กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: เกิดมาเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

  1. #1

    เกิดมาเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน


    เกิดมาเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

    เกิดมาเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

    โดย

    พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก



    เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนาในพรรษาแรกของการตรัสรู้ ได้มีผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์รวม 60 องค์ เมื่อออกพรรษาแล้วพระพุทธเจ้าทรงส่งสาวกทั้ง 60 องค์นั้น ให้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระองค์ตรัสว่า "เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์เกือกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าไปทางเดียวกัน พวกเธอจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง แม้เราก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม"

    เกิดมาเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

    งามในเบื้อต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเรียกว่าไตรสิกขา ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสำคัญตามหลักพระพุทธศาสนาโดยมีเป้าหมายของการปฏิบัติธรรมคือ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว อัตตา ตัวตน เมื่อจิตใจบริสุทธิ์แล้ว ธรรมชาติของจิตใจที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบิกขา ก็จะปรากฎขึ้น สำหรับจิตที่บริสุทธิ์แล้ว การดำเนินชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของสังคม ก็เป็นไปเองโดยธรรมชาติ

    สำหรับพระอรหันต์เมื่อหมดกิเลส มีจิตใจที่บริสุทธิ์แล้วหน้าที่ในชีวิตทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์และความสุขของมหาชน การประกาศพระพุทธศาสนาจึงแสดงถึงหน้าที่ในชีวิต เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์ แม้มิได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ก็ตามหน้าที่สำคัญประการหนึ่งคือ การใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์สุขแก่สังคม

    เกิดมาเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

    หากเรายังไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นกำลังทรัพย์ หรือช่วยด้วยแรงงานก็ไม่ต้องเดือดร้อนใจ ให้มีสติระลึกรู้ถึงหน้าที่ของตนว่า เราเป็นพ่อ แม่ เป็นลูก เป็นสามีภรรยา เป็นเจ้านาย ลูกน้อง ฯลฯ มีหน้าที่อย่างไร ก็ให้ตั้งใจทำหน้าที่นั้น ๆ ให้ดีที่สุด มีใจเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งด้วยกาย วาจา ใจ ก็ถือว่าทำหน้าที่คนดีของสังคมแล้ว ให้เข้าใจว่า เมื่อเราทำหน้าที่ของเราที่มีต่อบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราได้สมบูรณ์ ทั้งทางมโนกรรม วจีกรรมและกายกรรม ด้วยใจที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เท่ากับว่าเราได้มีเมตตา กรุณา มุทิต อุเบกขาต่อสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงด้วยเช่นกัน ไม่ว่าอยู่สถานที่ไหน เวลาใด

  2. #2
    บาวศักดิ์
    Guest

    ความเยือกเย็น ถูกต้องนะคราบบบบ

    สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้ทุกคนคิดได้แบบนี่ครับ

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •