เตือนเปิบ"กุ้งมินิล็อบสเตอร์"อันตราย พิษตกค้าง-หนอนอื้อ-เสี่ยงเชื้อโรค!

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการส่งข้อความผ่านอี-เมลอย่างแพร่หลายว่า ตามภัตตาคาร ร้านอาหารหลายแห่ง ได้นำเอากุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง มาประกอบอาหารรูปแบบต่างๆ โดยบอกกับผู้บริโภคว่า เป็นกุ้งมินิล็อบสเตอร์ หรือ กุ้งล็อบสเตอร์ ซึ่งเป็นกุ้งทะเลขนาดเล็ก แต่ความจริงแล้ว กุ้งดังกล่าวเป็นกุ้งน้ำจืด ซึ่งเลี้ยงไว้ตามบ่อบำบัดน้ำเสีย และในบ่อที่มีน้ำสกปรก เพราะยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าใด กุ้งจะยิ่งเจริญเติบโตเร็วเท่านั้น มีการผ่าตัวกุ้งออกมาดูพบว่าปอดเต็มไปด้วยหนอน และเนื้อเป็นแหล่งสะสมสารพิษชนิดต่างๆ จำนวนมาก จึงขอเตือนผู้บริโภคว่าไม่ควรสั่งกุ้งชนิดนี้มารับประทาน เพราะอาจจะเป็นอันตรายได้

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ทะเลและสัตว์น้ำจืด กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทย กล่าวว่า เท่าที่เห็นในรูป ไม่ใช่กุ้งล็อบสเตอร์แน่นอน แต่แน่ใจว่าจะใช่ กุ้งอเมริกัน เครฟิช ซึ่งเป็นกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่งซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศออสเตรเลียหรือไม่ ถ้าใช่การนำมากินคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าปล่อยให้หลุดไปในสภาพแวดล้อม มีปัญหาแน่ เพราะสัตว์ตัวนี้เป็นเอเชียนสปีชีร์ หรือชนิดพันธุ์ต่างถิ่นชนิดหนึ่ง กุ้งชนิดนี้จะทำให้สัตว์น้ำประจำถิ่นลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะแย่งอาหารกินหมด


นายอนุวัฒน์ นทีวัฒนา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟู กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในฐานะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ กรมประมง กล่าวว่า ปกติแล้วการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงนั้นจะเป็นระบบปิดที่ใช้ทั้งเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย และใช้สิ่งมีชีวิตบำบัด เช่น ปลาทู หอยแมลงภู่ หรือปลิงทะเล สัตว์เหล่านี้จะดูดซับสารพิษ และสารตกค้างในบ่อกุ้งได้ดี ไม่มีใครนิยมนำมากิน เพราะสะสมสารพิษไว้มาก แต่ไม่เคยได้ยินว่า ใช้กุ้งเป็นตัวบำบัดน้ำเสียเสียเอง เพราะปกติกุ้งจะอยู่ได้ในน้ำสะอาดเท่านั้น

นายอนันต์ ตันสุตะพานิชน์ ผู้เชี่ยวชาญการเพาะเลี้ยงกุ้ง กรมประมง กล่าวว่า คิดว่า เป็นกุ้งน้ำจืด เรียกว่ากุ้งก้ามแดง ไม่มีในเมืองไทย เพราะระบบบำบัดน้ำเสียในประเทศไทย ยังไม่มีการใช้สัตว์ชนิดนี้มาบำบัด แต่น่าจะมาจากต่างประเทศ เป็นประเภทกุ้งสวยงาม เพราะเลี้ยงมากไม่ได้ เนื่องจากมีไข่น้อย อาจจะกินอาหารที่ไม่สะอาดนัก แต่ใครจะนำมารับประทานนั้นก็ห้ามกันไม่ได้ เพราะคนไทยกินอาหารทุกอย่างอยู่แล้ว ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า กินเข้าไปแล้วจะเกิดอันตรายหรือไม่ เพราะยังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นทางการ