เรื่อง ห้องเดียวกัน
โดย ชลนิล


ยาวจักหน่อยแต่รับประกันว่าดีคับ.....ลองเบิ่ง

ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นจากขอบฟ้า แสงสว่างส่องจับตามยอดตึกทางทิศตะวันออก ระบายเงาดำแก่บางส่วนอาคารบ้านเรือนเป็นลวดลายแปลกตา ไกลลิบเห็นแสงสีระเรื่อของอรุณกำลังผลิบาน ชูรัศมีแห่งตะวันฉายให้ย่างเท้ามาเยือนโลก เมฆปุยน้อยเคลื่อนผ่านอาบรังสีวันใหม่ดูงดงาม ราวกับเปิดม่าน ฉากใหม่แก่ชีวิตใครหลายคน
อรุณรุ่งช่างงามนักหนา สดสวยเบิกบานดังความงามของรักแรก...น่าเสียดาย หากใครหลายคนจะไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีก...ที่จริง ฉันเองก็เกือบไม่ได้ลืมตามองเช้าวันใหม่อีกแล้ว ถ้าหากสามารถทำตามความตั้งใจเดิมสำเร็จ...และหากไม่ได้คุยกับใครบางคน...ใน “ห้องเดียวกัน”
---000---
ห้องวีไอพีหมายเลข ๒๕๐๑ เป็นห้องพักระดับหรู อยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ภายในตกแต่งมีรสนิยม ดีไซน์ยอดเยี่ยม ทุกส่วน ทุกมุมดูดี มีสไตล์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อน สถานพำนักหลังจากเหน็ดเหนื่อยมานาน
ฉันจำแทบไม่ได้ว่าตนเองพักผ่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ชีวิตเหมือนวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วน ตะเกียกตะกายฝ่าฟันมามากมาย น่าแปลกที่ฉันไม่เคยพบความสุขจริง ๆ เลย...ไม่รู้ความสุขอยู่ตรงไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ตนเองเหนื่อยยากลำบากมาค่อนชีวิตนั้น ทำไปเพื่อใคร เพื่ออะไร?
หลังจากลงแช่ในอ่างน้ำอย่างหนำใจ แต่งตัวด้วยชุดนอนที่สวยที่สุด พรมน้ำหอมกลิ่นคุ้นเคย ฉันก็รูดม่านเปิดรับสายลมรัตติกาล มองดวงดาวที่พอหลงเหลือให้เห็นบนฟากฟ้า และก้มดูแสงไฟระยิบพราวเบื้องล่าง ที่ไม่ต่างจากดาวบนดิน นั่งเก้าอี้สานตัวยาวริมระเบียง ข้างกายมีไวน์ชั้นดีแช่เย็นเฉียบ รอให้จิบลิ้มรส
ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้า สูดลมหายใจยาวลึก ทอดสายตาไปไกลแสนไกล จิตใจหดหู่เกินประมาณ ฟ้าเบื้องบนสวย เมืองอาบแสงสีเบื้องล่างก็ดูสวย แต่ใจฉันกลับไม่เสพรับความสวยงามใด ๆ ภายในเหมือนมีเมฆหมอกสีเทาครอบคลุมจนหนาทึบ อึดอัด...เหนื่อย...เหนื่อยเหลือเกิน

เอื้อมมือหยิบกระเป๋าส่วนตัวมาใกล้ ล้วงมือหยิบของ “บางอย่าง” ออกมา มองมันนิ่ง ๆ อยู่ชั่วครู่ จิตใจชืดชา ขยับมือเตรียมเปิดมันออก แต่กลับมีเสียงโทรศัพท์มาขัดจังหวะ
กริ๊ง...กริ๊ง...โทรศัพท์ที่นี่มีรูปลักษณ์โบราณ แต่ดีไซน์เก๋ ทำให้ดูเหมือนใหม่ วางอยู่บนโต๊ะตัวสวยใกล้ระเบียงนี่เอง ฉันถอนใจ คร้านจะขยับตัวลุกไปรับ แต่ทนรำคาญไม่ไหว จึงลุกขึ้นเอื้อมมือ หยิบโทรศัพท์มากรอกเสียงเนือย ๆ
“ฮัลโหล”
เงียบ...ปลายสายเงียบกริบราวกับอยู่ในอุโมงค์ร้าง ฉันขมวดคิ้ว คิดว่าอาจเป็นการโทรผิดจึงวางโทรศัพท์ลง
กริ๊ง...กริ๊ง...ยังไม่ทันเท่าไหร่เสียงโทรศัพท์ก็ดังอีกครั้ง ฉันมองอย่างแปลกใจ แต่คิดว่าคงเป็นพนักงานในโรงแรมโทรขึ้นมา จึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นรับ
“ฮัลโหล”
เงียบ...แต่มันไม่ใช่ความเงียบกริบเช่นครั้งแรก ฉันรู้สึกถึงกระแสที่ลอยเอื่อย ๆ อยู่ภายใน...กระแสความหม่นหมอง มืดดำที่ลอยวนเวียนอย่างหาทางออกไม่ได้...ฉันควรรีบวางโทรศัพท์ แต่น่าแปลกที่ตนเองยังส่งเสียงถามไปตามปกติ
“ใครน่ะ...มีธุระอะไร”
ความเงียบแปรเปลี่ยน มีเสียงซ่า ๆ แว่วมาไกล ๆ ฉันตั้งใจเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ
“ฉะ...ฉะ...” เสียงแผ่ว ๆ แทบจับใจความไม่ได้ปลุกเร้าความอยากรู้
“คุณเป็นใคร” ฉันถาม
“ฉัน...” คำพูดหลุดมาค่อนข้างชัดเจน ฟังออกว่าเป็นเสียงผู้หญิง...สาวน้อยวัยรุ่น...ได้ยินอย่างนี้ อดคิดถึงลูกไม่ได้
“มีอะไรหรือจ๊ะหนู” แรกทีเดียวฉันคิดว่าคงเป็นการโทรผิด พนักงานในโรงแรมอาจต่อสายพันกันสับสน ตั้งใจบอกให้เธอโทรใหม่อีกครั้ง แต่คำพูดต่อมาของเธอทำให้ฉันตกใจ
“ฉัน...อยาก...ตาย” แม้จะมีเสียงซ่า ๆ เป็นระยะแต่ก็ฟังชัดเจน

“อะไรนะ?” ฉันย้อนถามทั้งที่ฟังเข้าใจ...แต่มันน่าจะเป็นการล้อเล่น...
“ฉันไม่อยากอยู่...ฉันอยากตาย” คราวนี้เสียงชัด มีความรู้สึกจริงอยู่ในนั้น ฉันเริ่มลังเลใจ...นี่อาจไม่ใช่การโทรผิด ไม่ใช่การหยอกล้อ กลั่นแกล้ง
“ทำไมถึงอยากตายล่ะ” ฉันถามเสียงเรียบ
มีความเงียบกั้นกลาง คล้ายสัญญาณขาดหาย ไม่ก็อีกฝ่ายยังหาคำตอบไม่ได้
“เป็นทุกข์มากมั้ย” น่าแปลกที่ฉันตั้งคำถามเช่นนี้ ทั้งที่คิดว่าเป็นการโทรศัพท์จากพวกโรคจิต
“มาก...มากเหลือเกิน...”
คราวนี้ฉันไม่สนใจว่าปลายสายมีเจตนาอย่างไร ต่อให้เป็นสายจากพวกโรคจิต โทรมากลั่นแกล้ง ล้อเล่น ฉันก็พร้อมที่จะคุยด้วย...คนอย่างฉันเวลานี้ ไม่มีอะไรให้กลัวอีกแล้ว
“มากขนาดไหน...เธอมีเรื่องอะไรให้เป็นทุกข์นักหนา” ฉันถาม
“ฉันโดนทิ้ง!” คำตอบแทบทำให้ฉันหลุดเสียงหัวเราะอย่างขำขัน
“แค่ถูกทิ้ง...” ฉันเน้นคำ “มันเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน”
ใช่...สำหรับคนที่เผชิญปัญหาใหญ่ ๆ มามากมายกว่าค่อนชีวิต แค่เรื่องถูกทิ้งนับว่าเล็กน้อย...
“ไม่...” อีกฝ่ายตอบด้วยเสียงสั่นพร่า “มันทุกข์มาก...ทุกข์มากจนไม่รู้จะบอกยังไง...”
ฉันยิ้มอย่างสมเพชให้กับโทรศัพท์
“หนูอายุเท่าไหร่”
“สิบหก” คำตอบของอีกฝ่ายทำให้ฉันถอนใจ อายุขนาดนี้ยังน้อยกว่าลูกชายฉันหลายปี
“หนูรู้มั้ย...ความทุกข์แค่เรื่องถูกผู้ชายทิ้งน่ะ มันเป็นปัญหาเล็กน้อยเหลือเกิน ชีวิตข้างหน้าของเรายังมีเรื่องดี ๆ รออยู่อีกเยอะ หนูยังมีโอกาสเจอผู้ชายคนใหม่ คนที่ดีกว่าเดิม แล้วหนูจะมาอ่อนแอ ยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ได้ยังไง”
“ไม่...ไม่เอาอีกแล้ว หนูไม่อยากอยู่อีกแล้ว...หนูอยากตาย” พอฉันเปลี่ยนสรรพนาม เจ้าของเสียงในโทรศัพท์ก็เปลี่ยนตาม ทำให้ฉันรู้สึกเห็นใจ ใกล้ชิด
“ตายไปแล้วหนูจะได้อะไรขึ้นมา คิดหรือว่าผู้ชายคนนั้นจะเสียใจ” ฉันย้อนถาม
“เขาต้องรู้สึกผิด!” เสียงพูดหนักแน่น เชื่อจริงเช่นนั้น “หนูพยายามโทรหาเขา...บอกเขาว่าหนูกำลังจะฆ่าตัวตาย ให้เขารีบมาหาหนู...แต่หนูก็โทรหาเขาไม่ได้สักที หนูพยายามโทร...โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติด...”
“...เออ...เลยโผล่มาติดห้องฉันเสียเลย...” ฉันคิดในใจอย่างปลง ๆ
“หนูอยากให้เขารู้ว่าทำอะไรไว้กับหนู...อยากบอกให้เขารู้ว่าหนูกำลังท้องลูกของเขา!...” ประโยคท้ายทำให้ฉันสะท้อนใจ ตัวเย็นเฉียบ รู้สึกหดหู่จนพูดอะไรไม่ออก
“หนูอยากให้เขามารับผิดชอบ” เด็กสาวยังพูดต่อ เหมือนต้องการระบายความอัดอั้นในใจ “เขาต้องมาหาหนู...เพราะหนูคงอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ ๆ หนูอายเพื่อน หนูอายพ่อแม่...หนูจะฆ่าตัวตายให้เขาดู...ฆ่าลูกของเขาด้วย ให้เขารู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”
ฉันถอนใจกับความคิดเช่นนั้น...คิดหรือว่าโลกนี้ยังเหลือผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ และรู้สึกผิดกับการกระทำเลว ๆ ของตัวเอง...ไม่จำเป็นต้องไถ่ถามความเป็นมาของเรื่องราวก็พอรู้...นี่ก็คือนิยายรักล้มเหลวของวัยรุ่นยุคนี้ ถูกใจกัน ก็ขึ้นเตียงง่าย ๆ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร จนเกิดการตั้งครรภ์ทั้งที่ยังไม่พร้อม ผู้ชายที่ไร้ความรับผิดชอบเห็นอย่างนั้นก็กระโจนหนี ฝ่ายหญิงเป็นคนต้องรับกรรมก่อน...นี่คือนิยายรักวัยรุ่นที่มีให้เห็นดาษดื่น มีตัวอย่างมากมาย แต่กลับไม่มีวัยรุ่นคนไหนสนใจดูเป็นบทเรียน และไม่เห็นมีใครคิดจะใช้บทเรียนเหล่านี้มาตักเตือน สั่งสอนตัวเองให้มีความระมัดระวัง ไม่ยอมพลาดพลั้งถลำลึกลงไปในบ่วงที่ยากจะถอนตัวถอนใจเช่นนี้
“ถ้าเขาไม่รู้สึกผิดล่ะ” ฉันย้อนถามเด็ก “ถ้าเขาบอกว่า...อยากจะตายก็ตายไปเลย...เขาดีใจที่เธอตายไปเสียได้ล่ะ หนูจะว่ายังไง”
ฉันถามคำถามที่เด็กยากจะตอบ จึงพูดต่อเพื่อให้เธอมองเห็นความจริงจากมุมที่ไม่เคยมอง
“คิดดูนะ ถ้าหนูตายไปจริง ๆ เขาก็จะได้ประโยชน์นะ ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรเลย ตัดปัญหา ภาระโดยไม่เหนื่อย แล้วคนอย่างนี้มันจะรู้สึกผิด รู้สึกละอายบาปของตัวเองเหรอ...มีแต่จะไปหาผู้หญิงคนใหม่อย่างสบายใจล่ะสิไม่ว่า...ผู้ชายแบบนี้มีเป็นฝูง เยอะแยะเกลื่อนถนนไปหมด หนูจะไปฆ่าตัวตาย เพื่อให้คนอย่างมันได้ประโยชน์ไปทำไม...”
“แต่หนูอยู่อย่างนี้ไม่ได้...หนูอายคน อายเพื่อนฝูง พ่อแม่ต้องฆ่าหนูแน่ ๆ ถ้ารู้เรื่องพวกนี้” เด็กย้ำอีกครั้ง จนฉันนึกสงสัย ตั้งคำถาม...ก่อนที่จะทำ “อะไร” ทำไมถึงไม่รู้สึกละอายใจ มาอายตอนนี้แล้วได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา

“ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาอายกันแล้ว...ไม่มีพ่อแม่คนไหนโกรธมากมายถึงขนาดฆ่าลูกได้ลงคอหรอก...นี่เป็นเวลาที่เราต้องสู้กับความจริง ยอมรับปัญหา และแก้ไขมัน”
“คุณจะให้หนูทำแท้งเหรอ...” คำถามเหมือนเสียดเย้ย
หัวใจฉันเจ็บแปลบ ไม่ผิดกับถูกมีดปลายแหลมทิ่มแทง เจ็บปวดจนชา...ชาจนหวนระลึกถึงเรื่องบางเรื่อง...
“[color="magenta"]เคยมีผู้หญิงคนหนึ่ง ท้องตอนอายุพอ ๆ กับหนู...” ไม่รู้ว่าคำพูดเหล่านี้หลุดจากปากฉันได้อย่างไร “เธอคิดจะทำแท้ง แต่พ่อแม่รู้เข้าก่อน...เธอโดนพ่อตบเสียจนหน้าชา ถูกด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง...
... “มึงทำชั่วไปแล้ว ยังคิดจะทำชั่วซ้ำจนกลายเป็น นังสารเลวหรือไง ถึงจะพอ” ...
พ่อด่าเธอรุนแรงมาก ใช้คำพูดอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อน ถ้อยคำรุนแรงจนสะท้อนในอก เจ็บปวดไปถึงหัวใจ...แต่มันทำให้เธอได้สติ...คนเราพลาดทำผิดกันได้ แต่เมื่อผิดแล้วอย่าผิดซ้ำ...
เธอคลอดลูกมาเป็นเด็กผู้ชายน่ารัก...เมื่อเห็นหน้าของแกแล้ว เธอก็ตั้งปณิธานเลยว่า จะเลี้ยงดูแกให้ดีที่สุด ให้เป็นผู้ชายที่ดี ไม่เหมือนกับพ่อของแก...”
ฉันเงียบ...เงียบไปนาน จนอีกฝ่ายต้องส่งเสียงถาม
“แล้วเธอคนนั้นเป็นยังไง...แล้วลูกของเธอเป็นยังไง”
“หลังคลอดลูก เธอกัดฟันกลับไปเรียนต่อจนจบ แล้วตั้งใจมุมานะทำงานเพื่อเลี้ยงลูกลบคำสบประมาทของทุกคน...เธอโชคดีที่ยังมีพ่อแม่เข้าใจ ให้โอกาส ยอมช่วยดูแลเลี้ยงลูกให้เธอ จนเขาเป็นเด็กดี มีความคิด บาดแผลและความผิดจากอดีตผลักดันทำให้เธอต้องสู้ คำดุด่า รุนแรงจากพ่อทำให้ไม่ย่อท้อ ถอยหลัง เธอรู้ว่าพ่อด่าเพราะรัก...เพราะเสียใจต่อการกระทำของเธออย่างรุนแรง เธอจึงใช้คำดุด่านั้นมาเป็นแรงใจ แรงผลักดัน ไม่ยอมแพ้จนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้สำเร็จ ลูกชายของเธอโตเป็นชายหนุ่มที่ดี มีอนาคตไกล...”
“คุณพูดเหมือนเทพนิยาย” เสียงเด็กสาวคล้ายจะหยัน “หนูคงทำอย่างที่คุณพูดไม่ได้หรอก”
“ยังไม่ลองทำเลย ทำไมถึงคิดว่าจะทำไม่ได้”
“หนูไม่มีความกล้า ไม่มีความเข้มแข็งขนาดนั้น” เสียงอ่อนอ่อย จนอ่อนแอปลุกโทสะฉันขึ้นมา

“ในเมื่อกล้าทำเรื่องผิด ๆ มาตั้งเยอะ ทำไมถึงไม่กล้าทำเรื่องที่ถูกสักเรื่องล่ะ!”
เสียงจากโทสะฉัน เหมือนจะปลุกไฟมานะเด็กสาวคนนั้น เพราะเสียงตอบมาทำให้ฉันใจชื้นขึ้น
“หนูมีโอกาสทำอย่างนั้นได้จริง ๆ หรือ?”
“จริงสิ...เลิกคิดฆ่าตัวตายซะ แล้วหันหน้ามาต่อสู้...ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลัว...”
“คุณแน่ใจหรือว่า ถ้าเราไม่กลัวปัญหา หันหน้าเข้าสู้ แล้วแก้ไขมัน ทุกปัญหาจะคลี่คลายได้”
“แน่ใจ!” ฉันตอบอย่างมั่นใจ
ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงหัวเราะบาดหูมาจากโทรศัพท์ เสียงหัวเราะที่แฝงความเสียดเย้ย ไยไพ มีความขมขื่น เจ็บปวด ทุกข์ทนกระจายออกมาอย่างปิดไม่มิด
“แล้ว...คุณ...มาที่นี่...ทำไม?” คำถามเนิบช้า เน้นคำ ชวนขนลุกซู่ “มาทำไม!”
"หนู...หนู..." ฉันถามเสียงแปร่งแปลก "ทำไมถึงถามอย่างนั้น...แล้ว...หนูโทรมาจากห้องไหน?"
นี่เป็นโทรศัพท์ภายในโรงแรม ต้องเป็นคนในนี้ หรือไม่ก็โอเปอเรเตอร์ต่อให้ ถึงคุยกันได้...เด็กคนนี้อยู่ห้องไหน รู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉัน ถึงจงใจถามอย่างนั้น...
“ห้อง...๒...๕...๐...๑...” คำตอบช้า...ชัด ทุกคำ... ก่อนเสียงขาดหาย เหลือเพียงความเงียบ...เงียบกริบ ไร้สัญญาณใด ๆ
ห้อง ๒๕๐๑ ...ห้องเดียวกัน...มันเป็นการล้อเล่นใช่มั้ย...ห้องนี้ต้องมีกล้องวงจรปิดแน่ ๆ เด็กคนนั้นเห็นการกระทำของฉันจึงโทรมากลั่นแกล้ง...กวนประสาท
ไม่จริง...ฉันได้คำตอบ เมื่อเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างจากโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ...โทรศัพท์เครื่องนี้ไม่มีสายต่อ...มันเป็นโทรศัพท์โบราณดีไซน์สวย ที่ใช้วางเป็นเครื่องประดับห้อง!
โทรศัพท์ที่ใช้จริงวางอยู่ข้างหัวเตียง...แล้วเมื่อครู่ฉันพูดคุยได้อย่างไร...และกำลังพูดอยู่กับใคร?
แสงสว่างหรี่ลงโดยไม่มีใครไปทำอะไร ฉันมองเห็นเงาราง ๆ นั่งหันหลังอยู่บนเตียง เส้นผมยาวปรกต้นคอของ “เธอ” ชวนให้รู้สึกวังเวง ร่างนั้นชัดเจนขึ้นจนสังเกตได้ว่าเธอกำลังวางโทรศัพท์ บรรยากาศในห้องเย็นยะเยียบ...เย็นจนหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจฉันหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก นอกจากนั่งนิ่งและมอง นัยน์ตาเบิกค้างไม่สามารถปิดหนีภาพที่ไม่อยากเห็น...ผู้หญิงคนนั้นลุกจากเตียงอย่างลอย ๆ ไม่มีสติ ศีรษะก้มต่ำเหมือนแบกความเศร้าโศกเหลือประมาณ เธอเดินไปทางโต๊ะเครื่องแป้งแล้วหยิบบางอย่างขึ้นมา ฉันใจหายวาบเมื่อเห็นมีดคมกริบอยู่ในมือข้างนั้น...รู้ดีว่าเธอกำลังจะทำ “อะไร” ต่อไป
...อย่า...อย่าทำนะ...
ความกลัวจางหายเมื่อเกิดความรู้สึกใหม่มาแทนที่... ฉันอยากตะโกนร่ำร้อง เรียกเตือนสติเธอคนนั้น...บอกว่าอย่าทำอะไรบ้า ๆ...อย่าฆ่าตัวตาย...อย่าทำความผิดที่ไม่มีโอกาสกลับมาแก้ไขอย่างนี้เลย...ความอยากจะช่วยเหลือ ทำให้ฉันกล้าเงยมองใบหน้าเด็กสาวเต็มตา...
เธอไม่ได้หันมามองฉันเลย ดวงตาลอยคว้างไร้จุดหมาย เดินช้า ๆ ไปทางห้องน้ำอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เสมือนถูกความโง่เขลาควบคุม ถูกความโศกเศร้าบดบังสายตา
“อย่า...อย่าทำ...อย่างนั้น” ฉันหลุดเสียงออกมาไม่เกินกระซิบ
เธอไม่รู้สึกอะไร...ฉันต่างหากที่เป็นฝ่าย “รู้สึกตัว”
“แล้วคุณมาที่นี่ทำไม!” คำถามของเธอย้อนกลับมาอีกครั้ง...
สิ่งที่ฉันหยิบออกมาจากกระเป๋าคือยานอนหลับขวดใหญ่ ฉันจองห้องสุดหรู ชั้นบนสุดของโรงแรมก็เพื่อให้มันเป็นหลุมฝังศพชั้นดี เป็นที่ฝากร่างในวาระสุดท้าย...
---000---
เรื่องที่ฉันเล่าให้เด็กสาวฟังนั้นเป็นเรื่องจริง เพียงแต่มันไม่ได้จบลงแค่นั้น...ผู้หญิงที่มุ่งมั่น สร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อเลี้ยงลูก ลบคำสบประมาท สามารถประสบความสำเร็จในตอนแรกก็จริง ลูกชายเธอเป็นคนดี เป็นชายหนุ่มอนาคตไกลก็จริง...แต่โลกไม่เคยมีความแน่นอน...เทพนิยายแท้จริงไม่ได้จบแค่...แล้วเจ้าชายเจ้าหญิงก็แต่งงาน อยู่กันอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์...
เมื่อลูกของผู้หญิงคนนั้นเรียนจบ ทำงานเป็นหลักฐานจนวางใจได้ เธอก็เปิดตัวเองรับกับความรักครั้งใหม่...แต่น่าสมเพชที่ความรักครั้งนี้มาพร้อมกับซาตานโฉด!
เธอหลงรักซาตานโฉดที่อายุแก่กว่าลูกชายตัวเองไม่กี่ปี ถูกมันปอกลอกหลอกลวงจนหมดตัว เพื่อนฝูงเบือนหน้าหนี ธุรกิจที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงต้องล้มละลาย เป็นหนี้สินหลายสิบล้าน ที่หนักกว่านั้นคือลูกชายคนดี ที่คอยเป็นกำลังใจ เข้าใจแม่มาตลอดกลับตายลงทั้งที่ยังหนุ่ม ตายในวัยที่ไม่สมควร ด้วยอุบัติเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของเขา
เธอไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง คนรัก ลูกรัก...แถมยังมีเจ้าหนี้ไล่จี้ ตามทวงจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ประสาทผวา หาทางออกไม่เจอ...ก็ในเมื่อชีวิตมันไม่มีอะไรเหลืออย่างนี้...เธอจะมีชีวิตอยู่ทำไม?
ฆ่าตัวตาย...หนีปัญหาเสีย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด...
ห้อง ๒๕๐๑ เป็นสถานที่เหมาะจะฝากร่างในวาระสุดท้าย...เป็นสถานที่ ที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า...เคยมีเด็กสาวคนหนึ่งได้กระทำอย่างที่เธอคิด ล่วงหน้าในห้องนี้มาก่อนแล้ว...
---000---
...ฉันมาเพื่อฆ่าตัวตาย...
แต่ยามที่ได้เห็นร่างของ “เธอ” เดินถือมีดทะลุประตูห้องน้ำเข้าไป ทำให้เกิดความหดหู่เกินระงับ ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพภายใน...แค่ได้ยินเสียงน้ำไหลลงอ่าง และล้นนองพื้น มันก็เกิดภาพขึ้นมาในใจ ...น้ำที่ไหลพร้อมกับสายเลือดสีแดงฉาน สามารถสะบั้นชีวิตผู้คน สะบั้นชีวิตเด็กสาวผู้โง่เขลามาไม่รู้กี่คนแล้ว
ความหวาดกลัวที่มีต่อเพื่อนต่างภพหายไปแล้ว ฉันนั่งนิ่งเหมือนไม่มีวิญญาณ นัยน์ตาเบิกมองประตูห้องน้ำอย่างรอคอยว่าเมื่อใดหนอ เธอจะเดินออกมา
ไม่นาน...เธอก็เดินออกมาด้วยร่างเปียกโชก มีหยาดน้ำไหลนองพื้นตามหลังเป็นระยะ ชุดสีขาวถูกย้อมจนแดงฉานด้วยเลือด นัยน์ตาเหม่อลอยเซื่องซึม เดินเคว้งคว้างกลับไปกลับมาภายในห้อง เหมือนคนหาทางออกไม่เจอ
ฉันอยากร้องไห้...ร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล...คำพูดตนเองแว่วย้อนกลับมาในหู
“ในเมื่อกล้าทำเรื่องผิด ๆ มาตั้งเยอะ...ทำไมถึงไม่กล้าทำเรื่องที่ถูกสักเรื่องล่ะ”
"เลิกคิดฆ่าตัวตายซะ แล้วหันหน้ามาต่อสู้...ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้ให้กลัว..."
น่าขัน...ฉันบอกให้คนอื่นเลิกฆ่าตัวตาย ทั้งที่ตนเองกำลังเตรียมฆ่าตัวตาย
โดนคำพูดตนเองกระแทกใจเช่นนี้ ทำให้ตาสว่างขึ้นมา...
การที่ฉันคบกับซาตานตนนั้น ทำให้สร้างความผิดพลาดมากมาย...เหตุใดต้องมาทำผิดซ้ำอีกด้วยการฆ่าตัวตาย
ความตายเป็นเรื่องน่ากลัว คนธรรมดาทั่วไปมีใครไม่กลัวตายบ้าง...ถ้าเรากล้าที่จะฆ่าตัวตายได้ ทำไมถึงไม่ใช้ความกล้านั้นไปต่อสู้แก้ไขปัญหา...ต่อให้ปัญหาหนักหนาแค่ไหน มันก็ไม่เกินความตาย!
หากให้ผู้อื่นมาเห็นดวงวิญญาณเด็กสาวเดินวนเวียนอยู่ภายในห้องด้วยสภาพสยดสยองเช่นนี้ คงหวาดกลัวแทบสิ้นสติ...แต่ฉันกลับได้สติ และมองเห็นบางเรื่องอย่างลึกซึ้ง
ถ้าการฆ่าตัวตายสามารถหนีปัญหาได้จริง ทำไมวิญญาณของเธอถึงยังทุกข์ทนนัก ทำไมยังต้องวนเวียนอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่เคยมีความสุข เวียนฆ่าตัวตายแบบเดิมซ้ำ ๆ ซาก ๆ โดยไม่อาจรู้ว่าบั้นปลายอยู่ที่ไหน...ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ ยังจะยืดยาวออกไปอีกนานเพียงไร
ฉันมองขวดยานอนหลับบนโต๊ะ มองมันอย่างตั้งใจ ก่อนหยิบมันทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ลังเล รู้สึกเหมือนเอาความโง่เขลาทิ้งไปโดยไม่รู้สึกเสียดาย
จากนั้นค่อยคุกเข่า พนมมือ สายตาทอดมองวิญญาณดวงนั้นด้วยความรู้สึกเมตตา ระลึกถึงบุญกุศลทั้งหมดทั้งปวงที่ได้กระทำ จนหัวใจเกิดความอบอุ่น อิ่มเต็ม ก่อนที่จะอุทิศบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แก่ “เธอ”
---000---
ฟ้าสว่าง...สวย...อากาศโปร่ง...สบาย ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล จิตใจเปิดกว้างไม่ผิดกับฟากฟ้าที่ปรากฏต่อหน้า สัมผัสถึงความสุขที่เดินทางมากระทบใจ ฉันมีความสุข และยิ้มได้ทั้งที่ปัญหามากมายยังเรียงราย รออยู่เบื้องหน้า
“ปัญหา” ก็คือ “ปัญหา” ปัญหาไม่ใช่ตัวทุกข์...มีปัญญาสร้างหนี้ได้ ก็ต้องมีปัญญาใช้หนี้สิ...ลูกชายตายไปก็จริง แต่ฉันยังเหลือพ่อแม่ที่ฉันรัก ที่ยังต้องดูแลอยู่...ปัญหามีไว้ให้แก้ไข ไม่ใช่มีไว้ให้กลัว ให้วิ่งหนี เป็นทุกข์
เมื่อเข้าใจเช่นนั้น หัวใจก็เหมือนถูกปลดตรวนบางอย่างออกไป เช้านี้ฉันเหมือนได้เกิดใหม่ ส่วน “ฉัน” คนเก่าตายไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน...วันใหม่เดินทางเยือนหลังจากผ่านคืนอันเหน็บหนาว...เลวร้าย
ฉันยังมีโอกาสพบวันใหม่ ฟ้าใส เพราะคิดถูก ตัดสินใจถูก น่าสงสารก็แต่ “เธอ” ผู้อยู่ห้องเดียวกัน...ไม่รู้ว่า คืนอันเลวร้าย เหน็บหนาว และทุกข์ทนของเธอ จะทอดระยะเวลาไปอีกเนิ่นนานเพียงใด...อีกนานสักแค่ไหนหนอ เธอถึงจะได้พบกับเช้าวันใหม่...เช่นเดียวกับฉัน...