ปรัชญาของ‘ชินอิชิ ซูซูกิ’



ชินอิชิ ซูซูกิ เกิดในครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตเครื่องดนตรี
ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนดนตรีที่เยอรมนีจนจบปริญญาเอก
และเก่งเรื่องไวโอลินมาก มีภรรยาเป็นคนเยอรมัน เป็นคู่หูดูคอนเสิร์ต
และเล่นไวโอลินของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดร. ชินอิชิ ซูซูกิ ตั้งสถาบันสอนดนตรีเด็กขึ้น
และแพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่น และอีกหลายๆประเทศทั่วโลก ทุกวันนี้การสอน
ไวโอลินแบบซูซูกิ หรือที่คนชอบเรียก “Suzuki Method”
ก็ยังเป็นที่นิยมกันอยู่ รวมทั้งในบ้านเราด้วย แม้ ดร.ซูซูกิจะเสียชีวิตไปนานแล้วก็ตาม


คนฟังเพลงชอบหลักคิดที่เขาใช้ในการพัฒนาเด็กให้มีความสามารถทางดนตรี
เพราะมันเป็นหลักของธรรมชาติ และมันสามารถนำมาใช้กับการพัฒนาเด็ก
ให้มีความสามารถในเรื่องอื่นๆได้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะดนตรีเท่านั้น


ดร.ซูซูกิเชื่อใน “พรแสวง” และปฏิเสธ “พรสวรรค์”


หากเราสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อ
การพัฒนาศักยภาพของเด็ก หากเรามีวิธีการสอนที่เหมาะกับสภาพของเด็ก
หากเราทำการสอนในช่วงเวลาที่เหมาะที่ควร แล้วทำไมเราจะสร้าง
ความเป็นเลิศให้เกิดขึ้นกับเด็กของเราไม่ได้ นี่คือความคิดหลักของเขา


และนี่คือความเชื่อที่เป็นกระแสหลักในศตวรรษที่ 21 และมีอิทธิพล
ต่อแวดวงการศึกษา แวดวงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างมาก
เพราะความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสมองมนุษย์ในยุคนี้มันให้คำตอบเช่นนี้


แต่ ดร.ซูซูกิใช้วิธีคิดเช่นนี้ในการสอนเด็กมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20
โดยที่ไม่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยธรรมชาติของสมองมนุษย์สนับสนุนเลย


แต่เขาใช้สิ่งที่เขาเห็นด้วยสายตาของเขาเองเป็นเครื่องนำทาง


ทำไมเด็กญี่ปุ่นทุกคนจึงพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ทั้งเด็กที่ฉลาดและไม่ฉลาด


ทำไมเด็กโอซาก้าจึงพูดญี่ปุ่นสำเนียงโอซาก้า ทำไมไม่พูดญี่ปุ่น
สำเนียงโตเกียวเหมือนเด็กโตเกียว


ทำไมเด็กที่เกิดและโตในโตเกียว พยายามเต็มที่ที่จะฝึกพูดสำเนียงโอซาก้า
แต่ยังไงมันก็ยังปร่าแปร่ง ไม่เพอร์เฟ็คเหมือนเด็กที่เกิดและโตในโอซาก้า


นี่คือคำถามที่เขาถามตัวเอง


และคำตอบที่เขาตอบตัวเองก็คือ เพราะเด็กเหล่านี้เกิดและเติบโตในสิ่งแวดล้อม
เช่นนั้น สิ่งแวดล้อมรอบตัวนั่นแหละคือสิ่งที่กำหนดให้เขาเป็นเช่นนั้น
มนุษย์เมื่อตอนแรกเกิดนั้นเขาเป็นลูกของพ่อแม่ แต่หลังจากนั้นเขา
จะเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรเขาจะเป็นอย่างนั้น


และจากคำตอบที่ให้กับตัวเองนี่เอง เขาจึงได้พัฒนา Suzuki Method ขึ้นมา
โดยหลักใหญ่ๆของมันคือ


-เด็กต้องได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีงาม สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้
เขามีพัฒนาการไปในทางที่ดี เราอยากให้เด็กเป็นอย่างไร
เราต้องสร้างสิ่งแวดล้อมแบบนั้นขึ้นมา


-เด็กต้องได้เรียนรู้ตามธรรมชาติของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน

-การเรียนรู้ของเด็กในช่วงแรกจะช้า แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งการเรียนรู้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

-การฝึกฝนจะช่วยตอกย้ำผลของการเรียนรู้

-ความสุขของเด็กในการเรียนรู้คือแรงเสริมให้การเรียนรู้มีพลังมากขึ้น

-ความรักความเมตตาของครูคือหัวใจของกระบวนการทั้งมวล


ปัจจุบันลูกศิษย์ของ ดร.ซูซูกิที่ถูกหล่อหลอมด้วยหลักการแบบนี้
หลายคนกลายเป็นนักไวโอลินระดับโลก วาทยกรชั้นแนวหน้าของโลก


หลักที่ ดร.ซูซูกิยึดถือในการออกแบบวิธีการสอนดนตรีให้กับเด็ก
สามารถนำมาใช้เป็นหลักในการออกแบบวิธีการสอนเรื่องอื่นๆได้
เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์


ประเด็นสำคัญและน่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับบ้านเรา หากนำเอาแนวคิดนี้มาใช้
(จริงๆเอามาใช้แล้ว) ก็คือข้อที่ว่า “เด็กต้องได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีงาม
สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เขามีพัฒนาการไปในทางที่ดี เ
ราอยากให้เด็กเป็นอย่างไร เราต้องสร้างสิ่งแวดล้อมแบบนั้นขึ้นมา”


เราต้องการให้เด็กรักการอ่านหนังสือ แล้วผู้ใหญ่อ่านหนังสือบ้างหรือไม่


เราต้องการให้เด็กคิดเป็นวิเคราะห์เป็น แล้วผู้ใหญ่ได้เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกคิด
ฝึกวิเคราะห์เองหรือยัง หรือเพียงแค่สั่งให้คิด


เราสอนให้เด็กยอมรับในความแตกต่างของคน แล้วผู้ใหญ่ฟังความคิดเห็น
ที่ต่างบ้างหรือไม่


และถ้าเราต้องการให้เด็กรู้รักสามัคคี แล้วผู้ใหญ่เลิกทะเลาะกันหรือยังคะ