กำลังแสดงผล 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4

หัวข้อ: เรื่องท้าวคำสอน : วรรณกรรมคำสอน

  1. #1
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ อิ่มอัมพร
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    ทุ่งครุ
    กระทู้
    267

    เรื่องท้าวคำสอน : วรรณกรรมคำสอน

    วรรณกรรมประเภทคำสอนเรื่อง ท้าวคำสอน

    นี้น่าจะประพันธ์มาจากคตินิยมของชาวท้องถิ่นอีสาน กล่าวคือประมวลความเชื่อเรื่องลักษณะสตรีเพศมาประพันธ์เป็นตำราวิชาการว่าด้วยลักษณะของสตรี ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ ทักษาพยากรณ์ (ตำราว่าด้วยการทายลักษณะสตรี) ต่างแต่ว่าเรื่องท้าวคำสอนนี้ไม่ได้เน้นลักษณะสตรีเพศอย่างเดียว กลับเน้นทางด้านความประพฤติและจริยธรรมด้วย ฉะนั้นจึงมีลักษณะคล้ายบทบัญญัติในการเลือกคู่ครองสำหรับชาย และเข้าใจว่าน่าจะเป็นตำราทางวิชาการของบุรุษเพศมาแต่โบราณ ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมา แต่ชาวอีสานจะยึดถือบทบัญยัติในเรื่องท้าวคำสอนนี้เพียงใดไม่ทราบ แต่เข้าใจว่าจะมีการเชื่อถือและยึดมั่นกันพอสมควร เอกสารใบลานฉบับนี้จึงค่อนข้างจะแพร่หลาย อีกประการหนึ่งความประณีตในการประพันธ์ของกวีก็มีส่วนให้เอกสารฉบับนี้แพร่หชลายเช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องท้าวคำสอนนี้สำนวนโวหาร และกระบวนการประพันธ์จัดอยู่ในขั้นดีเรื่องหนึ่ง

    เรื่องท้าวคำสอน : วรรณกรรมคำสอน

    ต้นฉบับ
    เดิมเป็นเอกสารใบลาน อยู่ ณ วัดใดไม่ปรากฏ ในคำนำบอกแต่เพียงว่ามีผู้นำมาถวายท่านเจ้าคุณอริยานุวัตร (อารีย์ เขมจารี) วัดมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้ชำระออกมาเป็นอักษรไทย และพิมพ์เผยแพร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ พิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรทองการพิมพ์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
    อายุความเก่าแก่ของเรื่องท้าวคำสอน จากการศึกษาเรื่องนี้แล้ว พบว่าน่าจะประพันธ์หลังเรื่อง กาละนับมื้อส้วยเพราะมีสำนวนในกาละนับมื้อส้วยปรากฏอยู่ในเรื่องนี้ ซึ่งในเรื่องกาละนับมื้อส้วยกล่าวถึงความวิปริตของบ้านเมืองในอนาคตว่า บัวเผื่อนจะไปเกิดอยู่กลางหนอง บัวทองไปเกิดที่หัวสวน บ้านเก่า ที่น้ำลึกกลับตื้น ที่น้ำตื้นกลับลึก ในเรื่องนี้ก็ได้กล่าวได้เช่นกัน ดังนี้

    บัวอี่แบ้สังไปเกิดกลางหนองแท้นอ
    บัวทองสังไปเกิดหัวสวนบ้านเก่า
    ที่เลิ้กมาเล่าตื้นสังไปโฮ่งแต่บ่อนเขิน เจ้าเอย
    (อี่แบ้-บัวเผื่อน สัง-ไฉน, ฉันใด เลิ้ก-ลึก, น้ำลึก โฮ่ง-น้ำล้น)


    เนื้อเรื่อง ท้าวคำสอนเป็นกำพร้าอาศัยอยู่กับพระมหาเถระ เมื่อเจริญวัยพระมหาเถระจึงสอนวิธีเลือกคู่ครอง ซึ่งท่านได้อรรถาธิบายถึงลักษณะหญิงประเภทต่างๆ ท้าวคำสอนก็ลาพระมหาเถระไปหาหญิงลักษณะดีเป็นคู่ครอง ในที่สุดก็พบนางปังคำ เป็นคนจนอยู่กระท่อม แต่มีลักษณะถูกตามโฉลกของหญิงดีเป็นเมียแก้ว ท้าวคำสอนเกี้ยวพาราสี ซึ่งตอนนี้เป็นตอนที่กวีได้แสดงฝีปากได้ดีมาก และในสำนวนเกี้ยวพาราสีกันนี้ ดูเหมือนว่าหนุ่มสาวชาวอีสานจดจำกันได้ดี และนำมาพูดจาเกี้ยวกัน สนทนากันอยู่เนื่อง ๆ ฉะนั้นถ้ารวบรวมสำนวนผญาที่หนุ่มสาวจ่ายผญากันนั้น จะเป็นสำนวนที่จดจำมาจากเรื่องท้าวคำสอนเป็นส่วนใหญ่

    จากการศึกษาเรื่องท้าวคำสอนนี้พบว่า ค่านิยมในการเลือกคู่ครองของชาวอีสานนั้นไม่เน้นเรื่องความงามเป็นหลักแต่กลับเน้นถึงลักษณะของสตรีที่เป็นสิริมงคล ถึงแม้ว่าความงามจะด้อยไปก็ตาม และลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเน้นสตรีที่มีใจบุญสุนทานไม่น้อยกว่าลักษณะอื่นๆ แสดงว่าค่านิยมในการเลือกคู่ครองของชายชาวอีสาน มุ่งที่จะได้คู่ครองที่เป็นภรรยาที่ดี คือเป็นเมียแก้วเมียขวัญ ซึ่งเป็นความปรารถนาของชายโดยทั่วไป และค่านิยมนี้ถึงแม้จะปฏิบัติไม่ได้ดังปรารถนานักก็ตามที แต่จากหลักเกณฑ์ในการเลือกคู่ครองนี้ ก็เป็นแนวคิดที่ดีในการสอนกุลบุตรกุลธิดาที่ยังไม่มีประสบการณ์เรื่องชีวิตคู่มากนัก ถ้าเราศึกษาดูความงามของสตรีในวรรณกรรมอีสานแล้ว ส่วนใหญ่จะมีแนวโน้มตามคตินิยมในเรื่องท้าวคำสอนอยู่โดยทั่วไป

    ตัวอย่าง

    ๑. ลักษณะหญิงที่เป็นสิริมงคล วรรณกรรมเรื่องท้าวคำสอนนี้ได้ชี้ให้เห็นค่านิยมของสังคมโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ลักษณะหญิงที่จะเป็นคู่ครองนั้นควรเป็นหญิงนำโชคมาสู่สามีและครอบครัว ใจบุญ ซื่อสัตย์ต่อสามี และเป็นแม่บ้านที่ดี ถ้าศึกษาโดยละเอียดจะเห็นว่าค่านิยมในการเลือกคู่ครองนี้ เน้นหนักในเรื่องการนำโชคลาภมาสู่สามี และทำให้สามีเจริญก้าวหน้ามากกว่าเรื่องนั้น ฉะนั้นลักษณะเช่นนี้จึงเป็นการทำนายตามทักษาพยากรณ์เท่านั้น ส่วนที่เน้นรองลงมา ได้แก่ หญิงใจบุญสุนทาน ซึ่งลักษณะเช่นนี้น่าจะสังเกตได้จากจริยาวัตรของหญิงนั้น ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการดูลักษณะสตรีตามเรื่องท้าวคำสอนนี้ก็ยังเป็นเรื่องความเชื่อมากกว่า เพราะจากการศึกษาแล้วเห็นว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องท้าวคำสอนนี้ เป็นเพียงความพยายามที่จะกำหนดรูปแบบสตรีโดยยึดลักษณะของสตรีมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นจริงเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตามเอกสารนี้ก็เป็นสิ่งที่จะชี้ให้เห็นแนวความคิด และคตินิยมว่าชาวอีสานนั้นไม่พึงในในสตรีงามมากนัก แต่กลับพึงในในสตรีที่คิดว่าเป็นผู้นำโชคลาภมาสู่สามีและครอบครัวเป็นอันดับแรกและที่รองลงมาคือสตรีที่ใจบุญ ซื่อสัตย์ต่อสามี และเป็นแม่บ้านแม่เรือน ตามลำดับ

    ลักษณะหญิงที่เป็นสิริมงคลแก่สามีและครอบครัว ซึ่งควรที่จะเลือกเป็นคู่ครองนั้นมีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ คือ
    ก) สตรีที่นำโชคลาภมาสู่สามีและครอบครัว ซึ่งจะมีวาสนาให้สามีเจริญรุ่งเรือง และครอบครัวมีความสุข ร่ำรวย ดังนี้

    ๑) หญิงใดเอเลท้องปุ้มหลวงอุ้มบาตร
    หญิงนั้นลอนท่อเป็นรูปร้ายบุญเจ้าหากมี แท้ตาย
    ชายใดได้เข้าอยู่ซ้อนสุขร่วมบรม
    สมบัติในเรือนมีพร่ำเพ็งเต็มเหย้า หั้นแล้ว
    (เอเล-กาง, ใหญ่ ลอนท่อ-หากว่า, ผิว่า
    พร่ำเพ็ง-มากล้น ปุ้ม-ป่อง ซ้อน-เป็นคู่)

    ๒) หญิงใดคอตกปล้องหางตาแดงพอสน่อย
    เมื่อนางยกย่างย้ายพอด้ามเกิ่งเสมอกัน
    แม่นว่าท้าวเข้าไปอยู่ซ้อนเรียงร่วมเป็นเมีย เมื่อใด
    ยูท่างและทรงความสุขนั่งปองเป็นเจ้า
    (ด้าม-เพียง, ประมาณ เกิ่ง-กึ่ง, ครึ่ง ซ้อน-คู่ครอง
    ยูท่าง-สบาย, มีความสุข, อยู่เย็นเป็นสุข)

    ๓) หญิงใดมีปานดำขึ้นจับกกขาดูหลาก
    หญิงนั้นใผผู้ได้กล่าวต้านโอมได้โชคมี แท้แล้ว
    (โอม-ขอ, สู่ขอ ต้าน-พูด, สนทนา)

    ๔) หญิงใดโปแข่งน้อยคิ้วก่องกวมตา
    หัวนมเป็นปานดำก็หากมีบุญแท้
    ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียโชคขนาด แท้ตาย
    มันหากดูประเสริฐแท้เมือหน้าบ่ขวงแท้แล้ว
    (โป-พอง, นูนขึ้น กวม-คล่อม, ครอบ, ปิด ก่อง-โกง ขนาด-มาก, ยิ่ง เมือ-ไป ขวง-เสนียด, จัญไร)

    ๕) หญิงใดขี้แมงวันจับสบเบื้องซ้ายสมบัติมั่งบุญมีท้าวเอย
    ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียหากคูนยิ่ง จริงดาย
    (สบ-ปาก, ริมฝีปาก โอม-ขอ, สู่ขอ คูน-เป็นสิริมงคล ค้ำคูณ ก็ว่า)

    ๖) หญิงใดใบหูห้วนหยุดปลายพอสน่อย
    หญิงนั้นเป็นแม่ค้ายังซิได้มั่งมี เจ้าเอย
    ยังได้ผมดำเลื่อมหางนกยูงเสมอภาค กันนั้น
    ชายใดได้เข้าอยู่ซ้อนจักเป็นเจ้าเศรษฐี

    ๗) หญิงใดเสียงปากต้านหวานหูเว้าม่วน
    ตาเชิดซ้ายคอปล้องรูปงาม
    เกศาผมยาวได้วาปลายคืบหนึ่ง
    หญิงนั้นควรค่าล้านคำม่วนชอบธรรม แท้ดาย
    (ม่วน-สนุกสนาน อยู่หลังคำพูดมีความหมายว่า ไพเราะ)

    ๘) หญิงใดแขนกลมส้วยขาวงามผิวผ่อง
    นิ้วแลบเกลี้ยงเพียงเล่มลูกตา
    หญิงนั้นใผได้เข้าอยู่ซ้อนปานกั้งร่มแดง
    (ส้วย-เรียว กั้ง-กั้น, กางร่ม)

    ข) ลักษณะสตรีที่มีความซื่อสัตย์ต่อสามี ไม่เป็นชู้ ดังนี้

    ๑) หญิงใดหลังตีนสูงขึ้นคือหลังดองเต่า
    หญิงนั้นใจซื่อแท้ประสงค์ตั้งต่อผัว เจ้าเอย
    ก็บ่มักเล่นชู้ชายอื่นมาชม
    ก็ท่อจงใจรักต่อผัวคีค้อยคีค้อย
    หญิงนั้นแม่นซิทำการสร้างอันใดก็เรืองรุ่ง แท้แล้ว
    แสนซิจมอยู่พื้นมาแล้วก็หากฟู
    (คีค้อยคีค้อย-สม่ำเสมอ ฟู-เจริญ, รุ่งเรือง, ฟูเฟื่อง

    ๒) หญิงใดโยนีส้วยดวงปลีกล้วยตีบ
    หญิงนั้นสุขลื่นล้นคำไร้บ่ห่อนมี แท้แล้ว
    ก็หากซื่อสัตย์แท้ตั้งต่อผัวตน
    จักเทียระคาคงอยู่ยืนเถิงเฒ่า หั้นแล้ว
    (คำไร้-ความยากไร้ เทียระคา-ยาว, ยั่งยืน ทีฆะก็ว่า)

    ค) ลักษณะสตรีที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี ซึ่งมักจะเน้นในการเลี้ยงลูก มีฝีมือในการทำอาหาร และรู้จักปรนนิบัติญาติข้างเคียงของสามี

    ๑) หญิงใดเฮ็ดกินพร้อมพอเกลือทั้งปากแดก
    หญิงนั้นแม่นเป็นข้อยเพิ่นร้อยชั้นควรให้ไถ่เอา ท่านเอย
    (เฮ็ด-ทำ ปลาแดก-ปลาร้า ข้อย-ข้า, ทาส เพิ่น-เขา)

    ๒) หญิงใดทำครัวพร้อมหมกแกงก้อยลาบ
    ก็บ่เค็มบ่จือแท้แวนซ้อยแซบนัว
    หญิงนั้นมีบุญมากล้นศุภโยคนามขุน แท้ตาย
    แม่นว่าดำปานกาก็ให้เอามาซ้อน
    (แวน-ยิ่ง ยอดเยี่ยม แซบนัว-อร่อยกลมกล่อม)

    ๓) หญิงใดตีนมือส้วยขาวเหลืองก้ำกึ่ง
    หญิงนั้นรู้แต่งตั้งการเหย้าแม่ผัว เจ้าเอย
    (ส้วย-เรียว)

    ๔) หญิงใดนมยานเท่าลงเถิงท้องอ่อน
    หญิงนั้นเลี้ยงลูกเต้าเมือหน้าแพร่หลาย เจ้าเอย
    ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียแสนประเสริฐ
    แสนซิรูปร่างร้ายควรให้ไถ่เอา
    ๕) หญิงใดคอตกปล้องหางตาแดงพอสน่อย
    หญิงนั้นมีลูกเต้าเหลือล้นมากมาย
    (สน่อย-เล็กน้อย, นิดหน่อย)

    ๒ ลักษณะหญิงที่เป็นอัปมงคล ไม่ควรเลือกมาเป็นคู่ครอง ท่านได้อรรถาธิบายไว้หลายประการ แต่เน้นหนักในลักษณะหญิงกาลกิณี คือหญิงอัปมงคลต่อสามี ลักษณะของหญิงประเภทนี้ ท่านพิจารณาจากรูปร่างเป็นสำคัญ คือมีลักษณะเหมือนสตรีโทษนั่นเอง อีกประการหนึ่งคือหญิงที่มีความประพฤติไม่ดี เช่น ชอบนินทา เป็นชู้ ขี้เกียจ ดื้อดึง ท่านพิจารณาจากความประพฤติ
    ซึ่งประการหลังนี้น่าจะมีเหตุผลมากกว่า

    ) ลักษณะสตรีโทษ อัปมงคลต่อสามีและครอบครัวไม่เจริญรุ่งเรืองในชีวิต

    ๑) หญิงใดโข้โมหน้าคือชายสักหยาด
    หญิงนั้นในโลภเลี้ยวเคยม้างศาสนา
    มีใจถ่อยแท้บ่หลิ่งเบิ่งทางบุญ
    (หลิ่งเบิ่ง-เหลียวแล, เหลียวมองดู โข้โม-น่ากลัว ม้าง-ทำลาย)

    ๒) หญิงใดจินจิกหน้าผมแดงทางหน้าผาก
    หญิงนั้นโสมรูปร้ายเคยม้างศาสนา
    (จินจิก-ขมวดเป็นก้อน ผมหยิก, จอนจอก, ก็ว่า ม้าง-ทำลาย, มล้าง)

    ๓) หญิงใดทันตาแข้วคือสังข์ปุนเปรียบ
    แข้วห่างแท้เสมอเพียงดั่งหนู นั้นดาย
    หญิงนั้นทุกข์แต่น้อยเถิงเท่าฮอดตาย
    (แข้ว-ฟัน ฮอด-ถึง, ตลอดจน)

    ๔) หญิงใดหางตาคิ้วขี้แมงวันจับอยู่
    หญิงนั้นทุกข์เหือดบ่มั่วเป็นข้อยเพิ่นอยู่เลิง เจ้าเอย
    (ข้อยเพิ่น-ขี้ข้าเขา, ทาสเขา เลิง-เรื่อยๆ)

    ๕) หญิงใดหน้าผากกว้างดังใหญ่โขโมนั้นนา
    หญิงนั้นเป็นหญิงขวงอย่าเอาควรเว้น
    (ดัง-จมูก โขโม-บาน, กว้าง ขวง-เสนียดจัญไร)

    ๖) หญิงใดมือกลมข้อแขนบางคิ้วก่อง
    หญิงนั้นทุกข์ฮอดเฒ่าถือกระเบื้องขอทาน


    ข) ลักษณะหญิงที่มีจิตใจชั่ว คตินิยมของชาวอีสานเชื่อว่าความชั่วดื้อรั้น กิเลสตัณหาทั้งหลายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอบรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ลักษณะเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับชีวิต คือเป็นมาตั้งแต่เกิด ฉะนั้นจากใจความตอนนี้จะเห็นว่าโลกทัศน์ของชาวอีสานอันเนื่องด้วยธรรมชาติของมนุษย์ กลับมองเห็นว่ามนุษย์อาจชั่วมาแต่กำเนิด ซึ่งโดยปกติแล้วชาวอีสานจะมองเห็นว่ามนุษย์เป็นผู้บริสุทธิ์มาแต่กำเนิดความชั่วทั้งหลายแหล่นั้นเกิดขึ้นเพราะความหลงผิดมนุษย์ฉะนั้นแนวคิดนี้น่าจะได้มาจากที่อื่น กล่าวคือน่าจะได้แนวคตินิยมจาก ทักษาพยากรณ์ ก็น่าจะเป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ต่างๆ อันปรากฏในเรื่องท้าวคำสอนนี้ น่าจะเป็นเครื่องสังวรใจของชายที่กำลังคิดจะหาคู่ครองเท่านั้น การกำหนดจากรูปร่างลักษณะทางร่างกาย ซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริงทุกประเด็น ดังนี้

    ๑) หญิงใดขนตาเหี้ยนทางปลายยอดยิ่ง
    หญิงนั้นรู้ขึ้นคร้านเข็นฝ้ายมักนอน แท้แด้
    แม่โฉม รูปงามดังห้อยบาท้าวอย่าเอา แท้เนอ
    แม่นว่าเป็นเมียใผก็บ่เป็นเรือนเหย้า
    (เข็นฝ้าย-ปั่นฝ้าย บาท้าว-ชายหนุ่ม)

    ๒) หญิงใดฝาตีนกว้างกกขาทึมแข่งใหญ่
    หญิงนั้นใผเข้าอยู่ซ้อนสอนได้ก็บ่ฟัง
    มันก็ขี้ถี่แท้โถงโลกโลกา แท้ตาย
    (ขี้ถี่-ตระหนี่ โถง-นักเลง)

    ๓) หญิงใดผมถอยขึ้นตาแหลวหลวงจับหน้าผาก
    สบข้างใต้มันพับยื่นยาว
    มันนั้นใจพาโลเหลือส่อสนคำเว้า
    ท่อแต่เก็บคำเว้านินทาป้อยด่า
    หญิงนั้นตั้งถ่อยร้ายควรเว้นหลีกไกล ท้าวเอย
    (ตาแหลว-เครื่องหมาย, กะเหลว สบ-ปาก ส่อสน-พูดเท็จ ท่อแต่-เพียงแต่ ป้อย-แช่ง, ด่า ถ่อย-ต่ำช้า)

    ๔) หญิงใดแปะแหละหน้าสงสารซิไห้ต่อ
    หญิงนั้นตั้งถ่อยร้ายใจสับบ่เหือดคีง แท้แล้ว
    ใผผู้โอบเอาได้เป็นเมียสอนยาก จริงแล้ว
    มันนั้นเฮ็ดหน้าหยืบหยึ้งคำรู้ก็บ่มี
    (แปะแหละ-หน้าแบน, กว้าง สับส่อ-สับปลับ โอม-ขอ, สู่ขอ คีง-ตัว, ร่างกาย เฮ็ด-กระทำ หยืบหยึ้ง-หน้าเซ่อ, เฉยเมย)

    ๕) หญิงใดนมสองเต้าเชื้อชาตินามหมา
    มันนั้นใจพาโลหนักถ่อยคนควรเว้น แท้แล้ว
    แม่นว่าซิทำการสร้างทางใดบ่มีรุ่ง
    แสนซิมีลูกเต้าสอนได้ก็บ่ฟัง

    ๖) หญิงใดมือตีนส้วยกกขาทึมแข่งใหญ่
    หญิงนั้นมักโลภแท้คืนร้อยบ่อิ่มใจ แท้แล้ว
    แม่นว่าแสนซิทำการแสนสร้างอันใดบ่มีรุ่ง ได้แล้ว
    แม่นว่าซิไปคว้ามื้อละร้อยเสียซ้ำเติมพัน นั้นแลัว
    (ทึม-ใหญ่, หนา ส้วย-เรียว)

    ๗) หญิงใดฝีสบดำช้ำเสมอหมากมอญ สุก ดังนั้น
    อันแต่ตัณหาในโลกาบ่อาจมีใผเพี้ยง
    หญิงนั้นคนมีใจถ่อยร้ายเจ้าอย่าโอมเอา แท้เน้อ
    ฝูงนี้หญิงอธรรมบาปเวรนำใช้ แท้แล้ว
    (ฝีสบ-ปาก, ริมฝีปาก)

    ๓. โวหารเชิงนารีปราโมทย์ ใจความในเรื่องท้าวคำสอนนั้นไม่เพียงแต่ให้แนวคิด คตินิยม
    ในการเลือกสตรีมาเป็นคู่ครองเท่านั้น แต่ยังปรากฏว่ามีโวหารยอดเยี่ยมในการเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว และคงจะเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำนายลักษณะของสตรีเพศที่ยกมาให้ดูแล้วข้างต้น คำผญาภาษิตในเรื่องท้าวคำสอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวที่เราเรียกกันว่า ผญาเครือ ซึ่งโวหารที่ปรากฏอยู่ในเรื่องท้าวคำสอนนี้หนุ่มสาวในสมัยโบราณคงจดจำมาพูดเกี้ยวพาราสีกันอยู่เนื่องๆ

    ๑) โวหารที่ฝ่ายชายจะขอความรักจากหญิง กวีก็ได้อุปมาไว้ว่า “ดอกบัวย่อมไม่หนีน้ำ จันทร์ย่อมไม่หนีเขาพระสุเมรุ เจ้าอย่าได้ตัดเยื่อใยพี่เลย พี่เหมือนม้าหิวน้ำมาพบบ่อน้ำก็เพียงแต่ยืนมอง หรือเหมือนกับปลาหมอขาดน้ำย่อมเป็นเหยื่อแก่นกกา” ดังนี้

    เจ้าผู้โสมเสลาหน้าเทวดาเพิ่นลงมาเกิด เรียมเอย
    น้อยอย่าให้เสียคำมักอ้ายมาฝั้นฝ่ายอีเรียม
    บัวทองบ่ห่อนหนีน้ำผยองฟูเท่าชั่วชีวังแล้ว
    พระจันทร์บ่ห่อนพรากข้างหนีพ้นเหลี่ยมสุเมรุ ได้แล้ว
    เจ้าผู้เกศาสร้อยคือเทาเขียวอ่อน
    อย่าได้ตัดขาดข้อนให้เสียเบื้องร่วมแนนพี่ถ้อน
    พี่นี้เทียมดังอาชาไนยม้าเดินทางหิวหอด
    มาผ่อน้ำในสร้างเบิ่งดาย นั้นแล้ว
    พี่นี้คือดั่งปลาเข็งข้อนในนาน้ำเขินขาด
    ฝนบ่ตกหยาดย้อยการแร้งซิสวบกิน
    (โสมเสลา-โฉมเฉลา คำมัก-ความชอบพอ, ความรัก ฝั้นฝ่าย-แนบชิด เทา-สาหร่ายสีเขียวขึ้นในนา แนน-บุญที่อยู่ร่วมกันเมื่อชาติก่อน, สายมิ่งสายแนนก็ว่า ผ่อ-พบเห็น ส้าง-บ่อน้ำ เบิ่ง-ดู, เห็นก็ว่า ปลาเข็ง-ปลาหมอ ข้อน-แห้ง สวบ-โฉบ, ขย้ำกิน)


    โวหารที่พรรณนาของความรักจากหญิง ฝ่ายชายได้เปรียบเทียบความรักของตนเพื่อให้ฝ่ายหญิงเห็นใจไว้ว่า ดังนี้

    พี่ก็ดอมจิตตั้งมโนในขันธ์ธาตุ น้องเอย
    คือดั่งอกซิแตกม้างเห็นน้องต่อนเสน่ห์
    เทียมดังกาเห็นกล้วยสุกเหลืองแสวงตอด
    แสนซิหวานแซบซ้อยกาเต้นแส่วกิน นั้นแล้ว
    น้องบ่ผายโผดอ้ายจิตจอดทลายมุด
    เหมือนดังปลาปีนบกส่วนซิตายกลางแจ้ง
    พี่ได้มาเห็นน้องคือปลาแสวงเหยื่อ น้องเอย
    คือควายเฒ่าเห็นหญ้าอ่อนอ้วนกินแล้วหากอุ่นใจ นั้นแล้ว
    (ม้าง-ทลาย, ทำลาย, มล้าง ต่อน-เนื้อ, เนื้อตัว แซบซ้อย-อร่อยเอร็ด แส่ว-โฉบ, เฉี่ยว)
    โวหารชายที่เสนอตัวช่วยทำงาน เมื่อจะขอความรักจากหญิงสาว ซึ่งกวีได้นำเอาความเป็นจริงในการดำรงชีพมาร้อยกรอง แสดงให้เห็นว่า มโนทัศน์ในการมีคู่ครองของสาวชาวชนบทนั้น มีวัตถุประสงค์ที่จะหาผู้ชายมาช่วยทำมาหากินเป็นประเด็นสำคัญกว่าเรื่องอื่น เช่น

    พี่นี้ดอมจิตตั้งนงแพงจึงมาจอดแนว
    พี่ขอเซาจอดยั้งคราวน้อยเพิ่งพา แด่ถ่อน
    เจ้าผู้เดือนหกหน้าใผซิลงนาร่วม นางนอ
    ใผนอซิมาอุ้มมัดกล้าพาน้องก่อหน้านา
    เจ้าผู้จุบุหน้าพระจันทร์เพ็งสุทธแจ่ม น้องเอย
    ใผนอซิได้เข้าอยู่ซ้อมเทียมข้างเมื่อซินอน
    เจ้าผู้งามเอื้อเคื้อเหลือใจเดต้นตาลพุ้ม
    ใผนอซิได้มาขึ้นหย่มก้านกินน้ำต่งตาล น้องเอย
    (แวะ-แวะ, เฉไป เซา-หยุด, ยั้ง เพ็ง-เพ็ญ เอื้อเคื้อ-สวยงาม อะเคื้อก็ว่า ซิ-จะ สิก็ว่า จุบุ-อวบอ้วน จุ๊กุ๊ก็ว่า ต่ง-รองน้ำ หย่ม-ขย่ม)


    โวหารฝ่ายชายในการเกี้ยวสาว แสดงให้เห็นว่าชายที่ไม่มีคู่นั้นเหมือนเรือไม่มีหางเสือ กล่าวคือไม่เป็นฝั่งเป็นฝา ซึ่งเป็นค่านิยมของสังคมชาวไทยสมัยอดีตทั่วไป เช่น

    พี่นี้เทียมดังพายเรือข้ามทะเลหลวงบ่มีฝั่ง
    หาที่จอดบ่ได้เห็นก้ำฝั่งแดน นั้นแล้ว
    บ่คือดังนั้นคือดังจอกอยู่น้ำรากหยั่งบ่เถิงดิน
    ไหลวนไปวนมาโลดบ่มีเฟือยค้าง
    ว่าซิค้างเฟือยรกย่านเพิ่นถาง
    ว่าซิค้างเฟือยบางก็ย่านเพิ่นไล่
    ใจอ้ายว่าซิมาอยู่ค้างดอมน้องเพิ่งบุญ นี้แล้ว
    (ก้ำ-ทิศทาง, ฝ่าย เฟือย-กิ่งไม้ที่อยู่ในน้ำ ย่าน-กลัวเกรง)
    โวหารที่ชายตัดพ้อสาวว่าไปรักชายอื่นที่เขาไม่รักนั้นเหมือนกับขืนควายให้กินหญ้า ขืนหมูให้กินรำ แล้วเปรียบว่าตนนั้นต้อยต่ำเหมือนหิ่งห้อย ฯลฯ

    โอนอชาติที่ควายบ่กิน เกลียงหญ็าแสนซิข่มหัก
    หมูบ่กินรำอย่าไปถุยดังเว้อ
    คือดังอิ้วบ่เคี้ยวบุ่นฝ้ายแสนซิป้อนก็หากรุน
    พี่นี้คือดังแสงหิ่งห้อยลงแล้วเกลือพงศ์ นั่นแล้ว
    บ่คือธำมรงค์เลื่อมเรืองแสงในรุ่ง
    บ่คือมณีโชติแก้วตมกลั้วบ่ห่อนหมอง
    (เกลียง-หญ้า, ใบอ่อน อิ้ว-เครื่องตีหีบฝ้ายออกจารเมล็ด บุ่น-ละเอียด, ปุย รุน-ดุนไป, ผลักออกไป)

    ๒) โวหารหญิงที่กล่าวตอบการเกี้ยวพาราสีของชาย กวีได้ร้อยกรองไว้ไพเราะมาก และเป็นโวหารของท้องถิ่นที่สาวมักจะกล่าวตองโต้การเกี้ยวของชายหนุ่มเสมอๆ ดังนี้

    สาวเมื่อมีใจรักชายก็ต้องนิ่งไว้ เหมือนดอกไม้ต้องเอาไม้สอยจึงจะได้ดมกลิ่น ชายเหมือนจระเข้ต้องตีหางถึงชาวประมงจะรู้ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

    โอนอแนวหญิงนี้คือกันกับดอกท่มนั่นแล้ว
    คันว่าอ้ายบ่หาไม้หมิ้นดวงดิ้วบ่หล่นลง พี่เอย
    แนวนามเชื้อ สกุลหญิงยศต่ำ
    หญิงหากสุขอยู่ย่อนบุญสร้างพร่ำผัว แท้แล้ว
    แนมท่อแข้บ่ตีหางให้ชาวมองบ่รู้เมื่อใดแล้ว
    บ่มีใผซิรู้ได้มีแข้เงือกงู
    นกบ่กูร์ณาแร้วป๋าจินายดิ้นอยู่ป่มๆ อ้ายเอย
    แร้วบ่เปื้องปลิ้นหน้ากาแร้งก็หล่ำดาย นั่นแล้ว
    (ท่ม-ดอกไม้ประเภทกระทุ่ม ดั้ว-อวบ, อวบอ่อน ย่อน-เพราะ ไม้หมิ้น-ไม้สอย แนมท่อ-หากว่า, ผิว่า แข้-จระเข้ เปลื้องปลิ้น-เหวี่ยงไกว ป๋า-ทิ้ง, ร้าง ปล่อยปละหล่ำดาย-มองดูเฉยๆ, ชำเลืองดูเฉยๆ)

    โวหารหญิงที่แสดงว่ารักชายแต่เกรงว่าวาสนาไม่ถึงก็เหมือนกับหมายจันทร์ถึงจะร่ำไห้จันทร์ก็ไม่เอนเอียงลงมาเพราะว่าน้องเป็นเหมือนนาเรื้อหวังเพียงกล้าแก่ กล้าอ่อนมีมากแต่ไม่อาจประสงค์ น้องมีใจรักอยากจะได้เคียงคู่ แต่เกรงว่ากบจะร้องแต่เดือนห้า ฝนไม่ตกข้าวของที่ปลูกไว้ก็เฉาตายเปล่า ๆ ดังนี้


    พ่อชายนั้นคือจันทร์เทิงฟ้าดาราเคียงคู่ นั่นแล้ว
    หญิงแสนซิร้องร่ำไห้บ่มิได้เหนิ่งจันทร์ ได้แล้ว
    ชาตินาทามเรื้อประสงค์หาแต่กล้าแก่
    กล้าอ่อนมีบ่แพ้นาเรื้อบ่ประสงค์
    น้องได้ดอม จิตตั้งประสงค์ชายเรียงร่วม พี่เอย
    ย่านท่อ คือกบเขียดร้องเดือนห้าก่อนฝน
    น้องปลูกหมากแค้งไว้กลางไร่ก้ได้ป๋า
    ปลูกหมากอึแตงไว้กลางนาทิ่มเปล่าดาย แท้แล้ว
    อันนี้มีแต่ลมมาต้องบ่มีฝนจักห่า
    (เทิง-บน, ข้างบน เหนิ่ง-โอน, เอน, เนิ้ง ก็ว่า แพ้-ชนะ ตรงข้ามกับพ่าย หมากแค้ง-มะเขือพวง ป๋า-ทิ้ง, ร้าง, ปล่อยปละ หมากอึ-ฟักทอง ทิ่ม-ทิ้ง, ทอดทิ้ง)

    ธวัช ปุณโณทก เรียบเรียง
    อ้างอิง หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๕


  2. #2
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    กระทู้
    1,273
    ตอนนี้อยู่เฮียนผม มีหนังสือผูก เรื่อง ท้าวคำสอนอยุ่คับ เป็นโตไทน้อย แต่ว่าใบลานขาดไปหลายใบ ย่อยบ่มีผู้รักษา มันอยู่วัด ปลวกกิน ผมเลยเอามาไว้ที่บ้าน

  3. #3
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ เลือดพนมไพร-หัวใจร้อยเอ็ด
    วันที่สมัคร
    Oct 2009
    ที่อยู่
    อำเภอสังขละบุรี กาญจนบุรี ประเทศไท
    กระทู้
    13
    ตอนผมเฮียน ป.ตรี..วิชาโท(วิชารอง)..ผมเลือกวรรณกรรมตะวันออก..เรื่องนี้กะเคยศึกษา..แต่บ่มีฉบับเต็มให้ได้เรียน...อยากลองอ่านต้นฉบับใบลานเบิ่งเด้...โตไทน้อยผมกะพอสิเดาได้แนอยู่แต่บ่ค่อยได้อ่านหนังสือผูกโดนแล้ว...เซียงสีเอ้ย...เฮ็ดจังได๋สิได้พ่อของต้นเค้า...เอามาแกะมาแปลน้อบาดตะนี้

  4. #4
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    กระทู้
    1,273
    ฮ่วยอ้าย อยู่พนมไพร ติคับ ผมอยู่เกษตรวิสัย ตั่วอ้าย
    คันกายไปกะเอิ้นสั่งแหน่เด้อ อยู่โรงเรียนมัธยมของผม โรงเรียนจันทรุเบกษาอนุสรณ์ อำเภอเกษตรวิสัย กะมีอยุ่หลายผูก มีผูกหนึ่งน่าจะแม่นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อะไรสักอย่าง เพราะว่า ผูกมันหนามาก น่าจะมีจัก 100 กว่าลาน ยังสมบูรณ์มากๆ แต่ว่าผมบ่ได้กลับบ้านโดนแล้ว คันไปทีลุน สิไปเอามาอ่านเบิ่งยุ คับ

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •