กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: คำพูด..."เพียงคำบางคำ ก็ช้ำทั้งชีวิต"

  1. #1
    Super Moderator
    Guide & Photographer
    สัญลักษณ์ของ เจ้าซายน้อย
    วันที่สมัคร
    Sep 2007
    ที่อยู่
    อยู่ในใจเสมอ
    กระทู้
    1,550

    เกาทัณฑ์ คำพูด..."เพียงคำบางคำ ก็ช้ำทั้งชีวิต"


    เพียงคำบางคำ...ก็ช้ำทั้งชีวิต

    การพูดของคนเราแต่ละครั้ง สามารถกำหนดวิถีแห่งความคิดและการกระทำได้
    เพราะคำพูดเป็นสิ่งที่ได้กลั่นกรองมาจากความรู้สึกภายใน แล้วแสดงออกเป็นถ้อยคำอีกต่อหนึ่ง
    การพูดแต่ละครั้งจึงส่งอิทธิพลทั้งต่อผู้พูดและผู้ฟังอย่างน่าประหลาดใจ

    แต่ขณะเดียวกัน...บางครั้งคำพูดก็ถูกความปรุงแต่งหลอกใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมอยู่บ่อยๆเช่นกัน
    จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไตร่ตรองทั้งก่อนที่จะพูดและหลังการพูดผ่านไป

    เรื่องของการใช้คำพูดโดยผ่านลมปากซึ่งดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ความเป็นจริงเป็นความยาก
    ลำบากยิ่งที่จะเปล่งออกไป แล้วทำให้เกิดผลสะท้อนในทางที่ดีงาม เพราะบางครั้ง คำพูด
    ที่หลุดออกมาจากปาก ทำให้คนเสียคนมานักต่อนักแล้ว การใช้วาจาเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ

    เพราะวาจาเป็นสื่อกลางชนิดที่มักให้ความหมายที่ปลอมหรือเท็จออกมาได้ง่าย ทั้งอย่างจงใจ
    และไม่ได้ตั้งใจ มหาอาตมะคานธี มหาบุรุษแห่งอินเดีนกล่าวไว้ว่า


    " คนเรามีตาสองตา มีหูสองหู แต่มีลิ้นเพียงลิ้นเดียว
    เพราะฉะนั้น ขอให้เราใช้ลิ้นพูดเพียงครึ่งหนึ่งของการใช้ตาดูและหูฟัง "


    ดังนั้น คำพูดที่ออกมาจากจึงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิต เพราะเราจะเป็นนายของคำพูด
    ตราบที่ยังไม่เปล่งออกมา แต่เมื่อเปล่งออกมาแล้ว คำพูกจะเป็นนายของเราทันที เพราะทุกเรื่อง
    ที่เกี่ยวกับชีวิต ล้วนไม่อาจใช้เพียงคำพูดบอกเล่าได้ หากแต่ต้องใช้ยิ่งกว่าคำพูด สิ่งนั้นคือ
    ใจสู่ใจ...เพื่อให้เข้าไปรู้ถึงความรู้สึกข้างในอย่างแท้จริง


    มีเรื่องเล่าให้ฟัง...
    มีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ฝ่ายชายก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเพื่อไปรบในสงคราม
    ทั้งสองต่างอาลัยต่อกัน และพร่ำพรรณาในความรักว่าจะรักกันตราบชั่วชีวิต จะซื่อสัตย์ต่อกัน
    ด้วยความรักอย่างสุดซึ้งใจมิมีวันเปลี่ยนแปลง

    ชายหนุ่มถูกส่งไปร่วมรบในสงครามเป็นเวลา 2 ปีจึงถูกส่งตัวกลับ หลังกลับจากสนามรบ
    ฝ่ายชายก็ส่งข่าวแจ้งการกลับบ้านให้ภรรยาทราบ ฝ่ายหญิงสาวเมื่อทราบข่าวการกลับมาของสามี
    ก็ให้ดีใจยิ่งนัก

    พอถึงวันรับขวัญสามี เธอได้จูงมือเด็ดน้อยผู้เป็นลูกชายไปรับด้วย พอเห็นหน้า ทั้งสองต่างกอดรัด
    แสดงความรักต่อกันและกัน จนลืมไปว่ายังมีเด็กน้อยพลางยื่นมือไปหมายจะกอดให้สมกับความคิดถึง

    แต่แทนที่หนูน้อยจะเดินเข้าไปในอ้อมกอด กลับแสดงอาการตกใจแทน เพราะตั้งแต่เกิดมา
    ยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อที่ป็นทหารเลย แต่ผู้เป็นพ่อก็มิได้ว่าอะไรเด็กน้อยตกไปกว่านั้น

    ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน ภรรยาขอตัวเข้าไปตลาดเพื่อซื้อข้าวของไปทำอาหารรับขวัญสามีที่จากไปนาน
    ชายหนุ่มจึงมีโอกาสที่อยู่กับลูกชาย เขาขออุ้มเจ้าตัวน้อยให้หายคิดถึง แต่เด็กน้อยก็ไม่ยอมให้อุ้ม
    เท่านั้นยังไม่พอ เด็กน้อยได้พูดคำที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นในครอบครัวเขา


    " น้าไม่ใช่พ่อหนู พ่อหนูมาหาแม่ทุกคืน พอแม่นั่ง พ่อก็จะนั่งด้วย พอแม่ยืนพ่อก็จะยืนด้วย
    พ่อจะมาหาแม่ทุกคืนเลย น้าไม่ใช่พ่อของหนู "


    เพียงคำไม่กี่คำของเด็กน้อยที่ชายหนุ่มรับฟัง หัวใจของเขาแหลกสลายไปในพริบตา
    ความคิดต่างๆเกี่ยวกับภรรยาและเด็กน้อยถาโถมเข้ามาในสำนึกของเขา จนทำให้เขาคิดว่า
    สิ่งที่คิดอยู่นั้นเป็นความจริง

    ส่วนภรรยาหลังจากกลับมาจากซื้อของในตลาด เธอรู้สึกว่าบางอย่างเปลี่ยนไป เพราะสามี
    ไม่เพียงแสดงอาการรังเกียจเธอ แต่ยังมองมาที่เธอด้วยความรู้สึกห่างเหิน และเหยียดหยามจนรู้สึกได้
    แต่เธอก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้อยู่ลึกๆ

    พอกลับถึงบ้าน เธอบรรจงทำอาหารเพื่อรับขวัญสามีสุดฝีมือ แต่ฝ่ายสามีกลับไม่แยแสในไมตรีจิตรที่เธอมอบให้
    อาหารเลิศรสในวันนั้นจึงเป็นอาหารที่จืดสนิทในความรู้สึกของคนทั้งสอง

    ตกค่ำ ทั้งสองและลูกน้อยก็เข้านอน ในขณะที่ภรรยามีคำถามในใจว่า "เกิดอะไรขึ้นในขณะที่เธอไปตลาด"
    สามีก็คิดว่า "เธอยังเป็นผู้หญิงที่เขารักและบูชาอย่างหมดใจคนเดิมหรือเปล่า"

    ต่างคนต่างตั้งคำถามต่อกันและกันในความมืดของค่ำคืน แต่เป็นคำถามที่เต็มไปด้วยความวังเวง สับสน
    ไร้ซึ่งการตอบรับของทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งหนึ่งทีสัมผัสได้ก็คือความรู้สึกของฝ่ายชายที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

    สามีแสดงอาการเย็นชาตั้งแต่วันแรกที่พบเจอจนถึงวันที่สาม ไม่มีการเจรจาถามไถ่ ไม่มีการโอบกอด
    เช่นวันแรกที่เจอกัน ไม่มีการร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ไม่มีแม้กระทั่งการปรายตามองกันตามประสาสามีและภรรยา

    เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เธอมีความรู้สึกอึดอัดเกินกว่าจะทนได้ ความอดกลั้นของเธอสิ้นสุดลง
    หญิงสาวรู้สึกว่าเธอมีความผิดเสียเต็มประดา จึงตัดสินใจจบชีวิตลงที่แม่น้ำสายหนึ่ง...
    ทิ้งปมปัญหาที่ไม่มีใครตอบได้ไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

    ข่าวการกระโดดน้ำตายของภรรยาดังมาถึงหูสามีของเธอ ชายหนุ่มต้องน้ำตานองหน้า
    เพราะความอาลัยรักในภรรยา เขารับศพภรรยากลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเภณีอย่างเงียบๆ
    ที่บ้านของตังเอง มีเพียงลูกชายเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนเขา และคืนนั้นเองความลับทั้งปวงก็ได้รับการคลี่คลาย

    ตะเกียงน้ำมันก๊าซที่จุดไว้บนโลงศพส่องประกายให้เกิดเป็นเงา ชายหนุ่รู้สึกสับสนในชีวิต
    จึงลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาด้วยความคิดถึงภรรยาผู้จากไป ขณะที่เดินไปมาอยู่นั้นเงาของเขา
    ก็ทาบกับฝาเรือน ฝ่ายเจ้าหนูน้อยที่นั่งอยู่ก็พลันทำลายความเงียบด้วยเสียงแห่งความดีใจ


    " นั่นไงๆ...พ่อของหนูมาแล้ว พอแม่นั่งพ่อก็จะนั่งด้วย พอแม่ยืนพ่อก็จะยืนด้วย
    คนนั้นแหละพ่อของหนู "


    ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อมองตามเสียงที่ลูกชายกล่าวถึง ซึ่งก็คือเงาของเขานั่นเอง ความลับที่ติดค้างคาใจ
    ได้เปิดเผยในบัดนั้น "พ่อ"ที่ลูกชายกล่าวถึงก็คือ"เงา" ที่ปรากฏอยู่ข้างฝาเรือนนี่เอง ชายหนุ่มคิดต่อไปว่า
    หญิงผู้เป็นภรรยาคงรักสามีและลูกของเธอมาก กลัวลูกจะเหงาที่ไม่มีพ่ออยู่ด้วย จึงสมมติเอาเงาเป็นพ่อ
    ให้เด็กรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน


    ความจริงถูกเปิดเผยกระจ่างแจ้งแก่ชายหนุ่ม แต่เป็นความกระจ่างแจ้งที่เกินจะรับได้...
    เขาเข้าใจภรรยาผิดมาตลอด เพียงเพราะฟัง "คำพูด" ของลูกชายตัวน้อย
    ที่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะถือเป็นเรื่องจริงได้ เขาเข้าใจตามความคิดของตัวเองโดยที่ไม่มีการ
    ถามความกระจ่างจากเมียรักแต่อย่างได

    สุดท้าย...ชายหนุ่มจึงขอเอาแม่น้ำเป็นพยานรักที่เขามีต่อภรรยาเป็นคำพิพากษาตัวเอง
    เขากระโดดน้ำตายตามภรรยาโดยทิ้งลูกน้อยเผชิญชะตาแต่เพียงลำพังผู้เดียว


    ชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องนี้ ที่บางครั้งชอบตัดสินจากสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้รับฟัง
    ซึ่งบางครั้งมีนัยยะต่างๆแฝงอยู่ในนั้นมากมาย ยิ่งถ้าขาดปัญญาในการไต่สวนด้วยแล้ว
    ย่อมทำให้พลาดจากความจริงที่ควรจะเป็นอย่างน่าเสียดาย...

    ฉะนั้น...เมื่อใดที่เราจะพูดหรือรับฟังแต่ละครั้ง พึงระวังไว้อยู่เสมอ ให้รู้จักคิดก่อนจะพูดอะไรออกไป
    และใคร่รับฟังด้วยใจที่มีสติก่อนจะปลงใจเชื่อ เพราะผลที่ตามมาโดยการไม่ยั้งคิดนั้นย่อมยากเกินกว่า
    ที่จะรั้งกลับคืนมาให้งดงามได้ดังเดิม...


    ที่มา : นิตยสารกันเอง (ปตท.สผ.)

  2. #2
    ท่องเวบ สัญลักษณ์ของ pui.lab
    วันที่สมัคร
    Jul 2006
    ที่อยู่
    โสดไม่มีใครเอา หรือว่าเราไม่เอาใคร
    กระทู้
    10,172
    บล็อก
    9
    ชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องนี้ ที่บางครั้งชอบตัดสินจากสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้ รับฟัง
    ซึ่งบางครั้งมีนัยยะต่างๆแฝงอยู่ในนั้นมากมาย ยิ่งถ้าขาดปัญญาในการไต่สวนด้วยแล้ว
    ย่อมทำให้พลาดจากความจริงที่ควรจะเป็นอย่างน่าเสียดา ย...

    ฉะนั้น...เมื่อใดที่เราจะพูดหรือรับฟังแต่ละครั้ง พึงระวังไว้อยู่เสมอ ให้รู้จักคิดก่อนจะพูดอะไรออกไป
    และใคร่รับฟังด้วยใจที่มีสติก่อนจะปลงใจเชื่อ เพราะผลที่ตามมาโดยการไม่ยั้งคิดนั้นย่อมยากเกินกว่า
    ที่จะรั้งกลับคืนมาให้งดงามได้ดังเดิม...

    8)

  3. #3
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ แหลวแดง
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    กระทู้
    2,194
    คำพูดคนเฮาเป็นสิ่งที่ต้องตีความถ้าเว้าบ่ชัดแจ้ง ความเข้าใจผิดเกิดได้เพราะคำพูดเพียงบางคำ
    เพราะฉะนั้นคิดก่อนพูดเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เว้าให้หน่อย ฟังให้หลาย คือเจ้าซายน้อยว่านั่นหละ

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •