ไขมันพอก‘คอ’เสี่ยงโรคหัวใจ



นักวิจัยสหรัฐระบุตรวจวัดไขมันบริเวณคออาจช่วยทำนายความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้เหมือนตรวจวัดไขมันรอบเอว พบขนาดรอบคอที่ใหญ่ขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

ทีมนักวิจัยของ the Framingham Heart Study ในสหรัฐเปิดเผยในที่ประชุมสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐ (AHA) ว่าการตรวจวัดไขมันที่พอกบริเวณคอของแต่ละคนอาจเป็นดัชนีบอกความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจได้เหมือนกับการวัดไขมันบริเวณรอบเอว เมื่อศึกษาพบว่าคนเอวบางร่างน้อยก็สามารถเสี่ยงเกิดปัญหาหัวใจเพิ่มขึ้นได้หากมีไขมันพอกที่คอ

ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าววัดจากระดับโคเลสเตอรอลชนิดดีที่ปรับลดลง (high-density lipoprotein-HDL) หรือระดับกลูโคสในเลือดที่เพิ่มขึ้น นับเป็นอีกการศึกษาหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสุขภาพของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีไขมันชนิดใด อ้วนอย่างไรเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ไขมันไปอยู่ด้วยเช่นกัน

ในการศึกษาเกี่ยวข้องกับผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุเฉลี่ย 51 ปี จำนวนมากกว่า 3,300 คน โดยผู้ชายมีรอบคอเฉลี่ย 40.5 เซนติเมตร ส่วนผู้หญิงเฉลี่ย 34.2 เซนติเมตร นักวิจัยพบว่าขนาดของรอบคอที่ใหญ่ขึ้นอาจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นักวิจัยพบว่ารอบคอที่ขยายเพิ่มขึ้นทุก 3 เซนติเมตร จะมีปริมาณเอชดีแอลในเลือดน้อยลง 2.2 มิลลิกรัมหรือ mg/dl ส่วนของผู้หญิงเอชดีแอลจะลดลง 2.7 mg/dl โดยผู้ชายที่รอบคอมีเอชดีแอลต่ำกว่า 40 mg/dl และผู้หญิงต่ำกว่า 50 mg/dl มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งโคเลสเตอรอลชนิดดีมีหน้าที่นำโคเลสเตอรอลออกจากเซลล์และกลับไปที่ตับเพื่อไปย่อยสลาย

ขณะเดียวกันในการศึกษาไม่พบว่าขนาดของรอบคอมีผลทำให้ระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว (low density lipoprotein-LDL) เปลี่ยนแปลง แต่พบว่ามีผลต่อระดับกลูโคสในเลือด ซึ่งรอบคอที่ขยายใหญ่ขึ้นทุก 3 เซนติเมตรของผู้ชายจะมีปริมาณกลูโคสเพิ่มขึ้น 3.0 mg/dl และ 2.1 mg/dl สำหรับผู้หญิง ซึ่งระดับกลูโคสในเลือดปรกติจะต้องต่ำกว่า 100 mg/dl หากสูงกว่านี้เชื่อว่าจะทำให้หัวใจมีปัญหาตามมาได้

นักวิจัยเชื่อว่าไขมันที่คออาจเป็นตัวชี้วัดปริมาณไขมันของร่างกายส่วนบนที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ เช่น ไขมันที่พอกอยู่ที่ตับและหัวใจ เป็นต้น ดังนั้น แม้ว่ารูปร่างภายในไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นคนอ้วน แต่ข้างในอาจมีไขมันสะสมอยู่ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายร่วมกับการเปลี่ยนแปลงอาหารที่บริโภคประจำวัน