หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 2 หน้า 12 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 14

หัวข้อ: +..ในม่านหมอก..+

  1. #1
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ โชติ
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    ที่อยู่
    bbk
    กระทู้
    786

    +..ในม่านหมอก..+


    ในม่านหมอก
    บทนำ


    บ้านร้างหลังนี้เคยเป็นเปิดเป็นร้านขายต้นไม้มาก่อน
    เล่ากันว่าเจ้าของบ้านหนุ่มอาภัพ หัวใจสลาย เมื่อคนรักของเขาย้ายไปอยู่ต่างประเทศ

    ลือกันว่าตั้งแต่แฟนสาวของเขาจากไป เขาก็เปลี่ยนไป ซึมเศร้า เก็บตัว เลิกติดต่อกับโลกภายนอก
    และตรอมใจตายในที่สุด....บ้างก็ว่า เขาฆ่าตัวตาย

    เพราะเขาเป็นคนตัวคนเดียว ไม่มีญาติมิตร ทีไหน นอกจากเด็กหนุ่มที่เป็นลูกจ้างเพียงคนเดียว
    เมื่อเขาตายไปแล้ว ลูกจ้างของเขาก็หายไปเช่นกัน บ้านสวยๆ หลังนี้ก็ค่อยๆ เสื่อมโทรมลง และกลายเป็นบ้านร้างในที่สุด

    จากบ้านหลังเล็กๆ ริมแม่น้ำที่สวยงาม กับเรือนเพาะชำต้นไม้นานาพรรณ ที่ใครเดินผ่านต้องอดมองดูไม่ได้
    พอผ่านพ้นวันเวลาเนิ่นนานไป สุดท้ายมันก็กลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากย่างกรายเฉียดเข้ามาใกล้
    ยุคสมัยเปลี่ยนไป มีคำล่ำลือ มากมาย จริงบ้างเท็จบ้าง พูดกันปากต่อปาก จากร้านกาแฟ ในวงเหล้า เรื่องราวก็เริ่มผิดเพี้ยนไป
    จากเรื่องจริงที่เข้าใจง่าย ตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นนิยายสยองเข้าไปทุกที

    เรื่ิองราวที่ไม่จริง พอมีคนพูดซ้ำๆ ย้ำเรื่อย จนถึงจุดจุดหนึ่งสังคมก็จะเชื่อและยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริง

    แม้แต่รายทีวีเกี่ยวกับการพิสูจน์ผี ยังต้องมาที่บ้านหลังนี้ เพื่อพิสูจน์คำเล่าลือ................

    ไม่มีใครรู้ทุกเรื่องราว นอกจากตัวของเขาเอง กับวันเวลาที่ผ่านไป...ที่จดบันทึกทุกอย่างไว้ในอดีตตระกาล

    ......................................................................................................................

    รักเอย รักแท้ รัดรึงใจ แม้ชีพวาย ยังไม่คลายรักเจ้า
    หวังเพียง มีค่ำคืน ของสองเรา อีกสักครั้ง
    แม้นวันนี้ พี่ต้องตายเพียงลำพัง
    ยังหวังได้เจอเจ้าในอีกภพ

    ปล. จากพงษ์ฑัต ถึงอมิตาดา
    ในวันที่ ศรัทธาในใจเริ่มริบหรี่ลง ......
    ............................
    ...............................................................................................................................

    ว่ากันว่า เจ้าของบ้านหลังนี้ เขามีกุหลาบกระถางหนึ่ง สามารถออกดอกได้หลากสี ตามแต่ความรู้สึกของผู้เป็นเจ้าของ
    เป็นที่หมายปอง ของนักเลงต้นไม้เป็นอย่างมาก แม้แต่คนที่สนใจเรื่องราวลึกลับ ขอคอยเงี่ยหูฟัง ข่าวและเรื่องราว ของกุหลาบต้นนี้
    ไม่มีใครมีข้อมูลที่แน่ชัด ไม่สามารถเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่ก็ยากที่จะลงความเห็นว่าไร้สาระ เพราะข้อมูลเรื่องนี้มันกล้ำกึ่งกัน

    หลังจากที่เจ้าของบ้านหนุ่มตายไป ยังมีคนเห็นลูกจ้างของเขายังคงไช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้เนิ่นนาน

    ชายเจ้าของบ้านได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ เขายกบ้านและทรัพย์สินทุกอย่างให้แก่ลูกจ้างผู้ซื่อสัตย์คนนั้นทั้งหมด ไม่มีใครรู้เรื่องราวมากกว่านี้ แม้จะมีเสียงซุบซิบหนาหู แต่ลูกจ้างคนนั้นก็ยังเฉย และใช้ชีวิตประจำวันปรกติ

    จนวันหนึ่ง มีหญิงงามได้เดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ และถามหาเจ้าของบ้านคนก่อนผู้จากไป
    ชายลูกจ้างผู้ซื่อสัตย์ รู้สึกตื่นเต้น จนแววตาเป็นประกาย แล้วเขาจึงถามว่า หญิงงามคนนั้นเธอเป็นใคร
    มาจากไหน และต้องการอะไร และยิงคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับเูธอจนเขาแน่ใจ

    ซึ่งผิดวิสัย ของคนขายต้นไม้กับลูกค้าทั่วไป
    เมื่อถามคำถามทุกคำจนกระจ่าง เขาก็มีท่าทีนอบน้อม กับหญิงคนนั้นอย่างเห็นได้ชัด

    เธอคือหญิงสาวที่เจ้านายของเขาเฝ้าคะนึงหา มาชั่วชีวิตนั่นเอง เขาเล่าทุกอย่าง ทุกเรื่องราว
    เกี่ยวกับเจ้านายของเขาให้เธอฟังอย่างละเอียด เธอฟังทุกอย่าง อย่างเงียบๆ และเศร้าสร้อย

    สุดท้าย ชายลูกจ้างจึงไปนำต้นกุหลาบในกระถางสีชมพูต้นนั้นมาให้เธอ
    ภาพปลาคาร์พพรอดรักกันเริ่มเลือนแล้ว แต่พอดูรู้ ส่วนสีชมพู ยังคงชัดเจน แม้จะซีดไปบ้าง

    กระถางใบนี้ คือคำฝากฝังสุดท้าย ที่เจ้านายเขาขอร้องเอาใว้ มอบกุหลาบกระถางนี้ ให้กับหญิงงาม ที่ชื่ออมิตาดา

    ซึ่งคือคนที่อยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้ หญิงงามมักอาภัพ พระเจ้ามักอิจฉาคนที่มีรักแท้เสมอ

    อมิตาดา เธอไม่พูดอะไร แต่น้ำตาเธอไหลเป็นทาง ยังจะให้เธอพูดอะไร ในเมื่อหัวใจของเธอก็แหลกสลายแล้ว
    เธอรับกุหลาบกระถางนั้นจากชายหนุ่ม ด้วยมือที่สั่นเทา แล้วเธอจากไปอย่างเงียบๆ

    เขาไม่รู้ว่าเธอมาจากไหน และจะไปไหน แต่เขาแน่ใจเธอคือคนที่เจ้านายของเขาเฝ้ารอหาตลอดชีวิต
    เพราะเขาได้พิสูจน์ความเป็นตัวจริงของเธอ ตามวิธีของเจ้านายทุกอย่าง ซึ่งเธอตอบได้ทุกอย่างไม่ผิดเพี้ยน

    เจ้านายของเขาไม่ได้รักคนผิด...แต่ผิดที่ทั้งคู่ไม่ม่วาสนาต่อกัน

    คงถึงเวลาแล้วสินะ ที่เขาควรไปจากบ้านแสนเศร้านี้เสียที................

    นับจากวันที่ ชายลูกจ้างได้เดินออกจากบ้านหลังนี้ไป เขาไม่เคยหันกลับมาดูมันอีกเลย
    แต่เรื่องราวในบ้านหลังนี้มันไม่มีทางลบเลือนออกจากหัวใจของเขาได้ตลอดกาล

    ถึงแม้ตอนนี้มันจะเป็นบ้านร้างไปแล้ว

  2. #2
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ ใบไม้สีชมพู
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    3,025

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    บ้านร้าง----เว้าเป็นตาย่านแท้จ้า คือสิกล้าย่างกลายหน้าบ้านล่ะทีนี้

    เขียนแต่เรื่องเศร้าๆแท้น้อจ้า

  3. #3
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ โชติ
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    ที่อยู่
    bbk
    กระทู้
    786

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    ในม่านหมอก
    บทที่ 1

    ชายวัยกลางคน มองตามสายเบ็ดที่จมหายลงไปในน้ำ อย่างตั้งใจ
    ทุ่นเบ็ดที่ทำจากไม้ก๊อกยังสงบนิ่งไม่ไหวติง แกกำลังพยายามใช้พลังจิตบังคับ...?
    สงสัยยังไม่มีปลาตัวใดชะตาถึงฆาต ในตอนนี้…..หรือ กรู จะแห้วน้อวันนี้ เขาคิดในใจ

    เมื่อหันไปมอง หลานชาย ก็เหมือนกันนี่หว่า หนักกว่า กรู อีก อิ อิ


    “ลุง มีบ้านหลังหนึ่งอยู่จริง แต่ลุงปล่อยทิ้งให้ร้างนานแล้ว...อยู่ริมน้ำเจ้าพระยา”

    ตอนนี้ปลาชะตาขาด มาถึงแล้ว ทุ่นเบ็ดไม้ก๊อก เริ่มมีการเคลื่อนไหวนิดๆ แล้ว อิอิ

    “ลุงไม่แน่ใจ ว่ามันยังคงสภาพเป็นบ้านอยู่หรือเปล่า ถ้าเอกสนใจจะลองไปดูก็ได้นะ”

    เหลือบไปมองหลานชายนิดหนึ่ง ก่อนจะพรุ่งความสนไปที่คันเบ็ด
    ตอนนี้สายเบ็ดตึงเปรียะ ขณะที่ทุ่นเองก็จมหายลงไปในน้ำ


    “ครับลุง ผมสนใจ....จะไปดู”

    เอก รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ขณะที่ลุงของเขากำลังเย่อกับปลา อย่างตื่นเต้น
    แต่คันเบ็ดของเขากับว่างเปล่า เหมือนเขาตอนนี้ ปลาลำเอียงหรือเปล่าว่ะ
    เบ็ดของเราไม่ยอมมากินเลยเด้อ ปลาบ้าเอ้ย เอกบ่นในใจ…บ่หมานเล้ย กรู นี่แหมะ ...


    “ตอนนี้ผมโสด อีกครั้งแล้ว จึงอยากไปให้พ้นจากตรงนี้ครับ ลุง”

    น้ำเสียงเอกราบเรียบแผ่วเบา แต่ลุงก็ได้ยินชัดเจน

    ธงเองเข้าใจความรู้สึกของหลานชายดี คนที่ชีวิตคู่ล้มเหลวไม่เป็นท่า
    คงดี หากสามารถหนีปัญหาที่กองอยู่ตรงหน้าไปได้ ไปไกลเท่าไหร่ยิ่งดี

    ธงไม่เคยถาม ว่าทำไม เอกกับนรี ถึงเลิกกัน และเขาก็ไม่อยากรู้ ไม่อยากเข้าใจ

    เอกเป็น หลานที่ธงเห็นมาแต่เล็กแต่น้อย ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย
    เขารู้จักหลานดี แต่พอหลานชายแต่งงาน เขาก็ถอยออกมาเป็นผู้ดูอยู่ห่างๆ คนไม่มีครอบครัวอย่างเขา
    เข้าใจเรื่องชีวิตคู่ได้ไม่ดีเท่าไหร่ พอชีวิตคู่ของหลานพังทลาย เขาก็ช่วยเท่าที่ลุงคนหนึ่งจะช่วยได้
    ความรักเป็นเรื่องโหดร้ายสำหรับธง ตั้งแต่เขาเห็นเรื่องเศร้าครานั้น...

    “บ้านอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงคลองสาน เจริญนคร ไปเห็นแล้วเป็นไงโทรมาบอกด้วย”

    “แล้ว กุญแจ บ้านหล่ะ มีบ่” เอกพูดยิ้มๆ ลุงใจดีกับเขาเสมอ

    “บ่มีโว้ย แกไม่เข้าใจคำว่าบ้านร้างหรือไงว่ะ บักเอก เหยยยยยยยยย..”

    ธงพูดกับหลานเสียงเข้ม เพราะปลาตะเพียนเพิ่งหลุดมือเขาไป จะได้อยู่แล้วเชียว

    “ลุงปล่อยมันร้างทำไม ทำไมลุงไม่ขายมันทิ้งไปหล่ะครับ บ้านในกรุงเทพใครก็รู้ว่ามันแพง”

    เอกถามด้วยความสงสัย และทำเป็นมองไม่เห็น ที่ลุงทำปลาตะเพียนหลุดมือ อิอิ สมน้ำหน้า ตกได้อยู่คนเดียว


    “ไม่มีอะไรหรอก ลุงแค่อยากปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น....แค่เท่ห์ๆ นะ คนรวยแกเข้าใจไหมเอก หึ หึ ”

    “ผมเข้าใจครับ ว่าลุงนะ รวยแต่เขือ อิอิ”


    ***********************

    ชีวิตคู่เป็นอะไรที่แปลก คุณว่าไหม คล้ายๆ กับการเล่นหมากรุก ก็ไม่ปาน
    เบี้ยทุกตัว หมากทุกตา ที่เดินบนกระดาน ล้วนมีความสำคัญเสมอ
    หากคุณพลาดตาใดตาหนึ่ง ถึงจะเป็นเพียงเบี้ยเล็กๆ ก็ตาม
    มันอาจทำให้เกมของคุณล่มก็ได้

    การจัดงานแต่งงานที่เลิศหรู ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ได้เป็นการรับประกันว่า ชีวิตคู่ของทั้งคู่
    จะราบรื่นเลิศหรูเหมือนพิธีแต่งเสมอไป แต่หลายคู่ ที่อยู่ด้วยกันเพราะความเข้าใจ ไม่มีงานแต่ง
    ไม่ได้แม้แต่จดทะเบียนด้วยซ้ำ แต่ชีวิตคู่ของพวกเขาก็ยืนยาว

    แต่ชีวิตคู่ของ นรี กับ เอก เล่า....สามปีจะเรียกว่านานได้ไหม ใครเล่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้
    นอกจากเขาสองคน น่าเศร้า ความรักที่เริ่มจากความเข้าอกเข้าใจ แต่อยู่ด้วยกันได้เพียงสามปี

    อาจบางทีเป็นเพราะทั้งคู่.....ต่างกันมากเกินไป


    ****************************************

    ใครบ้างจะรู้ว่าใจเรา กำลังคิดอะไร

    ใครเล่าจะเข้าใจ ความเศร้า ในใจเรา

    ถึงแม้ไม่มีใครบนโลกนี้ ขอเพียงแค่มีเขา

    แต่ความรักของเรา ก็มีเขาแค่สามปี

    ตลกสิ้นดี นี่เหรอ คือสิ่งที่เรามองหามาตลอดชีวิต


    ***********************************

    นรี รู้ดี ตั้งแต่วันที่เธอตัดสินใจเลิกกับเอกแล้ว
    เธอคงต้องเจ็บปวด สำหรับคนที่ไช้ชีวิตร่วมกันมาตั้งสามปี
    ยังไม่รวมก่อนหน้านั้นที่คบกัน พอเลิกกัน มันก็คิดถึงกันบ้าง เป็นธรรมดา

    แต่ นัยนา ช่วยเธอได้มากเหมือนกัน อาจเป็นเพราะเป็นม่ายเหมือนกันมั้ง
    เลยเข้าใจกันกันดี ทั้งๆ ที่ทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่สนิทกันเท่านี้มาก่อน

    นัยนา เป็นคนน่ารัก แต่โชคไม่ดี สุธี เป็นคนเจ้าชู้ นรียังรู้สึกเสียดาย นัยนา แทนสุธีเลย
    แต่ นัยนา ผิดกับเธอ นรี เธอเป็นคนลุยๆ เหมือนผู้ชาย เอกมารักเธอได้ไงก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่เขา
    เป็นคนเรียบร้อย หงิมๆ ไม่เข้ากับเธอสักอย่าง อาจบางที คงเป็นเพราะเขาเข้ามาถูกช่วงจังหวะเวลา
    ในตอนที่ ชีวิตของเธอ เบื่อความจำเจ ซ้ำซาก เธอต้องการความแตกต่างให้กับชีวิต..นั่นก็คือ เอก


    “รี แกยิ้มอะไรว่ะ เรากำลังดูหนังเศร้าอยู่นะเว้ย หนังเศร้าชิบ...แกยิ้มได้ไงว่ะ คริ คริ”

    นัยนา อดแปลกใจ นรี ไม่ได้ ดูหนังอยู่ดีดี ก็ยิ้ม ความจริงมีหลายเรื่องที่เธอแปลกใจเพื่อนสาวคนนี้
    ตอนที่เธอเลิกกับ สุธี เธอร้องไห้ แทบเป็นแทบตาย เห็นอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้คิดถึงเขาทุกที

    แต่ นรี กลับไม่เหมือนเธอ ตั้งแต่เลิกกับเอก นรี ก็ทำตัวเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    อาจบางที นรี เธอเป็นคนชอบสนุกสนาน เฮฮา มั้ง ตรงข้ามกับเอก เป็นคนเงียบๆ ไม่เข้าสังคม
    ยิ่งเอกมีอาชีพ เป็นนักเขียนด้วยแล้ว ภาพความต่างของทั้งคู่ยิ่งเห็นชัดเจน

    ไม่มีใครแปลกใจที่วันนี้ ทั้งคู่ไปด้วยกันไม่ได้ เพราะต่างกันมากเกินไป
    แต่ นรี น่าจะเสียใจบ้าง
    ไม่น่า เฉยชาขนาดนี้เหมือนคนไม่มีหัวใจ

    “นรี พรุ่งนี้เราไปไหว้พระเก้าวัดกันไหม...?”

    "หา..นา..แกว่าอะไรนะ??"

