกว่าผู้หญิงเสียอีก กะอีแค่ชนหมาตัวนึง คุณถึงกับฝันร้าย"
    ผมใจอ่อนอย่างที่หล่อนว่าจริง ๆ หรือ? เอามือลูบหน้าตัวเองแรง ๆ แววตาของหล่อนทำให้ผมนึกถึงใบหน้าของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง พลันอดีตอีกเสี้ยวหนึ่งที่ผมต้องการลืมก็ผุดขึ้นในใจผมอย่างระงับไม่อยู่
    ผมรู้จักผู้หญิงคนนั้นมานานปีเศษ คืนนั้นเราทั้งสองก็นั่งรถเวลากลางคืนเช่นกัน เบื้องบนพระจันทร์ดวงเดิมทอแสงซีดคล้าย ๆ กับตอนนี้ รถประจำทางสายกลางคืนแล่นข้ามจังหวัด ตลอดทางผมนอนไม่หลับ ผมเชื่อว่าหล่อนก็นอนไม่หลับเช่นกัน ไม่ว่าใครก็ตามที่กำลังเดินทางไปเพื่อจุดหมายเช่นนั้นต้องนอนไม่หลับแน่นอน แต่เราทั้งสองเชื่อว่ามันเป็นทางออกที่ดีที่สุด เราต้องตัดสินใจก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงในร่างกายหล่อนจะมีมากกว่านี้ รถประจำทางจอดที่หน้าสถานีขนส่งตอนเจ็ดโมงเช้า เราทั้งคู่จับรถสองแถวอีกคันหนึ่งให้ไปส่งเรา ณ จุดหมาย ตลอดทางเราทั้งสองไม่พูดอะไร ผมเพียงแต่สงสัยว่าหากสามารถย้อนอดีตกลับไปได้อีกครั้ง ผมจะทำเช่นนั้นอีกไหม
    ผมไม่รู้ และน่าเสียดายที่อดีตก็เช่นสายน้ำไม่เคยหวนกลับ
    สถานที่แห่งนั้นเป็นห้องแถวแคบกว้างประมาณสามเมตรซ่อนตัวในซอยเล็กเงียบสายหนึ่ง สีเทาหม่นบนประตูไม้แบบโบราณหลุดกะเทาะออกเป็นริ้ว เราทั้งคู่เดินขึ้นชั้นสอง เสียงบันไดไม้เก่าโทรมลั่นเอี้ยดทุกครั้งที่เท้าของเราแตะ ผู้หญิงรับใช้ร่างท้วมวัยสี่สิบผู้หนึ่งเดินมาเปิดประตูและพาเราเข้าไปในห้องที่มีกลิ่นน้ำยาอบอวลจนฉุน ที่ด้านหลังมีชั้นเหล็กวางขวดยาและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต มีอ่างล้างมือเก่าคร่ำคร่าบนเคาน์เตอร์สีเทาหม่น บนพื้นมีถังขยะขนาดใหญ่รองด้วยถุงพลาสติกสีดำ ผู้หญิงรับใช้บอกให้หล่อนนอนบนเตียงและให้ผมรออยู่ข้างนอกขณะที่หล่อนไปตามชายอีกคนหนึ่งมาทำงาน ผมนั่งรออยู่ที่หน้าห้องเงียบ ๆ รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย โถงเล็ก ๆ นั้นสว่างด้วยแสงไฟจากหลอดไฟหกสิบวัตต์เพียงดวงเดียว ผมนั่งรออยู่อย่างทุรนทุราย เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง ผมก็พาหล่อนกลับบ้าน
    สีหน้าหล่อนขาวซีด ทรงตัวยืนแทบไม่อยู่ ผมประคองหล่อนออกทางประตููหลังของห้องแถว เมื่อถึงปากซอยเราทั้งคู่นั่งบนม้านั่งรอรถสองแถว ผมรู้สึกเหนื่อย มือเย็นชื้นด้วยเหงื่อ ผมกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ แลเห็นขยะเกลื่อนซอย เรารออยู่ที่นั่นราวครึ่งชั่วโมงกว่ารถสองแถวคันแรกจะมาถึง เราทั้งสองก้าวขึ้นรถพอดีกับที่ผมเห็นผู้หญิงรับใช้คนนั้นแบกถุงขยะพลาสติกสีดำออกมา หล่อนทิ้งถุงขยะใบนั้นกองทับอยู่ข้างบนถังขยะ ผมพอเดาออกว่าภายในถุงใบนั้นมีอะไร ผมหลับตาลงขณะที่รถสองแถววิ่งหายไปจากสถานที่นั้น กลืนก้อนแข็งอะไรบางอย่างลงคอ นึกถึงพ่ออย่างบอกไม่ถูก
    วันนั้นหลังจากพบว่าผมไม่ได้ลืมดับไฟ ผมกล่าวกับพ่อว่า "ผมไม่ได้ลืมดับไฟหรอกพ่อ ที่น่าแปลกก็คือทำไมเรื่องแค่นี้ผมกลับจำไม่ได้..." ผมหัวเราะ "...และพ่อก็จำไม่ได้"
    สายตาพ่อมีแววแปลก ๆ "ใครบอกว่าพ่อจำไม่ได้?"
    ผมอ้าปากค้าง นึกถึงระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรที่เราฝ่าป่ากลับมา พ่อยอมเหนื่อยยอมเสียเวลาเพื่ออะไร สอนผมให้รับผิดชอบ? เท่านั้นเองหรือ? เราไม่ได้พูดอะไรตอนเดินกลับขณะที่แสงสุดท้ายของวันนั้นกำลังลับป่า แต่ผมไม่เคยลืมประสบการณ์นั้นเลยจนทุกวันนี้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า หากวันนั้นผมไม่ได้เดินกลับไป ผมอาจนอนไม่หลับไปอีกหลายวันหรือหลายปีก็ได้

    กม.ที่ 39
    ผมกำลังนอนไม่หลับ

    กม.ที่ 51
    ลมเย็นพัดเข้ามาในช่องหน้าต่างที่แง้มไว้ ผมมองท้องฟ้า กลางทางหลวงสายเปลี่ยวมองไม่เห็นเส้นขอบฟ้านอกจากผืนดาวมหึมาคลี่คลุมแผ่นฟ้า พระจันทร์สีซีดนอกหน้าต่างรถตู้สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
    ผู้โดยสารทุกคนในรถหลับไปหมดแล้ว ยกเว้นผม มองหน้าคนขับ สมบุญยิ้มให้ผม เขาเอ่ยขึ้นว่า "ครั้งนึงผมเคยถูกรถชน..." ผมยังจำมันได้ดี กระบะของผมถูกสิบล้อชนกระเด็นคว่ำอยู่ที่ริมทาง สิบล้อคันนั้นหายวับไปเลย..."
    เขาหัวเราะแผ่ว ๆ "...เพื่อนผมที่นั่งคู่มาด้วยกันตายคาที่ ส่วนผมเองบาดเจ็บขาหัก ผมนอนนิ่งในความมืดอยู่นาน ผมเห็นแสงไฟของรถยนต์หลายคันผ่านไปผ่านมา แต่ไม่มีคันไหนหยุดจอดลงเลย รู้มั้ยตอนนั้นผมเพียงนึกสงสัยว่าทำไมคนขับรถที่ผ่านทางไม่ลงมาช่วย ผมพยายามหาเหตุผลให้ว่า บางทีคนเหล่านั้นไม่เห็นรถของผม บางทีคันต่อไปคงจะจอด บางทีคันที่ขับผ่านไปแล้วคงหวนกลับมาช่วย
    "ในที่สุดผมก็เห็นชาวบ้านสามสี่คนมาช่วย ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ขยับปากจะพูดแต่ก็ชะงักเมื่อเห็นชาวบ้านหลายคนนั้นพากันปลดทรัพย์สินบนร่างของเรา ผมนอนนิ่ง ๆ จนเมื่อทุกอย่างจบสิ้นลงแล้วจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เชื่อมั้ยว่าวันนั้น ผมร้องไห้"
    ผมพยักหน้า
    เขาเงียบและขับรถต่อไป
    รถตู้แล่นต่อไปเบื้องหน้าเข้าสู่เขตภาคกลาง ทุกหลักกิโลเมตรที่มันผ่านพาเราไปสู่อนาคตที่กำลังจะกลายเป็นอดีต สายตาผมจับที่เศษขยะตามทาง เมื่อรถขับผ่านไปที ขยะเหล่านั้นก็ลอยว่อนขึ้นมาที ความคิดความรู้สึกของผมตอนนี้ก็คงไม่ต่างจากของพ่อเมื่อพบเห็นอะไรบางสิ่งในถังขยะเมืองกรุงครั้งนั้น ผมขบกรามแน่น คงไม่มีวันตอบคำถามเหล่านี้ได้ บอกลุงสมบุญเบา ๆ "จอดรถเถอะลุง ผมจะลงที่นี่"
    รถตู้คันเก่าหยุดลงทันที ลุงสมบุญยิ้มให้ผม ตบไหล่ผมเบา ๆ ไม่พูดอะไร ทุกคนในรถตื่นขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครพูดอะไรเมื่อผมก้าวลงจากรถ ผมเดินดุ่มย้อนกลับไปทางเดิมขณะที่รถตู้คันนั้นแล่นหายลับไปยังอีกทิศทางหนึ่ง พวกเขา วิ่งต่อไปยังอนาคตเบื้องหน้า ส่วนผมจะกลับไปสานอดีตที่ยังไม่จบของผม ระยะทางห้าสิบกว่ากิโลเมตรดูยาวไกลเหลือเกิน ถ้าโชคดีผมอาจโบกรถได้สักคันหนึ่ง แต่ถึงจะไม่มีรถผมก็ไม่เปลี่ยนใจ

    กม.ที่ 52
    ผมก้าวย่ำไปในความมืด พระจันทร์โผล่ออกจากกลุ่มเมฆแล้ว

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •