อียูเตือนไทย หลังพบสารปนเปื้อนก่อมะเร็งในน้ำพริกเผาส่งออกต่างประเทศ

สหภาพยุโรป เตือนไทย หลังพบสารปนเปื้อนก่อมะเร็งในผลิตภัณฑ์ น้ำพริกเผาส่งออกต่างประเทศ พร้อมเตรียมเริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดค่ามาตรฐานสารพลาสติไซเซอร์ เดือนเม.ย. ปี 52

นางสุมาลี ทั่งพิทยากุล หัวหน้าห้องปฏิบัติการกลุ่มงานภาชนะบรรจุอาหาร กรมวิทยาศาสตร์บริการ เปิดเผยว่า
ขณะนี้สหภาพยุโรป หรืออียู ได้เข้มงวดการตรวจสอบและกำหนดค่ามาตรฐานสารพลาสติไซเซอร์ ที่ออกมาจากภาชนะและสัมผัสอาหารทุกประเภทต้องไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นสารเติมแต่งในพลาสติกพีวีซี ที่ใช้ผลิตฝาขวดแก้วสำหรับปิดภาชนะ เพื่อให้ฝาขวดเปิดได้ง่าย ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดมะเร็ง และทำลายระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อ โดยสหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวในเดือนเมษายน ปี 2552 ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้สุ่มตรวจภาชนะบรรจุอาหารแปรรูป พบว่า ฝาโลหะที่ใช้ปิดภาชนะอาหารประเภทน้ำพริกเผา ซอสผัดไท ซอสเสต็ก เครื่องแกงชนิดต่างๆ มีปริมาณสารพลาสติไซเซอร์เกินค่ามาตรฐานกำหนดคือ 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และได้มีการเตือนประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 25 ครั้ง รวมถึงอาหารดังกล่าวมีไขมันสูง ทำให้พลาสติไซเซอร์เคลื่อนย้ายลงมาสู่อาหารได้ง่าย นางสุมาลี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ต้องการตรวจหาปริมาณสารพลาสติไซเซอร์ในผลิตภัณฑ์จะต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เช่น เยอรมนี เดนมาร์ก ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงถึงตัวอย่างละ 20,000-30,000 บาท และต้องใช้เวลาทราบผลนานกว่า 1 เดือน ทาง กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงเตรียมเปิดห้องปฏิบัติการสำหรับตรวจหาสารพลาสติไซเซอร์ในฝาขวดปิดภาชนะ ที่ให้ผลการตรวจสอบแม่นยำ เนื่องจากผ่านมาตรฐานสากลแล้ว รวมทั้งช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบ ทำให้ทราบผลเร็วภายใน 2 สัปดาห์ และลดค่าใช้จ่ายจากต่างประเทศได้ถึง 5 เท่า คาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ภายในเดือนมกราคม 2552


อ่านเจอบทความนี้..คิดว่าคงมีประโยชน์ต่อทุกท่านเลยนำมาให้อ่านค่ะ

ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ผู้เสนอ : กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก