บริหารกายสู่พลังชีวิต “ชี่กง”
>>> ชี่กง-ไทเก๊ก เรียกอะไรกันแน่ >>>
ชี่ หมายถึง พลังชีวิต ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคนในรูปแบบที่แตกต่างกัน มนุษย์รับเอาชี่กงจากภายนอกโดยการกินอาหาร รับแสงแดด การหายใจ ฯลฯ
กง คือการกระทำที่นำไใสู่พลังชีวิต

ชี่กง คือ การฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนพลังชีวิตขึ้นในร่างกาย
มนุษย์ทุกคนมีพลังอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้าง ความถี่แตกต่างกันบ้าง คนไข้ย่อมมีพลังชีวิตเช่นนี้น้อยกว่าคนปกติ ผู้ที่ฝึกชี่กงมาพอสมควร ก็มีจะพลังชีวิตที่สูงกว่าคนทั่วไป
ปรัชญาทางการแพทย์จีนได้กล่าวถึงความสำคัญของสมดุลและการไหลเวียน เหมือนกับน้ำที่ต้องหมุนเวียนผลัดเปลี่ยน เส้นของพลังงานในร่างกายที่มองไม่เห็นจะชักนำชี่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งชี่จะไปตามเลือด การอุดตันของเส้นพลังงานอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดและโรคภัยต่างๆ ซึ่งรักษาได้ด้วยการฝังเข็ม (Acupuncture) การกดจุด (Acupressure) และชี่กงรักษา
ถ้าพูดถึงชี่ในทางวิทยาศาสตร์ ชี่มีรูปแบบเป็นพลังงานหลายรูปแบบ ที่พบมากคือเป็นคลื่นรังสีอินฟราเรดและประจุไฟฟ้า (electrostatic charge)
สำหรับไทเก๊ก หมายถึง กระบวนท่าของการออกกำลังกายเพื่อฝึกฝนจิตใจและใช้ในการต่อสู้ซึ่งมีต้นกำเนิดมาหลายร้อยปีแล้วจากท่านปรมาจารย์จางซางฟง เพียงแต่ว่าในภายหลังท่าทางต่างๆ ได้ถูกประยุกต์ปรับเปลี่ยนไปอย่างมากมาย

>>> ชี่กงรักษาโรคได้จริงหรือ >>>
ถ้าจะบอกว่าการฝึกชี่กงบำบัดโรคได้นั้นอาจฟังดูคลุมเครือ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้มีงานวิจัยถึงผลของการฝึกฝนตนเองอยู่มากมาย และเหตุผลที่เป็นไปได้คือ
ผลของจิตใจ จิตใจที่สงบสบายย่อมทำให้ร่างกายสมดุลเจ็บไข้ได้ยาก ที่ป่วยก็หายง่าย
ผลของสมาธิ สมาธิที่เกิดระหว่างการฝึกจะทำให้สมองปลอดโปร่ง ลดการทำงานของหัวใจ ความดันเลือดลดลง เนื่องจากการขยายของหลอดเลือดฝอยย่อมผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ
ภูมิคุ้มกันที่ทำงานสมดุล พบว่าการฝึกตนเองจะทำให้มีการเพิ่มของเม็ดเลือดขาวในรายที่มีเม็ดเลือดขาวจำนวนน้อยเกินไปรายที่แพ้อากาศก็มักมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้ระบบฮอร์โมนเกิดการสมดุล ตั้งแต่ต่อมใต้สมองไปจนถึงต่อมหมวกไต
การออกกำลังกายที่ทำพร้อมกันทั้งกายและใจ ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง

สำหรับในรายที่เจ็บป่วยอยู่แล้วจำเป็นที่จะต้องกินยาหรือรักษาต่อเนื่องต่อไปก่อน พร้อมๆ กับการฝึกฝนตนเอง เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว หมอผู้ดูแลอาจพิจารณาให้ลดยาลงไปได้เป็นลำดับ

>>> มีผลข้างเคียงไหม >>>
การฝึกแบบนี้จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ของร่างกาย (reaction) ถ้าเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคเอดส์ ภูมิแพ้
บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ไข้ขึ้น ท้องเสีย ซึ่งเราถือว่าเป็นอาการปกติ กระบวนการนี้เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการของการขับพิษอย่างหนึ่ง (detoxication) ดังนั้น คนที่เป็นภูมิแพ้ในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่ฝึก เหงื่อจะออกที่มือเยอะ และพอนานไปเหงื่อจะเริ่มแห้งเอง
สำหรับข้อห้ามนั้น ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยซึ่งมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน สับสน ผู้ป่วยเหล่านี้อาจเกิดอันตรายจากการฝึกได้
>>> ชี่กงช่วยคลายเครียดได้หรือ >>>
ความเครียดทางจิตใจจะทำให้เกิดการเสียสมดุลของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เป็นต้นเหตุของโรคทางร่างกายและจิตใจเนื่องจากความเครียด ตั้งแต่หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ไมเกรน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลไป ก็เนื่องมาจากการทำงานที่มากเกินไปของระบบประสาทอัตโนมัติที่เรียกว่า ซิมพาเทติก (เป็นเส้นประสาทอัตโนมัติที่จะแสดงออกมาในรูปของใจสั่น เหงื่อแตก ความดันโลหิตสูงขึ้น) และฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้ชัดที่หลอดเลือดส่วนปลายของมือและเท้า คนที่มีความเครียดจึงมีมือเท้าเย็น ซีด เป็นที่สังเกตได้ง่าย
การฝึกชี่กงจะเริ่มตั้งแต่การฝึกหายใจ โดยปกติแล้วการหายใจด้วยอก ชีพจรจะเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย แต่ถ้าหายใจด้วยท้องชีพจรจะเต้นช้า ในทางวิทยาศาสตร์เราอธิบายได้ว่าเป็นการกระตุ้นกะบังลม ที่กะบังลมจะมีเส้นประสาทวากัส (Vagus) ซึ่งเส้นประสาทตัวนี้เป็นพาราซิมพาเทติก (เป็นเส้นประสาทที่จะแสดงออกมาในรูปของการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ เพิ่มการทำงานของลำไส้) จะส่งคลื่นไปที่สมอง ทำให้หลอดเลือดขยาย ความดันเลือดลดลง ชีพจรเต้นช้า หายใจช้า ต้องฝึกหายใจลงไปที่ท้องแทน

นอกจากนั้นการฝึกชี่กงจะทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ความเครียดลดลง ตรงนี้ต้องมีความเข้าใจว่า คนเราเวลาเครียดนั้นจะมีฮอร์โมนสตีรอยด์ออกมา ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเลือดขาวจับกินเชื้อโรคได้ยากขึ้น
นอกจากนั้นจากการศึกษาวิจัยพบว่า การฝึกชี่กงเป็นการขยายหลอดเลือดฝอยส่วนปลาย (Microcirculation) ถ้าหลอดเลือดฝอยทำงานดี มือจะอุ่นขึ้น แล้วจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น
>>> ชี่กงช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้หรือไม่ >>>
เมื่อร่างกายมีความเครียด เราจะพบว่าระบบหลอดเลือดฝอย (Microcirculation) จะมีขนาดเล็กลง เนื่องจากระบบประสาทซิมพาเทติกได้ถูกกระตุ้น อวัยวะที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ต่อมไธมัส และต่อมน้ำเหลืองต่างๆ จะลดความว่องไวไปโดยอัตโนมัติ
ความเครียดอย่างยาวนานย่อมทำให้ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตมีปริมาณสูงผิดปกติ และเป็นตัวที่ลดการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่จับกินเชื้อโรคและเซลล์ที่ผิดปกติ
ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้บุคคลนั้นเสี่ยงต่อการก่อตัวของมะเร็งง่ายยิ่งขึ้น
ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง หากมีจิตใจที่ห่อเหี่ยวท้อแท้ ก็ย่อมทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ มีโอกาสที่จะเกิดการลุกลามของโรคได้ง่ายยิ่งขึ้น
ได้กล่าวมาแล้วว่า การฝึกชี่กงจะทำให้มีการเพิ่มของเม็ดเลือดขาว และจำเป็นต้องใช้ความพร้อมทางกายและใจในการฝึกฝน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกันกับการปรับสมดุลของอาหาร พฤติกรรม การฝึกฝนจิตใจ และการออกกำลังกาย

>>> ชี่กงจะช่วยคนเป็นเอดส์ได้ไหม >>>
การฝึกชี่กงมีผลเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายร่วมกับจิตใจที่คลายเครียด สงบ สบาย ก็จะทำให้ความทุกข์ของผู้ป่วยเบาบางลง

>>> เรานำพลังไปใช้อย่างไร >>>
มีการศึกษาโดยนักวิชาการหลายท่านพบว่า ชี่กงนั้นสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นพลังงานได้ โดยสามารถใช้ช่วยบำบัดรักษาตนเองโดยตรง ซึ่งต้องฝึกจนมีจิตใจสงบเป็นสมาธิแล้วฝ่ามือทั้ง 2 ข้างจะอุ่นและอาจมีความรู้สึกวูบวาบ นั่นแสดงว่ามีพลังชี่เกิดขึ้น สามารถนำฝ่ามือทั้ง 2 ข้างมาจับนวดบริเวณที่ปวดเมื่อย เพื่อบรรเทาอาการได้
>>> ต้องฝึกกี่ท่า >>>
สำหรับกระบวนท่าของการฝึกมีอยู่หลายแบบหลายเท่า ซึ่งอันนี้แล้วแต่ว่าใครจะฝึกตามตำราไหน ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แตกต่างจากกันมาก
ท่าที่แนะนำ 4 ท่านี้ เป็นท่าที่ใช้หลักการของการฝึกหายใจล้วนๆ ซึ่งท่าอื่นๆ จะเน้นการออกท่าทางมากกว่า ท่าทั้ง 4 ท่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอประสานกัน เป็นการฝึกการหายใจที่ท้องหรือกะบังลม ทรวงอกด้านหน้า ทรวงอกด้านข้าง และการวางใจที่แน่วแน่บนฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง
>>> แล้วเราจะฝึกอย่างไรดี >>>
การฝึกชี่กงควรจะฝึกก่อนหรือหลังอาหารอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง และควรฝึกตอนเช้าจะดีที่สุด เวลาฝึกไม่ควรสวมรองเท้า ถ้าสวมแล้วจะทำให้ปวด เนื่องจากประจุไฟฟ้าวิ่งผ่านไม่ได้ จะค้างอยู่ที่เท้า ถ้าพื้นที่ยืนฝึกเป็นพื้นปูนหรือพื้นเย็นมากก็ไม่ดี ควรใช้พรมหรือผ้ามาลองเท้าไว้เสียก่อน
ในเวลาที่อารมณ์ไม่ดี โกรธ หงุดหงิด ก็ไม่ควรฝึก ถ้ากำลังเครียดอยู่ต้องฝึกหายใจจนความเครียดลดลงสักระดับหนึ่งก่อน
สำหรับคนที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงมากๆ ต้องรักษาด้วยวิธีการปัจจุบันเสียก่อน เพื่อให้สภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น
>>> การฝึกฝน >>>
การเตรียมตัว ก่อนการฝึกต้องมีการเตรียมร่างกาย คือ มีการยืดกล้ามเนื้อและบริหารข้อต่างๆ สักครู่หนึ่งก่อนทำการฝึก
ในแต่ละท่า ควรทำซ้ำ 10-20 ครั้ง ก่อนทำท่าต่อไป
ท่าที่ 1 ปรับลมปราณ
วางเท้าแยกกันด้วยความกว้างเสมอไหล่ ปรับเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า วางมือทั้ง 2 ไว้ข้างๆ ค่อยๆ หงายฝ่ามือแล้วยกขึ้นผ่านทรวงอกมาถึงระดับคาง หายใจเข้าช้าๆ แล้วคว่ำฝ่ามือ ลดมือลงจนถึงระดับเอวจึงย่อเข่า จังหวะนี้หายใจออกช้าๆ

ท่าที่ 2 ยืดอกขยายทรวง
จากท่าที่ 1 ซึ่งยังย่อเข่าอยู่ คว่ำฝ่ามือแล้วค่อยๆ ยกขึ้นมาด้านหน้าจนถึงระดับอก จึงแยกฝ่ามือขยายออกไปจนสุดแขน หายใจเข้าช้าๆ เมื่อฝ่ามือกาง จนสุด แล้วค่อยๆ ดึงกลับมาในทิศทางเดิม ลดฝ่ามือมาไว้ข้างลำตัว ย่อเข่า จังหวะนี้หายใจออกช้าๆ
ท่าที่ 3 อินทรีย์ทะยานฟ้า
จากท่าที่ 2 กางแขนออกทางด้านข้าง เหยียดขาตรงกางแขนขึ้นไปเหนือศีรษะ หายใจเข้า ลดแขนลงมาข้างๆ หายใจออก
ท่าที่ 4 ลมปราณซ่านกายา
จากท่าที่ 3 ตวัดช้อนมือจากด้านข้าง เสมือนเอาพลังจากธรรมชาติเข้ามาในร่างกายหงายฝ่ามือยกขึ้นจนถึงระดับคางแล้วคว่ำฝ่ามือ ลดฝ่ามือลง พอถึงระดับเอวก็ย่อเข่า (หากเป็นท่าจบเมื่อลดฝ่ามือลงก็มาวางข้างลำตัว ไม่ต้องย่อเข่า) การวางจิตใจ ให้วางไว้ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองข้าง

แต่ละท่าให้ทำซ้ำๆ กัน 5-10 นาที ก่อนจะทำท่าต่อไป จนครบเวลาในการฝึก ควรทำท่าที่ 1 ติดต่อกัน 5-10 นาที สำหรับผู้เริ่มต้นฝึก ต่อมาจึงทำท่าอื่นๆ โดยใช้เวลารวมกัน 20-30 นาที วันละ 1-2 ครั้ง

>>> เตรียมตัวฝึกท่าบริหารชี่กง >>>
การเตรียมตัว
1. สวมใส่เนื้อผ้าที่สบาย ยืดหยุ่นดี
2. ไม่ควรสวมใส่รองเท้าให้เท้าเปล่าสัมผัสพื้นสนามหญ้า
3. วางเท้าด้วยความกว้างเสมอไหล่ ปลายเท้าชี้ตรง
4. กระตุ้นจุดทั้ง 6 ท่าละ 5 ครั้ง เป็นอย่างน้อย
5. บริหารข้อต่างๆ เช่น ไหล่ ศอก ข้อมือ สะโพก เข่า ข้อเท้า

กระตุ้นจุดทั้ง 6 ได้แก่
ทรวงอก คอหอย หว่างคิ้ว กระหม่อม สะดือ และก้นกบ
ทรวงอก


ท่าที่ 1
ท่าที่ 2
บิดทรวงอกตามแขนทั้ง 2 ข้าง ไปทางซ้ายและขวา
แยกแขนออกทั้ง 2 ข้าง ดึงศอกไปข้างหลังแล้วหุบเข้ามาด้านหน้า
บิดไปทางซ้ายหายใจเข้า ทางขวาหายใจออก
หายใจเข้าเมื่อแยกศอก หายใจออกเมื่อหุบเข้ามา
จิตใจวางไว้ที่กลางทรวงอก
จิตใจวางไว้ที่กลางทรวงอก




ท่าที่ 3
มือจับกัน ล็อกเอาไว้
โยกศอกขึ้นบนลงล่าง สลับกัน
จิตใจวางไว้ที่ทรวงอกคอ


ท่าที่ 1
หันหน้าไปทางซ้าย และขวา
หันหน้าไปทางซ้ายหายใจเข้า ทางขวาหายใจออก
จิตใจวางไว้ที่คอหอย
ท่าที่ 2
เอียงศีรษะไปทางซ้ายและขวา
หายใจเข้า-ออกตามจังหวะ
จิตใจวางไว้ที่คอหอย
ท่าที่ 3
แหงนคอไปข้างหลังหายใจเข้า
เวลาก้มคอหายใจออก
จิตใจวางไว้ที่คอหอยหว่างคิ้ว


ท่าที่ 1
กลอกตาไปทางซ้ายและขวา
หายใจเข้า-ออกตามจังหวะ
จิตใจจับอยู่ที่กลางหว่างคิ้ว
ท่าที่ 2
กลอกตาขึ้นบน ลงล่าง
หายใจเข้ากลอกตาขึ้น หายใจออกกลอกตาลง
จิตใจอยู่ที่หว่างคิ้ว
ท่าที่ 3
กลอกตาตามเข็มนาฬิกา หายใจเข้า
กลอกตาทวนเข็มนาฬิกา หายใจออก
จิตใจอยู่ที่หว่างคิ้วกระหม่อม
ประสานมือทั้ง 2 ข้าง นิ้วชี้ และนิ้วกลางชี้ออก
ยกมือที่ประสานกันขึ้น หายใจเข้า
ลดมือลง หายใจออก
จิตใจวางไว้ที่กระหม่อม สะดือ


ท่าที่ 1
ท่าที่ 2
มือเท้าสะเอว บิดเอวไปทางซ้าย หายใจเข้า
แอ่นไปข้างหลัง หายใจเข้า
บิดเอวไปทางขวา หายใจออก
ก้มตัวมาข้างหน้า หายใจออก
จิตใจวางไว้ที่สะดือ
จิตใจวางไว้ที่สะดือ





ท่าที่ 3
หมุนเอวในทิศตามเข็มนาฬิกา หายใจเข้า
หมุนเอวในทิศทวนเข็มนาฬิกา หายใจออก
จิตใจวางไว้ที่สะดือ ก้นกบ
ย่อเข่าลง หายใจออก
เหยียดเข่าขึ้น หายใจเข้า
จิตใจวางไว้ที่ก้นกบ

:g:g::):)บริหารกายสู่พลังชีวิต “ชี่กง”(tอาจสิงงแน่จักหน่อยครับ
ลองนำไปเฮ็ดเบิ่ง รูปประกอบเอาลงบ่เป็นครับอ่านเบิ่งอาจสิงง:):)