กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: ควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า : เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

  1. #1

    สว่างใจ ควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า : เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้


    ควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า : เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

    โดย วศิน อินทสระ


    ควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า : เรามีความแก่เป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้



    ประการแรก คือ ให้บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ หญิงหรือผู้ชายก็ตามควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ (ชรา ธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต)

    1.1 ความแก่คืออะไร?

    ความแก่คืออะไร? ที่เราเรียกว่าชรา มันแปลว่าความแก่ ความแก่คือ ชรา ชีรณตา ชรา ก็แก่ ชีรณตา ก็คร่ำคร่า มีฟันหัก ผมหงอก หนังหดเหี่ยว อย่างนี้เรียกว่าชรา ความแก่

    ในมาหาสติปัฏฐานสูตร ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า

    อายุ โน สํหานิ ความเสื่อมของอายุ
    อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ความแก่รอบของอินทรีย์

    อินทรีย์ในที่นี้หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อินทรีย์ทั้ง 6 คือ ตาก็แก่ลงไป หูก็แก่ลงไปใช้การไม่ค่อยได้ เป็นทำนองนั้น
    นี่เป็นคำจำกัดความ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่กล่าวถึงความแก่ในหมวดธัมมนุปัสสนา

    ความแก่มีอยู่ 2 อย่าง เรียกว่า ความแก่ที่ปกปิด ปฏิจฺนฺนชรา คือยังไม่เปิดเผย ตั้งแต่เราถือปฏิสนธิในท้องของมารดาก็เริ่มแก่เรื่อยมาแก่ขึ้น ๆ ร่างกายก็เติบโตขึ้นจนอยู่ในครรภ์ของมาดาไม่ไหวแล้ว ไม่พอแล้ว ต้องออกมาจากครรภ์มารดา แล้วก็แก่เรื่อย ๆ ไปตั้งแต่ออกจากครรภ์ แก่เรื่อยไป แต่เป็นการแก่ขึ้น ยังปกปิดอยู่ คนส่วนมากจึงไม่เรียกว่าแก่ เรียกว่าเป็นเด็กทารก แล้วก็เป็นวัยรุ่น แล้วก็เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นวันกลางคน แล้วต่อไปถึงจะเป็นคนแก่ตามภาษาของชาวโลก

    แต่ความจริงก็แก่มาตั้งแต่ต้นแล้ว ตั้งแต่ถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา แก่มาเรื่อย แต่เป็นความแก่ที่ปกปิดอยู่ คนทั้งหลายก็ไม่เห็นเป็นแก่ แต่ทางธรรมท่านถือเป็นแก่แล้ว ลองเอาเด็กมายืนอยู่ด้วยกัน 2 คน ถามว่าคนไหนแก่กว่า คนที่หนึ่ง 2 ขวบ อีกคนหนึ่ง 3 ขวบ คนที่ 3 ขวบนี่แก่กว่า แต่ยังเป็นความแก่ที่ปกปิด ท่านเปรียบเหมือนการขึ้นสะพานโค้ง เมื่อขึ้นไป ๆ จนถึงจุดสูงสุดของสะพาน ต่อไปก็เป็นขาลงช่วงลงนี้แหละเป็นความแก่ที่เปิดเผย ช่วงแก่ขึ้นเขาไม่เรียกว่าแก่ ตอนที่แก่ลงนี้เรียกว่าแก่ ความแก่ที่เปิดเผยแล้ว อปฺปฏิจฺฉนฺนชรา อะไรต่ออะไรที่เป้ฯลักษณ์หรือเครื่องหมายให้รู้ความแก่ก็ปรากฏขึ้น

    ทีนี้อายุเท่าไรเขาถึงจะเรียกว่าเป็นคนแก่โดยเปิดเผย ทั่วไปอายุ 40 เขาถือเป็นผู้สูงอายุแล้ว แต่เมืองไทยยังไม่เรียกคนอายุ 40 ปี ว่าเป็นคนแก่ แต่ทางหมอบอกว่าอายุ 40 แล้วต้องทำอะไรต่ออะไรอย่างเป็นคนแก่แล้ว ถ้าเราถือเอายุ 75 เป็นเกณฑ์ ก็แบ่งเป็นช่วงละ 25 ตั้งแต่เกิดไปจนถึงอายุ 25 ถือว่ายังเป็นเด็กอยู่ พอเลย 25 ไปก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ จนถึงอายุ 50 เรียกเป็นวัยกลางคน 50 ขึ้นไปก็เรียกว่า คนแก่

    คนอายุ 25 ปี บางคนกลัวว่าอาจจะมีเหนุร้าย มีอะไรต่ออะไร เขาเรียกเบญจเพส จะเคราะห์ร้ายบ้าง แล้วแต่จะเชื่อกันไป บางคนก็มาขอบวช ถามว่าบวชทำไม? บอกว่าอายุ 25 เบญจเพส เขาว่าจะมีเคราะห์ร้ายทำนองนี้ ที่จริงเบญจเพสมันไม่ใช่อะไร แปลว่า ยี่สิบห้า (เบญจะ = ห้า, วีสะ = ยีสิบ) ทีนี้ภาษาบาลีเขาแปลงไปแปลงมา เอา อี เป็น เอ ก็ได้เป็น เวสะ คนไทยชอบแผลงตัว ว เป็นตัว พ ก็เป็น เพส เลยเป็นเบญจเพสคืออายุ 25 นั่นเอง ก็กลัวกันในสังคมไทย ให้ไปสะเดาะเคราะห์ ทำนั่น ทำนี่ เพื่อจะไม่มีอันตราย ไม่มีเคราะห์อะไรต่าง ๆ

    บางคนก็ไปบวชเพื่อสะเดาะเคราะห์ ให้ทำความดีเข้า เคราะห์ก็ไม่มาหรอก ถ้ามาก็เรียนรู้มันเสีย เบญจเบสแปลว่ายี่สิบห้าเท่านั้นเอง พอเขาเข้าใจแล้วเขาก็ อ๋อ! ขึ้นมา ทีแรกเขาไม่เข้าใจคิดว่าเบญจเพสเป็นอะไรที่มันไม่ดี ทำนองนั้น เพราะความไม่รู้นั่นเอง ทีนี้พอเลย 25 ไปแล้วเขาถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ถ้าไปทำความผิดเขาก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ทำ ไม่ใช่เด็กทำ เด็กเขาให้อภัยได้ในฐานะเป็นเด็กอยู่ พออายุเลย 25 ไปแล้วเขาถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำอะไรให้ระวัง นี่แหละที่คนเฒ่าคนแก่บอกว่า เบญจเพสทำอะไรให้ระวัง คือ เราจะขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว

    อย่างในวินัยของพระสงฆ์ ผู้ชายบวชได้เมื่ออายุ 20 ปีเต็มบริบูรณ์ แต่ว่าท่านจะไม่ยอมให้เป็นอิสระ ต้องอยู่ในการปกครองของอุปัชฌาย์อาจารย์ไป 5 ปี เรียกว่า ถือนิสสัย หมายความว่า ต้องอาศัยอุปัชฌาย์หรืออาจารย์อยู่ไปก่อน ยังเป็นอิสระแก่ตัวไม่ได้ ต้องบวชไปถึง 5 พรรษาแล้ว เมื่อล่วงเลย 5 พรรษาแล้วถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ก็พ้นนิสสัย ท่านให้เป็นอิสระ ให้ปกครองตัวเอง อันนี้หมายถึงผุ้ที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม มีคุณสมบัติพอที่จะปกครองตัวเองได้ แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่พอนิสสัย ยังไม่ยอมให้เป็นอิสระแก่ตัว อย่างนี้ เรียกว่ายังไม่ได้นิสสัยมุตตกะ ถ้าเป็นคนทีมีความรู้ความสามารถพอจะปกครองตัวเองได้ แล้วก็พอจะดูแลรุ่นน้องได้ ท่านก็จะให้เป็นนิสสัยมุตตกะ คือพ้นจากนิสสัย ให้ดูแลตัวเองและปกครองผู้อื่นได้ด้วย

    ที่นี้พอ 26 ถึง 30 คือบวชถึง 30 ก็บวชได้ 10 พรรษาแล้ว ก็เป็นพระเถระแล้ว 5 พรรษาขึ้นไปเรียกอนุเถระ ถือเถระน้อย 10 พรรษาก็เป็นพระเถระเต็มภาคภูมิ เป็นอุปัชฌาย์ได้แล้ว เป็นอุปัชฌาย์บวชให้ผู้อื่นได้แล้ว แต่ถ้าก่อน 10 พรรษายังไม่ได้ อันนี้พูดถึงว่าถ้าจัดวัยเป็น 3 วัย เอา 75 เป็นเกณฑ์ หรือวันละ 25 คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฌิมวัย ปัจฉิมวัย ปัจฉิมวัยยืดออกไปได้เรื่อย ๆ เท่าที่อายุยังมีอายุ

    มีพระบาลีในชราสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า

    อปฺปํ วต ชีวิตตํ อิทํ ชีวิตนี้น้อยนัก
    โอรํ วสฺสสตาปิ มิยุยติ หย่อนกว่า 100 ปี ก็จะตาย คือไม่ถึง 100 ปีก็จะตาย
    สเจปิ อติจฺจ ชีวติ ถ้ายังมีชีวิตต่อไปอีกจาก 100 ปี
    อถ โข โส ชรสาปิ มิยุยติ จะต้องตายเพราะชราเป็นแน่แท้

    (พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 413)

    เคยทราบข่าวว่า มีการตั้งชมรมชื่อว่า “อยู่ 100 ปี ชีวีเป็นสุข” ท่านจะอยู่ให้ได้ถึง 100 ปี แล้วก็จะให้อยู่อย่างเป็นสุขด้วย ทราบข่าวว่าจริง ๆ แล้ว กำหนดเอาไว้จะอยู่ถึง 120 ปี แล้วให้ชีวีเป็นสุข แต่บางท่านก็บอว่าไม่ต้องกำหนดกฎเกณฑ์หรอก ตายเมื่อไรก็ก็เมื่อนั้น ไม่ต้องไปกำหนดว่าจะเป็น 100 ปี หรือ 120 ปี ตายเมื่อไรก็เมื่อนั่น มาเมื่อไร่ก็ไปเมื่อนั้น อันนี้ก็ไปเข้าสุภาษิตของพระสารีบุตรที่ท่านบอกว่า “ไม่ยินดีชีวิต ไม่ยินดีความตาย เพียงแต่รออยู่ รออยู่เหมือนลูกจ้างที่ทำงานเสร็จแล้ว คอยแต่รับค่าจ้าง “


    1.2 วิธีชะลอความแก่
    ที่นี้ก็แทบทุกคนที่อยากจะมีอายุยืนนาน แม้จะแก่ก็ให้แก่อย่างมีคุณภาพ มันก็มีวิธีชะลอความแก่เพื่อให้แก่ช้า อายุยืน มีพระพุทธภาษิตบางแห่งได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่จะทำให้เป็นคนแก่ช้า และอายุยืนว่า

    มนุชสฺส สทา สตีมโต บุคคลมีสติทุกเมื่อ
    มตฺตํ ชานโต ลทฺธโภธเน รู้จักประมาณในอาหาร (แปลตามตัวคือ ในโนะที่ได้แล้ว)
    ตนุกสฺส ภวนฺติ เวทนา ผู้เช่นนั้นย่อมมีทุกขเวทนาน้อย
    สณิกํ ชีรติ อายุ ปาลยํ แก่ช้า อายุยืน

    (พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 366)

    พระพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ว่าเป็นวิธีชะลอความแก่ซึ่งจับใจความสำคัญได้ คือ
    1. เป็นคนมีสติทุกเมื่อ อยู่ด้วยสติ อยู่ด้วยธรรมะ มีธรรมะ จะทำให้สบายใจ ไม่เครียด
    2. เรื่องอาหาร อ เดียว ความจริงมีตั้งหลาย อ เช่น อากาศ ออกกำลังกาย ก็ผนวกเข้าไปได้ ที่เขาพูกันถึง 5 อ , 6 อ ต่าง ๆ
    นี่เป็นวิธีทำให้เป็นคนแก่ช้า อายุยืน หรือชะลอความแก่ เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ แต่ก็ชะลอได้ตามสมควร


    1.3 วิธีพิจารณาความแก่
    ท่านลองนึกดู หรือทายปัญหาดูว่า เราสามารถมองเห็นความแก่ชราได้หรือไม่? ท่านลองนึกตอบดู โดยหลักแล้วเรามองเห็นความแก่ไม่ได้ สิ่งที่เรามองเห็นอยู่นั้นเป็นชราลักษณะ เป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นความแก่ เรียกว่าเป็นอาการของชรา ไม่ใช่ตัวของชรา ตัวของความชรานี่เรามองไม่เห็น

    ท่านลองนึกดูสิ่งที่ง่ายกว่านี้ก็ได้ครับ ดูว่าเวลาลมพัดมาถูกตัวท่าน ท่านมองเห็นลมไหม? มองไม่เห็น แต่ท่านก็รู้สึกได้ว่ามีลมพัดมากระทบกายของท่าน ผิวหนังของท่าน ท่านรู้ว่ามีลม เมื่อท่านสังเกตเห็นใบไม้ไหว กิ่งไม้ไหว อันนั้นเป็นอาการปรากฏของลม ไม่ใช่ตัวลม ตัวลมท่านก็มองไม่เห็น ไฟก็เหมือนกัน ตัวธาตุไฟท่านมองไม่เห็น ท่านมองเห็นแต่การปรากฏของไฟที่มีสื่อให้ปรากฏของไฟ ไม่ใช่ตัวธาตุไฟ ตัวธาตุไฟนั้นมองไม่เห็น เมื่อไฟไหม้เชื้อหมดก็ดับไป ท่านก็จะมองไม่เห็นไฟอีก อย่างไฟฟ้าที่ท่านมองเห็นอยู่ก็เป็นการปรากฏของไฟ เมื่อมีหลอดมีสายและอะไรต่ออะไรมาประกอบพร้อมกันเข้า แต่ถ้าไม่หลอด ไม่มีสาย ไฟก็ไม่ปรากฏทั้ง ๆ ที่มีอยู่ แต่ท่านก็มองไม่เห็นมัน

    ความเกิด ความตายก็เหมือนกัน ท่านไม่สามารถจะมองเห็นความเกิดได้ แต่ท่านเห็นสิ่งที่เกิด คือ เด็กที่เกิดขึ้นมา ความตายเราก็มองไม่เห็นตัวความตาย เห็นแต่สิ่งที่ตาย ช้างตาย คนตาย แต่ความตายอยู่ที่ไหนเรามองไม่เห็น เทียบดูอีกเรื่องหนึ่งที่ผมพูบ่อย ๆ คือเรื่อง ความงาม ตัวความงามนี้เมองไม่เห็น เราเห็นแต่สิ่งที่งาม ชรา ความแก่ก็เหมือนกัน ตัวความแก่เรามองไม่เห็น สิ่งที่เราเห็นก็คือชราลักษณะ ลักษณะที่บอกเราว่านี่คือ ชราหรือคร่ำคร่า ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

    มีข้อความในพระพุทธพจน์แห่งหนึ่งในมหาสมติปัฏฐานสูตร ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงความปรารถนาที่ไม่อาจให้สมหวังได้ 5 อย่าง คือ
    1. สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา จะปรารถนาว่าอย่าให้เกิดเลย
    2. สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา จะตั้งความหวังว่าขออย่าให้แก่เลย
    3. สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดา จะตั้งความปรารถนาว่าขออย่าให้เจ็บเลย
    4. สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา จะหวังว่าขอความตายอย่าได้เกิดขึ้น และขอให้เราเป็นผู้ไม่ตาย
    5. สัตว์ที่มีความโศก มีความคร่ำครวญ รำพัน มีทุกข์โทมนัส มีอุปายาสเป็นธรรมดา จะหวังว่าอย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย

    อันนี้เป็นข้อความที่มีในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นนิทเทสของข้อที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ความไม่ได้ตามที่ปรารถนาเป็นทุกข์เป็นไฉน? ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั่น เป็นความทุกข์นั้นเป็นไฉน?” แล้วทรงอธิบายว่า ชาติ ธมฺมานํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา จะหวังว่าขอเราอย่าได้มีความเกิดเลย ขอความเกิดอย่าได้มาเราเลย อย่างนี้หวังไม่ได้ มันอยู่เหตุปัจจัย ถ้ามีเหตุปัจจัยให้เกิด ก็ต้องเกิด ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิด ก็ไม่เกิด ไม่ต้องปรารถนาก็ได้ การมีความแก่เป็นธรรมดา จะปรารถนาว่าขออย่าให้แก่เลย นี่ก็หวังไม่ได้ ถ้ามีเหตุปัจจัยไม่ได้แก่ ก็คือไม่เกิด ไม่เกิดมาก็ไม่แก่ พอไม่แก่ก็ไม่มีอะไรจะเจ็บ เมื่อไม่เกิดมาก็ไม่มีอะไรจะเจ็บ แล้วก็ไม่ตาย ไม่เกิดก็ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ พิไรรำพัน มันต้องตัดที่ต้นเหตุ คือไม่เกิดการที่จะทำไม่เกิดก็ต้องมีเหตุอีก คือต้องไม่มีกิเลสอันเป้ฯเหตุให้เกิดไม่มีความติดใจ ไม่มีความพอใจในภพ เพราะฉะนั้นสัตว์ผู้มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเศร้าโศกเสียใจ พิไรรำพัน เป็นธรรมดานี้จะหวังว่าไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะเหตุปัจจัยของมัน

    มีพระพุทธภาษิตอีกแห่งหนึ่งที่พูดถึงว่า นายโคบาลต้อนโคไปสู่ที่หากินด้วยท่อนไม้ ฉันใด เอวํ ชรา จ มจฺจุ อายํ ปาเชนฺติ ปาณินํ ความแก่และความตายก็ต้อนอายุของสัตว์ทั้งหลายไป ฉันนั้น อีกแห่งได้ตรัสถึงชราว่า ชีวิตและอายุนี้มีน้อย ถูกชราน้อมนำเข้าไป เมื่อสัตว์ถูชรานำไป ความต้านทานก็ไม่มี ไม่มีอะไรที่จะต้านทานได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ก็อย่าให้แก่เปล่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนว่า อย่าให้แก่เปล่าให้มีคุณค่าติดไปกับอายุด้าย อายุล่วงไป ๆ ก็แก่ไปตามอายุที่ล่วงไป วัยล่วงไป อายุล่วงไป ก็ให้มีคุณค่าติดไปด้วย อย่าให้แก่เปล่า

    พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า บุคคลชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ เพราะเหตุที่มีหงอกบนศีรษะก็หามิได้ แต่เหตุที่มีหงอกบนศีรษะก็เพราะวัยของเขาแก่ไปล่งไปถ้าเพียงเท่านี้ก็เรียกว่าแก่เปล่า โมฆชิณุโณ แปลว่าแก่เปล่า ไม่มีประโยชน์อะไรติดไป แต่ว่าสัจจะ ธัมมะ อหิงสา ความไม่เบียดเบียน สัญญมะความสำรวมตน ทมะ การฝึกตน มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นนักปราชญ์ คายมลทินได้แล้ว คายสิ่งเศร้าหมองได้แล้ว ผู้นั้นเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ เป็นเถระ อันนี้เป็นคนแก่ที่มีคุณธรรม เป็นคนแก่ที่มีคุณภาพ ไม่แก่เปล่าไหน ๆ จะต้องแก่แล้ว อย่าให้แก่เปล่า ให้มีคุณภาพ มีคุณสมบัติติดตัวไปด้วย เป็นคนแก่ที่มีคุณสมบัติ ไม่ใช่แก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอ อย่างที่คำพังเพยโบราณว่าไว้

    แต่บางคนก็พยายามต่อสู้กับความแก่เหลือเกิน แต่ถึงจะต่อสู้อย่างไรก็สู้ไม่ได้ สู้ความแก่ไม่ได้ ชราลักษณะต้องปรากฏออกมา ชะลอความแก่ทำได้ แต่ถ้าจะต้องสู้กับความแก่ มันสู้ไม่ได้ ถ้าเราต่อสู้ด้วยความรู้สึกว่าจะต้องชนะมัน ก็เครียดเปล่าๆ ในที่สุดก็ต้องแพ้มันอยู่ดี เพราะฉะนั้นทำไปตามธรรมดา ทำไปตามธรรมชาติดีกว่า ธรรมชาติมันเป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปต่อสู้กับมันมากนักจนถึงกับเครียดจนถึงจะต้องสู้กันเอาเป็นเอาตายชนิดที่เราต้องสวยอยู่เสมอ ถึงอย่างไรชราลักษณะต้องปรากฏออกมาอยู่ดี ในที่นี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรามีความแกเป็นธรรมดา ให้พิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความแก่ไปได้

    แต่มีพระพุทธภาษิตบางแห่งตรัสกับพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ สัตว์ผู้มีความเกิด มีความแก่ มีความเจ็บ มีความตายเป็นธรรมดา ได้อาศัยกัลยาณมิตรเช่นเราแล้วก็จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายได้” ถ้าจะตั้งคำถามว่า พระพุทธพจน์ 2 แห่งนี้ไม่ขัดยังกันหรือ? ตอบว่า ไม่ขัดยังกัน เพราะว่าในที่หนึ่งที่ว่าให้พิจารณาเนื่อง ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ อันนี้สำหรับผู้ที่เกิดมาแล้ว ถึงจะต้องแก่ ต้องเจ็บไข้ และต้องตายเป็นธรรมดา
    ในที่อีกแห่งหนึ่งตรัสกับพระอานนท์ว่า สัตว์ผู้มีความเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นธรรมดา ได้อาศัยกัลยาณมิตรเช่นเราแล้ว ก็จะพ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย อันนั้นตรัสมุ่งถึงอุดมคติที่ว่า เราสามารถจะทำไม่ให้เกิดได้ พอได้กัลยาณมิตร ได้ฟังะรรม ได้ประพฤติคุณงามความดีต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อคววามไม่เกิดอีก คือทำกรรมเพื่อความลิ้นกรรม ในที่สุดก็สิ้นกิเลสที่เป็ฯเหตุให้เกิดอีก สิ้นความพอใจในภพอันเป็นเหตุให้เกิดอีก เพราะได้อาศัยพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้สิ้นกิเลสที่ให้เกิดอีก เมื่อไม่เกิดอีก ก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ พิไรรำพัน ความหมายมันต่างกันอยู่อย่างนี้

    ประการแรกที่แสดงถึงความเป็นจริงที่เป็นสัจธรรม ประการที่ 2 นั้นแสดงถึงอุดมคติว่า เรามีอุดมคติที่ไม่เกิดได้ โดยอาศัยกลัยาณมิตร เช่นพระพุทธเจ้า และได้ถึงภาวะทีสิ้นภาพ สิ้นชาติ ขีณาชาติ ความเกิดของเราสิ้นไป อย่างนี้ก็พ้นไป ไม่ขัดแย้งกัน

  2. #2
    Super Moderator
    Guide & Photographer
    สัญลักษณ์ของ เจ้าซายน้อย
    วันที่สมัคร
    Sep 2007
    ที่อยู่
    อยู่ในใจเสมอ
    กระทู้
    1,550

    อายหน้าแดง

    ชีวิตคนเฮานี่ บ่นานดอกคงตาย
    อายุหลายกะตามที สิบ่มีเกินร้อย
    แนวสิติดตามห้อย กะคือบุญกับบาป
    โปรดจงทราบเถิดท่าน เฮาตายแล้วเพิ่งกรรม
    กุศลธรรมเลิศล้ำ พาเกิดเป็นดี
    อกุศลมวลมี สิจ่องคอไห่เมือฟื้น
    บ่มีไผฝืนได้ เพราะผลกรรมนั้นนำแต่ง
    ด้วยความฮักความแพง จึงขอเตือนหมู่เจ้าไห่ทำสร้างตั้งแต่ดี...พี่น้องเอย

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •