แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายสัญชาติ



ข้อเท็จจริงที่นานารัฐใช้กำหนดการให้สัญชาติ



ข้อเท็จจริงที่นานารัฐใช้กำหนดการให้สัญชาติ




สัญชาติ(nationality)
เป็นความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างเอกชนกับรัฐ ในลักษณะที่เอกชนนั้นตกอยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐที่ตนมีสัญชาติ(national state) ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศได้รับรองว่า การที่บุคคลมีสัญชาติรัฐถือเป็นจุดเกาะเกี่ยวที่รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของรัฐเหนือตัวบุคคลนั้นได้ โดยรัฐสามารถใช้อำนาจได้ทั้งในทางนิติบัญญัติ(legislative)คือการออกกฎหมายมาบังคับใช้แก่บุคคล หรือในทางบริหาร(executive)หรือตุลาการ(judicial)คือการใช้บังคับกฎหมายกับบุคคล นอกจากนี้ สัญชาติของบุคคลยังมีความสำคัญในเรื่องการให้ความคุ้มครองทางทูต(diplomatic protection)ซึ่งก็คือ สิทธิของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะให้ความคุ้มครองแก่คนชาติของตนในกรณีที่คนชาติของตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของรัฐอื่น

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว เป็นที่ยอมรับกันว่า การออกกฎหมายว่าด้วยสัญชาติซึ่งประกอบด้วยกฎเกณฑ์ว่าด้วยการได้สัญชาติ การเสียสัญชาติและการได้กลับคืนสัญชาตินั้น เป็นอำนาจภายในของรัฐโดยแท้ ดังนั้น รัฐแต่ละรัฐจึงมีเสรีภาพในการกำหนดการได้สัญชาติและการเสียสัญชาติของรัฐตน โดยกฎหมายระหว่างประเทศไม่มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้รัฐต้องใช้ข้อเท็จจริงใดในการกำหนดเรื่องสัญชาติของตน

แต่อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติแล้ว รัฐต่างๆมักยอมรับข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ ในการกำหนดการได้มาซึ่งสัญชาติของรัฐตน

1.การสืบสายโลหิตจากผู้มีสัญชาติของรัฐ

เป็นที่ยอมรับกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่า หลักสืบสายโลหิต เป็นข้อเท็จจริงที่ใช้ในการกำหนดสัญชาติ

2.การเกิดในดินแดนของรัฐ
ด้วยแนวคิดที่ว่า รัฐสมัยใหม่มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตนอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การเกิดในดินแดนของรัฐย่อมอาจทำให้บุคคลได้สัญชาติตามหลักดินแดนได้ นอกจากนี้ คำว่า"ดินแดน"ยังรวมไปถึงการเกิดในอากาศยานหรือเรือที่มีสัญชาติของรัฐนั้นๆด้วย

อย่างไรก็ตาม การได้สัญชาติโดยหลักดินแดน ก็มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่นานารัฐยอมรับ กล่าวคือ บุตรของผู้ที่ได้รับความคุ้มกันทางทูต(diplomatic immunity) คือ บุตรของทูต กงสุล หรือเจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศ หากเกิดในดินแดนที่บิดาหรือมารดามีสถานะเป็นผู้มีความคุ้มกันทางทูต ก็ไม่ได้สัญชาติของรัฐนั้นโดยหลักดินแดน

3.การมีภูมิลำเนาถาวรอยู่ในรัฐผู้ให้สัญชาติ
หลายๆรัฐ ยอมรับในการให้สัญชาติแก่บุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนของรัฐ กล่าวคือ บุคคลผู้นั้นต้องมีเจตนาจะตั้งถิ่นฐานรกรากอยู่ในดินแดนของรัฐนั้น

4.การมีสถานภาพเป็นบุคคลในครอบครัวกับผู้มีสัญชาติของรัฐผู้ให้สัญชาติ
ในกฎหมายสัญชาติของหลายๆประเทศ ก็ยอมรับการให้สถานภาพแก่บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีสถานภาพในทางครอบครัวกับผู้มีสัญชาติของรัฐ ในกรณีดังนี้

ก.) รัฐอาจจะกำหนดให้สัญชาติแก่บุตรของบุคคลผู้มีสัญชาติของตน ซึ่งเป็นกรณีการได้สัญชาติโดยหลักสืบสายโลหิตภายหลังการเกิด

ข.) รัฐอาจจะกำหนดให้สัญชาติแก่บุตรบุญธรรมของบุคคลผู้มีสัญชาติของตน

ค.) รัฐอาจจะกำหนดให้สัญชาติแก่คู่สมรสของบุคคลผู้มีสัญชาติของรัฐตน

เหตุผลที่รัฐยอมรับข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น ก็เพราะรัฐต่างๆได้ยอมรับแนวคิดว่าด้วยความเป็นเอกภาพของครอบครัว(The Principle of Family Unity)ซึ่งมีแนวคิดที่ว่า คนในครอบครัวเดียวกันย่อมควรจะมีสัญชาติเดียวกัน ดังนั้น รัฐจึงต้องยอมรับให้คนในครอบครัวมีสัญชาติตามหัวหน้าครอบครัว กล่าวคือ ตามผู้เป็นบิดาหรือสามีนั่นเอง ในกรณีที่ไม่มีบิดาก็ถือตามมารดาก็ได้
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน แนวคิดว่าด้วยความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อกฎหมายสัญชาติ จึงมีผลทำให้กฎหมายสัญชาติสมัยใหม่ จะไม่กำหนดให้หญิงได้สัญชาติของสามีโดยอัตโนมัติ หรือ ไม่ถือว่าการสมรสกับชายต่างด้าวเป็นการสละสัญชาติ เป็นต้น

5.การเป็นข้าราชการในรัฐผู้ให้สัญชาติ

6.การแสดงเจตนาแปลงสัญชาติ




ข้อเท็จจริงที่นานารัฐใช้กำหนดการให้สัญชาติ




[fm]http://www.hotlinkfiles.com/files/2155571_wszno/ThonkumsabanNoo[/fm]