สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009




โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ไวรัสสัตว์สู่คน


ประเด็นสำคัญสำหรับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ขณะนี้คือ การเสนอข้อมูลของหลายส่วนไม่ตรงกัน และไม่อิงตามหลักฐานที่ปรากฏทั้งจากข้อมูลประสบการณ์ของประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา รวมถึงหลักฐานที่พบในประเทศไทยเอง อีกส่วนหนึ่งคือ การเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ไม่ตอบความกังวลของประชาชน และสร้างความมั่นใจในมาตรการต่างๆ เท่าที่ควร


1.มาตรการที่สื่อสารเพื่อลดการแพร่กระจาย การติดต่อง่าย การแพร่กระจายเป็นไปอย่างรวดเร็วทั้งประเทศในเวลาอันสั้น ดังนั้น ไม่ว่ามาตรการการปิดปาก จมูก เวลาไอ จาม ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้วนได้ประโยชน์ ต้องรณรงค์พร้อมกันเป็นการปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดีต่อตนเองและสังคม พิสูจน์ว่าได้ผลในการป้องกันมาแล้วเช่น กรณีโรคซาร์สในฮ่องกง ไม่ควรเลือกนำเสนอเฉพาะการใส่หน้ากาก


2.ตัวเลขอัตราการตาย การคำนวณร้อยละของอัตราการเสียชีวิต ต้องทราบจำนวนที่แท้จริงของคนที่ติดเชื้อทั้งหมด ไม่ได้ใช่ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อเท่าที่ตรวจได้มาคำนวณ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อนี้ในประเทศไทยที่ทราบขณะนี้น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ทำให้ไปแสดงตัวเลขอัตราการตายที่พุ่งสูงขึ้นจนเกิดความตระหนกตกใจ เช่น การมีตัวเลขสูงถึง 0.4% อาจทำให้กระทบภาพรวมของประเทศ ทั้งๆ ที่ความจริงน่าจะต่ำกว่านั้นอย่างมาก เช่นคาดการณ์การติดเชื้อขณะนี้น่าจะเป็นที่กว่าแสนราย การรายงานตัวเลขต่างๆ จึงมีปัญหาเมื่อนำมาสื่อสารทั้งหมด เพราะขึ้นกับกระบวนการได้มาของข้อมูลที่อาจไม่ได้มีความชัดเจน แม้แต่จำนวนผู้เสียชีวิต ที่หากไม่ได้มีความพยายามในการสื่อสารไปยังโรงพยาบาลหรือแหล่งข้อมูลถึงกรอบการประเมินสาเหตุการตาย กรณีที่พบก็อาจไม่ทราบจำนวนที่แท้เช่นกัน


3.การอ้างอิงข้อมูลตัวเลขควรบอกถึงแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่า เป็นการคาดการโดยอาศัยอาการอย่างเดียวหรือมีข้อพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการ เช่น มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่ละปีหลายแสนคน และเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าปีละ 300-400 คนทุกปี อาจสะท้อนเพื่อให้เห็นว่าการเสียชีวิตจาก H 1 N 1 ขณะนี้คือเรื่องปกติไม่น่าตกใจ แต่รายงานของนายแพทย์คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ และคณะ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ระหว่างปี พ.ศ.2546-2549 รายงานผู้ป่วยที่มีลักษณะของไข้หวัดใหญ่มีมากกว่า 10,000 ราย แต่พิสูจน์ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จริงเพียง 2,075 ราย และเสียชีวิตเพียง 22 ราย ในสามปี โดยเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงทั้งหมด


4.ภาวะของโรคที่มีความรุนแรงจนปอดบวมและเสียชีวิต ภาวะดังกล่าวอาจไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มเสี่ยงตามปกติ เท่านั้น (อันหมายถึงในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี และมากกว่า 65 ปี หรือกลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด ไต ตับ หัวใจ ความดันเลือดสูง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วย HIV หรือเป็นผู้ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน สตรีมีครรภ์ ผู้มีความผิดปกติทางสมอง แขนขา กล้ามเนื้อ อันอาจทำให้การหายใจไม่ปกติ) แต่พบการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตในกลุ่มบุคคลปกติอายุ 5-65 ปี ได้ กลุ่มคนอายุ 5-65 ปี ที่เสียชีวิตไม่จำเป็นต้องมีโรคประจำตัวก็ได้ ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มอายุดังกล่าวที่เสียชีวิตมีโรคประจำตัวประมาณร้อยละ 45-64 หรือครึ่งหนึ่งอาจแข็งแรงดีก็ได้
อย่างไรก็ตาม ความอ้วน (BMI มากกว่า 30) เป็นความเสี่ยงของการทำให้เสียชีวิตจากปอดบวมได้ ดังที่ปรากฏในรายที่เสียชีวิตในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นในเม็กซิโกผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี แม้มีปอดบวมแต่กลับมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าหนุ่มสาวที่มีอาการปอดบวมเช่นกัน

จากรายงานผู้ป่วยในเม็กซิโกพบว่าร้อยละ 87 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ในกลุ่มอายุ 5-59 ปี และร้อยละ 71 มีปอดบวมรุนแรงได้ ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผู้เสียชีวิตอยู่ในกลุ่มดังกล่าวเพียงร้อยละ 17 และมีปอดบวมรุนแรงร้อยละ 32 ผู้เสียชีวิตในประเทศไทยหลายรายอายุน้อย ไม่มีโรคประจำตัว ถึงแม้ว่าสาเหตุของการเสียชีวิตอาจเกิดจากการวินิจฉัยไม่ทันการณ์ การได้รับยาช้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรากฏการที่ผู้ป่วยแข็งแรงอายุน้อยเกิดอาการปอดบวมรุนแรงและรวดเร็วเช่นนี้เป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ ดังนั้น ต้องไม่ประมาท เนื่องจากประวัติศาสตร์การเกิดโรคลักษณะนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ.1918) ที่รู้จักกันว่าไข้หวัดสเปน ที่คร่าชีวิตผู้คนหลายสิบล้านคน พบว่าผู้มีอายุ 20-40 ปี มีอัตราการตายมากกว่ากลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป ไข้หวัด 1918 นั้น เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่และลักษณะการระบาดรวดเร็วเช่นกัน ในระลอกแรกมีผู้เสียชีวิตประมาณร้อยละ 5 แต่ระลอกที่สองการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60-80 โดยทางหลักการคำว่าระลอกที่สองอาจมีระยะห่างจากรอบแรกตั้งแต่สองเดือนถึงหนึ่งปีหรือมากกว่า

ประเด็นนี้ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าต้องเกิดลักษณะดังกล่าว แต่จำเป็นต้องเฝ้าระวังทุกกลุ่มอายุ ไม่ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ก็ตามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมให้การรักษาทันทีด้วยความไม่ประมาท


5.อาการทางสมอง แม้จะพบอาการทางสมองในไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่เป็นจำนวนน้อยมาก การติดตามระยะนานกว่าสามปีที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่พบผู้ป่วยมีอาการทางสมองเลย ที่พบมีรายงานจะมาจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และประเทศในยุโรป ตุรกี ในญี่ปุ่นในช่วงปี พ.ศ.2540-2541 มีการประมาณการณ์ที่พบเด็กมีอาการทางสมองประมาณ 100-200 รายต่อปี แต่ไข้หวัดใหญ่ 2009 พบแล้วในประเทศไทยในสามเดือนเท่านั้น เป็นสัญญาณอีกอย่างหนึ่งที่ต้องจับตามอง

อาการทางสมองมีอาการตั้งแต่ เพ้อ สับสน ชัก ไม่รู้สึกตัว หรือมีแขน ขา อ่อนแรง หรือมีอาการตาเหล่ ตาเข ทั้งนี้ สาเหตุอาจเกิดได้จากเชื้อเข้าไปในสมองจริงๆ ซึ่งการตรวจต้องตรวจน้ำไขสันหลัง หรือเกิดจากปฏิกิริยาของเชื้อทำให้มีภาวะวิปริตของเซลล์สมอง ตั้งแต่สมองบวมจนกดเนื้อสมองข้างเคียง หรือเกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานเกินควร ทำลายเนื้อสมองตนเอง ซึ่งมีได้สองสภาวะคือ เกิดในบริเวณเนื้อสมองส่วนใต้ลงมาจากเปลือกสมองที่เป็นส่วนสีขาว หรือเกิดในเนื้อใจกลางสมองและก้านสมอง

การรักษาต้องแยกสภาวะเหล่านี้ออกจากกัน นอกจากนั้นการใช้ยา Tamiflu ก็มีผลข้างเคียง เกิดอาการสับสน ชัก ไม่รู้สึกตัวหรืออาการซึมเศร้าฆ่าตัวตายได้เช่นกัน จากลักษณะต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว การระบาดที่รวดเร็วและโอกาสที่อาจมีการยกระดับความรุนแรงมากกว่านี้ มาตรการใดที่กระทรวงสาธารณสุขเริ่มประกาศต้องมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด






ข้อมูลจาก ?? หนังสือพิมพ์มติชน
ประจำวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11447 หน้า10