    “เออ...ไป ดิ”


    ********************************************

  4. #4
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ โชติ
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    ที่อยู่
    bbk
    กระทู้
    786

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    ในม่านหมอก

    บทที่ 2

    ฮัลโล ลุงครับ ผม เอก นะครับ

    เออ ว่าไง เอก”

    ตอนนี้ผมอยู่หน้าบ้านริมน้ำแล้วนะครับ...โคตะระ หายากเลยลุง

    เออ เออ ว่าไง เอก บ้านเป็นไงบ้าง แกแน่ใจนะว่าเป็นบ้านลุง ไม่ใช่บ้านคนอื่นเขา ดูดีๆ เด้อ

    โอย น้อ ลุงเชื่อใจได้เลย ผมเช็ค เรียบร้อย ทั้งบ้านเลขที่ ทั้งถนน ทั้งซอย ทุกอย่าง เป๊ะ เป๊ะ
    แต่เท่าที่สังเกต สภาพไม่เหมือนบ้านเลยครับลุง รั้วก็พัง ทุกอย่างรก และเละ...สุด สุด เลยครับ
    เออ...มีถุงยางอนามัยเ่ก่าที่ใช้แล้ว และกระป๋องกาว สามเค ด้วยครับลุง......
    เดี๋ยวผมเข้าไปข้างในก่อนนะครับ


    เมื่อได้ฟังหลานชายพูด ธงรู้สึกสะท้อนใจ นี่เขาทำอะไรลงไป

    ฝ้าเพดาน ก็พังลงมาครับลุง บันได ก็ต้องทำใหม่ หากต้องซ่อมบ้านหลังนี้ ผมกะดูแล้ว คงหลายตังค์แน่เลย

    เอกบอกลุงด้วยความอ่อนใจ เขาคงหมดหวังที่จะอยู่บ้านหลังนี้ซะแล้ว
    อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล เพื่อจะมาดูซากของบ้านหลังนี้ แต่ที่ดินและทำเลของบ้านหลังนี้ สวยมาก

    ........................................

    ไม่เป็นไร ซ่อมเลย เอกไปหาช่าง หรือ บริษัทรับซ่อมบ้านนะ
    ตกลงราคาให้เรียบร้อย แล้วโทรมาบอกลุง


    หา อะไรนะ ลุงจะซ่อมบ้านหลังนี้เหรอครับ...”

    ลุงตัดสินใจแล้ว ว่าจะซ่อม แต่มีข้อแม้....


    ***********************************

    เอก วางสายไปแล้ว
    ลุงธง ยังนั่งอยู่ริมบ่อปลา หลังบ้านอย่างเงียบงัน นั่งเฉยๆ วันนี้ไม่ตกปลา

    กี่ปีแล้วนะ ที่เขาพยามลืมเลือน หรือแกล้งทำเป็นลืมเลือนบ้านหลังนั้นไป
    แต่ตอนนี้เขากลับมาทุ่มเงินเพื่อ บูรณะมันขึ้นมา คนเรามันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ


    ***********************************************

    หนึ่งเดือนเต็มๆ ที่ทีมงานช่างคุณภาพ ของ บริษัทรับซ่อมบ้านมีชื่อ
    เนรมิตบ้านริมน้ำขึ้นมาใหม่ เมื่อธงมาเห็นแล้ว เขายอมรับว่าใกล้เคียงของเดิมมาก
    ความจริงมันก็สมควรอยู่หรอก เมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่เขาต้องจ่ายไปสำหรับงานนี้

    ตลกจัง เมื่อเราย้อนกลับมายืน อยู่ตรงที่ เราหันหลังจากไป อีกครั้ง
    ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามวันเวลา แม้แต่ตัวเรา จากวัยเยาว์ ตอนนี้ผมเผ้าก็เริ่มมีขาวแซม


    เป็นไงครับ ลุง ถูกใจไหมครับ ไม่น่าเชื่อว่าบ้านหลังนี้เคยร้างมาก่อน

    ธงแค่ยิ้มตอบรับ คำถามของหลานชาย บ้านหลังนี้มันมีความหมายสำหรับเขามากกว่าคำว่าบ้าน...ไม่มีเหตุผลที่เขาต้องอธิบาย

    ผมให้ช่างเขา ทำท่าน้ำขึ้นมาใหม่ด้วยครับ ตอนเย็นๆ เราจะได้มานั่งมองเรือแล่นผ่านไปมาได้....เห็นไหมครับ ลุง เจ๋งมากเลย

    ไม่มีคำตอบจากลุงของเขา แต่ เอก ก็ไม่ได้ใส่ใจ ปกติ ลุง ของเขาก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว
    บทจะไม่พูด ต่อให้ชวนพูด ชวนคุยยังไงแกก็เฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

    คืนนี้เป็นคืนแรกสินะ ที่เอกจะได้นอนที่บ้านหลังนี้ กับลุงของเขา



    ***********************************************

    ผู้หญิง มักจะจดจำความรักครั้งแรกของตัวเองได้ดีเสมอ
    ส่วน ผู้ชายเลือกที่จะจดจำความรักในปัจจุบันมากกว่า

    แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงจริงจัง หรือจริงใจ ในความรักมากกว่าผู้ชาย
    มีผู้หญิง มากมาย ใช้เสน่ห์ ความงาม ของร่างกาย ไปในทางเสื่อมเสียต่อตัวเอง

    ในขณะเดียวกัน ผู้ชายเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าผู้หญิงเลย ก็พอๆ กัน
    บางที น่าจะเรียกว่า เรื่องของ ปัจเจกชน มากกว่า

    ไม่มีสูตรตายตัว สำหรับคน ไม่มีอะไรแน่นอน สำหรับสิ่งมีชีวิต บนโลก


    ************************

    ตอนนี้หม้ายสาว พราวเสน่ห์ อย่าง นรี เธอไม่เคยเหงาเลย หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่
    ต่างแวะเวียนมาแจกขนมจีบให้เธอ อยู่ไม่ขาด นรี เองก็รู้ดีว่า แต่ละคนที่แวะเวียนเข้ามา
    พวกเขาต้องการอะไร ดอกไม้สีสวย แถมมีกลิ่นหอม ย่อมดึงดูดแมลงเป็นธรรมดา

    แต่ใครจะรู้ว่า ในก้นบึ้งหัวใจเธอ กำลังคิดอะไร......

    ทุกคนที่เข้ามาล้วนมีโอกาส สำหรับตัวเขาเอง เธอเปิดโอกาสให้กับทุกคน
    นั่นก็แสดงว่า เธอเติบโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก การให้โอกาสคนอื่น ก็คือการให้โอกาสตัวเอง

  5. #5
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ ใบไม้สีชมพู
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    3,025

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    อยากรู้แท้ๆจ้าว่ามีข้อแม้อีหยังน้อ

  6. #6
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ โชติ
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    ที่อยู่
    bbk
    กระทู้
    786

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    Re: +..ในม่านหมอก..+ กระทู้ต้นฉบับโดยคุณ ใบไม้สีชมพู Re: +..ในม่านหมอก..+
    อยากรู้แท้ๆจ้าว่ามีข้อแม้อีหยังน้อ
    มีข้อแม้ว่า.......
    คุณใบไม้ ต้องแวะมา ให้กำลังใจ คนเขียนเรื่อยๆ ก่อนที่คนเขียนจะหมดกำลังใจ อิอิ

  7. #7
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สัญลักษณ์ของ ใบไม้สีชมพู
    วันที่สมัคร
    Jun 2006
    กระทู้
    3,025

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    เป็นกำลังใจมีให้อยู่เสมอค่ะ เขียนต่อไปค่ะ สู้ๆ ^_^

  8. #8
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ โชติ
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    ที่อยู่
    bbk
    กระทู้
    786

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    ในม่านหมอก
    บทที่ 3

    อากาศวันนี้ร้อนพิลึกพิลั่น แม้ว่าเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่หน้าร้อน เท่านั้นเอง

    ป้าพิมกำลังง่วนอยู่กับการตำส้มตำอย่างขมักเขม่น มีลูกค้ารอคิว ซื้อส้มตำ สองสามราย
    ตอนนี้ยังไม่เที่ยง กลุ่มลูกค้า คนงานในโรงงาน ยังไม่เบรก ป้าจึงยังไม่ยุ่งเท่าไหร่ แต่ก็ขายได้เรื่อยๆ

    ส่วนลุงชัย ผัวแกก็ช่วย จัดผักบุ้ง กะหล่ำปลีหั่น ใส่ถุงรอ พอป้าพิมตำเสร็จ ก็ใส่ถุงพลาสติก
    เท่านั้น นอกนั้นจะตกเป็นหน้าที่ของลุงชัย ส่งของให้ลูกค้า และเก็บตังค์

    ในซอยนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าส้มตำป้าพิม อร่อยที่สุด แกไม่เคยหวงเครื่อง ไก่ย่าง และซุปหน่อไม้ รสชาติก็โอเค
    ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ สำหรับคนจนๆ ในเมืองใหญ่ รสชาด ก็ใช้ใด้สำหรับคนมีตังค์ ที่ยังพิสมัยอาหารริมทาง

    รพี สาวสวย ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าประจำของป้าพิม เธอชอบกินไก่ย่าง ส้มตำ เธอกินทุกวัน จนเป็นความเคยชิน
    เธอเป็นเมียเก็บ นานๆ เสี่ยไพทูรย์ จะแวะมาที เดือนละครั้ง สองครั้ง นั่น รพี เองก็ไม่ได้ยี่หระอะไร
    สำหรับเมียเก็บอย่างเธอที่ต้องการคือเงินเท่านั้น เธอรู้ดีในวันที่หิวโหย ไม่เคยมีใครมาทนหิวแทนเรา เรื่องราวง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร จากเด็กผู้หญิงบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่ง ที่วันนี้กลายเป็นสาวสวยกร้านโลก ในเมืองใหญ่
    เธอเชื่อเสมอว่าการเป็นเป็นเมียเก็บนั้นมันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง... คล้ายกับป้าพิมที่ขายส้มตำ แต่สินค้าของเธอร่างกาย

    สีนวล เองก็อาศัยอยุ่ในซอยนี้เช่นกัน แต่เธอไม่ค่อยกินส้มตำของ ป้าพิม บ่อยเท่าไหร่ เพราะมันแพงเกินไปสำหรับเธอ
    คนที่มีอาชีพ เก็บของเก่าขายอย่างเธอ เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่าเสมอ เพราะมันคือเงินที่เธอต้องเอาไปปรนเปรอ
    บุญส่ง ผัวขี้เหล้า ติดยา และล้มเหลวในชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบของเธอ

    เธอรู้ดีว่า บุญส่ง นั้น เพียงเกาะเธอกินไปวันๆ และเธอนั้นก็เต็มใจให้เขาเกาะ เพราะเขาคือคนเดียว
    ที่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งญาติ ในโลกนี้ของเธอ เขาอาจจะเป็นคนไม่ดี ขี้แพ้ ไร้น้ำยา แต่เขาก็เป็นคนเดียวที่เห็นค่าของเธอ

    ก่อนหน้านี้ เธอกับบุญส่ง เคยอาศัยบ้านร้าง ท้ายซอย ติดกับแม่น้ำ เป็นวิมานรักของทั้งสอง ก่อนที่เจ้าของเขาจะกลับมาอยู่
    ตอนนี้เธอกับบุญส่ง จึงไปอยู่เพิงหมาแหงนหลังเดิม ใกล้ๆ กับ โรงทอผ้าประณีต การ์เมนต์

    ********************************

    “ป้า ตำปูปลาร้า ครกหนึ่ง ซุปหน่อไม้นำ ข้าวเหนียวยี่สิบบาท”

    ป้าพิมที่กำลังนั่งซอยมะละกออยู่ แกลุกขึ้นยืนอัตโนมัติ

    “เอาเผ็ดไหมค่ะคุณ”
    “กลางๆ ครับ”
    ......................
    “เอาน่องไก่ด้วย ปลาดุกย่างนำ”
    สำเนียงไทย ปนลาวป้าพิมแกฟังออร์เดอ และก็ตำส้มตำไปด้วย ส่วนสายตาก็ลอบสังเกต ลุกค้าไปด้วย
    ไม่เคยเห็นหน้านี่หว่า แกคิดในใจ สงสัย เป็นเด็กโรงงานเย็บผ้า คนใหม่ เพราะหน้าโรงงาน
    มีป้ายรับสมัครงานแผ่นใหญ่ติดอยู่


    ประณีต การ์เมนต์
    รับสมัครคนงานหลายตำแหน่ง
    อายุ 18 – 32 ปี ช ญ
    ผู้ชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหาร
    มีประสบการณ์พิจารณาเป็นพิเศษ


    สำหรับชีวิตในเมืองหลวง การพบเจอคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องแปลก
    ทุกคนมีโอกาสเจอคนไม่รู้จัก ได้ทุกวัน ความสัมพันธ์ แบบห่างเหิน เป็นเรื่องธรรมดา

    “เพิ่งย้ายมาอยู่เหรอค่ะ คุณ ทำงานที่ ประณีตกาเมนต์ หรือเปล่า”
    ป้าพิม ชวนลูกค้าคุย และเก็บข้อมูลไปด้วย เผื่อจะเป็นลูกค้าประจำ

    “ครับ เพิ่งย้ายมาอยู่ แต่ยังไม่ได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกครับ ป้า”
    “อ้าว เหรอ แล้วพ่อหนุ่มอาศัยอยู่ที่ไหนเหรอ”
    “ท้ายซอยครับ ผมอยู่กับลุง สองคน” เขาตอบยิ้มๆ
    “บ้านที่ปรับปรุงใหม่นั่นเหรอ....แล้วอยู่สบายดีไหม....หลับดีไหม”
    “ก็ดีนี่ครับ กลางคืนอากาศริมแม่น้ำ เย็นสบายดี ป้าถามแปลกจัง”
    “เปล่า ป้าก็ชวนคุยไปงั้นแหละ....นี่จ๊ะได้แล้ว”

    *************

    สองลุงหลาน พอทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว จึงออกมานั่งรับลมเย็น ตรงท่าน้ำ หลังบ้าน
    คงเป็นการดี หากเอกจะได้รับรู้ประวัติ ของบ้านจากปากลุงของเขา


    “ลุงครับ ลุงได้บ้านหลังนี้มายังไงครับ.....”

    ภาพเรือข้ามฝาก จากท่าคลองสาน ไป ท่าสี่พระยา ภาพยังคงเหมือนเดิม
    เหมือนหลายสิบปีก่อน แต่ตอนนั้นคนที่นั่งประจำตรงนี้ไม่ใช่เขา
    เงาของคนและสถานที่ สิ่งที่ไม่สามารถลบเลือนได้ง่ายเลย...
    คล้ายๆกับความทรงจำของคนเราที่มีต่อเรื่องราว หลายๆอย่าง


    “ลุงเคยเป็นลูกจ้าง ของที่นี่ หลายปี ตั้งแต่ที่เจ้าของบ้านเริ่มทำธุรกิจ ขายต้นไม้ใหม่ๆ ตอนนั้นลุงเข้ากรุงมา ครั้งแรก
    ตั้งใจจะมาหางานทำ แต่โชคไม่ดีโดนล้วงกระเป๋า ไม่มีที่ไป กลับบ้านก็ไม่ได้
    ดีที่ คุณ พงษ์ฑัต เจ้าของบ้านหลังนี้ ไปเห็นลุงเข้าที่หัวลำโพง เขาแวะมาหาชาเย็นกิน เลยพบลุง
    เขาสงสาร เลยพาลุงมาทำงานด้วย ตอนนั้นแกอยู่คนเดียว ทำงานคนเดียว ลุงก็มาช่วยเป็นไม้เป็นมือให้แก
    จนธุรกิจเริ่มรุ่งเรืองขึ้นมา เพราะเศรษฐกิจกำลังดี จากที่มีเรือนเพาะชำแค่หลังเดียว ก็ขยายเพิ่มเป็นสองหลัง
    ตอนนี้เหลือเพียงเค้าโครงของโรงเรือน แกก็คงเห็น ......
    เจ้านายลุง แกเป็นคนเก็บตัว ไม่ยุ่งกับใคร ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับงาน หรือต้นใม้ แต่แกเห็นลุงเป็นน้องชายคนหนึ่ง แกเองไม่มีญาติที่ไหน พอแกเสียชีวิตลง จึงได้มอบบ้านหลังนี้ให้ลุง”


    พอพูดถึงตรงนี้ ลุงธง ก็รู้สึกน้ำตาคลอ ภาพของคุณ พงษ์ฑัต ผู้เดียวดาย กับ คุณ อมิตาดา ผู้อาภัพ ยังชัดเจนในใจแกเสมอ
    พวกเขาคือคนสองคน ที่หลงอยู่ในม่านหมอกสีเทาู ม่านหมอกแห่งน้ำตา แม้ภาพจะพร่ามัวไปเพราะสายหมอก แต่หัวใจของพวกเขากกับใสกระจ่าง ดั่งดวงจันทร์กลางสายน้ำ ในคืนวันเพ็ญ


    “ลุงครับบ้านหลังนี้ กุหลาบเยอะนะครับ”
    “ใช่ กุหลาบเยอะมาก เพราะกุหลาบเป็นต้นไม้ที่ขายดี ในสมัยนั้น...”

  9. #9
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,197
    บล็อก
    1

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    “ลุงปล่อยมันร้างทำไม ทำไมลุงไม่ขายมันทิ้งไปหล่ะครับ บ้านในกรุงเทพใครก็รู้ว่ามันแพง”

    เอกถามด้วยความสงสัย และทำเป็นมองไม่เห็น ที่ลุงทำปลาตะเพียนหลุดมือ อิอิ สมน้ำหน้า ตกได้อยู่คนเดียว


    “ไม่มีอะไรหรอก ลุงแค่อยากปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น....แค่เท่ห์ๆ นะ คนรวยแกเข้าใจไหมเอก หึ หึ ”

    “ผมเข้าใจครับ ว่าลุงนะ รวยแต่เขือ อิอิ”


    Re: +..ในม่านหมอก..+


    ถามว่า.......ทำไมเอกจึงรู้ว่าคุณลุงคนนั้นรวยแต่เขือ.....

  10. #10
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ sompoi
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    ที่อยู่
    japan
    กระทู้
    6,363
    บล็อก
    23

    Re: +..ในม่านหมอก..+

    ยังไม่ได้อ่านทั้งหมด แต่แวะมาให้กำลังใจก่อนนะคะโชติ เดวมาร่วมเม้นท์ทีหลังจ้ะ..

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •