กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

หัวข้อ: วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม

    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม



    พ.ศ. 2404 สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ หรือ ชุ่ม บุนนาค ออกเดินทางไปสิงคโปร์ โดยมีเรือกลไฟที่ต่อในเมืองไทย ไปส่งที่ปากน้ำ จำนวน 7 ลำพ.ศ.


    พ.ศ.2479 เกิดสงครามกลางเมืองสเปน ผู้นำฝ่ายปฎิวัติคือนายพลฟรังโก การรบได้ยืดเยื้ออยู่เกือบ 3 ปี ประชาชนกว่า 1 ล้านคนตายในสงครามครั้งนี้ สงครามครั้งนี้ยังได้กลายเป็นสนามทดลองอาวุธก่อนสงครามโลกครั้งที่2 โดยมหาอำนาจต่างๆ ได้ส่งอาวุธทันสมัยต่างๆ เช่น รถถังแบบใหม่ เครื่องบินแบบใหม่ มาช่วยเหลือ โดยอิตาลีและเยอรมันให้ความช่วยเหลือพวกปฎิวัติ ฝรั่งเศสและรัสเซีย ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลสเปน ผลที่สุดพวก ปฎิวัติก็ได้รับชัยชนะ นานชาติรับรองรัฐบาลขอลนายพล ฟรังโก ปกครองประเทศตามแบบเผด็จการ


    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม?.


    ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ เรือกลไฟที่สร้างขึ้นในประเทศไทย


    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม


    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม


    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม




    ข้อมูลในประวัติศาสตร์

    เรือกลไฟ เป็นยานพาหนะทางน้ำที่ขับ เคลื่อนด้วยพลังงานจากเครื่องจักรไอน้ำเพื่อบรรทุกคนหรือสิ่งของ

    ในปี พ.ศ. 2233 เดอนี ปาแปง (นักประ ดิษฐ์ฝรั่งเศส) สร้างหม้อแรงดันไอน้ำ และใช้แรงดันไอน้ำเพื่อขับเคลื่อนกระบอบสูบ

    ในปี พ.ศ. 2241 โทมัส ซาเวรี่ (นักประดิษฐ์อังกฤษ) สร้างเครื่องจักรไอน้ำโดยใช้ทฤษฎีแรงดันไอน้ำ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2241

    ในปี พ.ศ. 2247 เดอนี ปาแปง อาศัยอยู่ที่เมืองคาสเซิล (เยอรมนี) ทดลองใช้พลังงานแรงดันไอน้ำเพื่อหมุนใบพัดเรือ
    ในปี พ.ศ. 2250 เดอนี ปาแปง เดินทางไปอังกฤษ และหาผู้สนับสนุนทางการเงินเพื่อพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำสำหรับเดินเรือ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

    ในปี พ.ศ. 2279 โจนาธาน ฮัลส์ (นักประดิษฐ์อังกฤษ) นำสิทธิบัตรเครื่องจักรไอน้ำของนิวโคเมน (นักประ ดิษฐ์อังกฤษ) มาพัฒนาสร้างเป็นเครื่องจักรไอน้ำสำหรับเรือ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

    ในปี พ.ศ. 2306 วิลเลี่ยม เฮนรี่ (นักประดิษฐ์อเมริกัน) เดินทางไปอังกฤษ และพยามยามพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำของ เจมส์ วัตต์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

    ในปี พ.ศ. 2326 มากิส เดอร์ ฌวฟฟรอย ดับบอง (นักประดิษฐ์ฝรั่งเศส) ประดิษฐ์เรือกลไฟแบบกังหัน 2 ข้าง, ทดลองแล่นในแม่น้ำซาโอนน์ และแล่นเป็นเวลา 15 นาทีก่อนที่เครื่องจักรไอน้ำจะดับ

    ในปี พ.ศ. 2327 เจมส์ รัมเซย์ (วิศวกรอเมริกัน) ประดิษฐ์เรือกลไฟแบบขับเคลื่อนหัวปั้ม, ทดลองแล่นในแม่น้ำโปโตแมค และประสบความสำเร็จ

    ในปี พ.ศ. 2331 วิลเลียม ซีมิงตัน (นักประดิษฐ์สกอตแลนด์) ทดลองเรือกลไฟลากจูง และประสบความ สำเร็จ

    ในปี พ.ศ. 2336 โรเบิร์ต ฟุลตัน (นักประดิษฐ์อเมริกัน) เสนอโครงการสร้างเรือกลไฟแก่รัฐบาลสหรัฐอเม ริกา และรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษอนุญาตให้ทดลองเดินเรือ

    ในปี พ.ศ. 2346 โรเบิร์ต ฟุลตัน ทดลองเรือกลไฟแล่นทวนน้ำ และประสบความสำเร็จ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2346

    ในปี พ.ศ. 2349 โรเบิร์ต ฟุลตัน สร้างเรือกลไฟโดยใช้เครื่องจักรไอน้ำของ เจมส์ วัตต์ เพื่อใช่ขนส่งคน และประสบความสำเร็จ

    ในปี พ.ศ. 2350 เรือจักรแม่น้ำเหนือ (Clermont) แล่นจากนิวยอร์คสู่เมืองแอลบานี (สหรัฐอเมริกา) ใช้เวลา 20 ชั่วโมง และประสบความสำเร็จ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2350

    ในปี พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ต่อเรือกลไฟหลวง
    เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) ถวายเรือกลไฟ (เรือสยามอรสุมพล) ให้กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2398


    ...จากคุณ......... SawasdeeKrab
    pantip.com/cafe/library/topic/K8058563/K8058563


    .................................

    การทหารเรือ ของไทยเรานั้น เริ่มมีเค้าเปลี่ยนจากสมัยโบราณเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 3 และผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในกิจการด้านทหารเรือในสมัยนั้น คือ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ฯ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ) และ จมื่นไวยวรนาถ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ : ช่วง บุนนาค) เมื่อเปลี่ยนรัชกาลแล้ว ได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจน โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ทรงบังคับบัญชาทหารเรือ วังหน้า ส่วนทหารเรือบ้านสมเด็จอยู่ในบังคับบัญชา ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ทั้งสองฝ่ายขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ทรงสร้างอู่เรือวังหน้าขึ้นตั้งอยู่บริเวณโรงทหารเรือวังหน้า ปัจจุบันคือที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มิใช่สร้างแต่เรือรบ เพราะได้ทรงสร้างเรือเดินทะเล เพื่อการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย ทรงเป็นผู้นำในเรื่องเรือสมัยใหม่ ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นไม่มีใครเชื่อเลยว่าเหล็กจะลอยน้ำได้แต่พระองค์ได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้ปรากฏ ทรงต่อเรือรบเป็นเรือกลไฟขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ชื่อเรืออาสาวดีรส3 และเรือยงยศอโยชฌิยา4 (หรือยงยศอโยธยา)


    เรือยงยศอโยชฌิยา ได้เดินทางไปราชการที่สิงคโปร์ ก็ได้รับคำชมเชยจากต่างประเทศเป็นอันมาก ว่าพระองค์มีพระปรีชาสามารถที่ทรงต่อเรือกลไฟแบบของฝรั่งได้ และการเดินทางในครั้งนั้นเท่ากับเป็นการไปอวดธงไทยในต่างประเทศ ธงไทยได้ถูกชัก ขึ้นคู่กับธงอังกฤษ ที่ฟอร์ทแคนนิ่งด้วย

    ประวัติของเรือที่พระองค์ทรงมีใช้ก่อนหน้านั้น มีดังนี้

    เรือพุทธอำนาจ (Fairy) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2379 เป็นเรือชนิดบาร์ก (Barque) ขนาด 200 ตัน มีอาวุธปืนใหญ่ 10 กระบอก เรือลำนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ทรงใช้เมื่อ พ.ศ. 2384 เป็นเรือพระที่นั่งของแม่ทัพ คือพระองค์เองเมื่อครั้งยังทรงเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ยกกองทัพไปรบกับญวนในสมัยรัชกาลที่3 ตีเมืองบันทายมาศ (ฮาเตียน)

    เรือราชฤทธิ์ (Sir Walter Scott) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2379 เป็นเรือแบบเดียวกันกับพุทธอำนาจ เมื่อ พ.ศ. 2384 ไปราชการทัพรบกับญวน

    เรืออุดมเดช (Lion) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2384 เป็นเรือชนิดบาร์ก (Barque) ขนาด 300 ตัน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ทรงใช้เรือลำนี้ ไปราชการทัพรบกับญวน เมื่อ พ.ศ. 2384 หลังจากนั้นได้นำสมณทูตไปลังกา เมื่อพ.ศ. 2387

    เรือเวทชงัด (Tiger) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2386 เป็นเรือชนิดสกูเนอร์ (Schooner) ขนาด 200 ตัน

    เรือพุทธสิงหาศน์ (Cruizer) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2398 เป็นเรือชนิดชิพ ขนาด 400 ตัน

    เรือมงคลราชปักษี (Falcon) ซื้อเมื่อ พ.ศ. 2400 เดิมเป็นเรือของชาวอเมริกัน ชนิดสกูเนอร์ (Schooner) ขนาด 100 ตัน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ทรงซื้อมา แล้วดัดแปลงใช้เป็นเรือพระที่นั่งติดอาวธปืนใหญ่ประจำพระองค์

    เรือยงยศอโยชฌิยา พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ โปรดให้ต่อพ.ศ 2406 ซึ่งขึ้นระวางเป็นเรือรบของวังหน้า เครื่องจักรท้ายมีระวางขับน้ำ 300ตัน มีปืนใหญ่ 6 กระบอก พลประจำเรือ 80คน เรือลำนี้ได้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า เคยต่อสู้กับเรือปืนของฝรั่งเศสที่ป้อมพระจุล เคยร่วมขบวนกับเรือพระที่นั่งมหาจักรี และมกุฏราชกุมารไปส่งและรับเสค็จรัชกาลที่5 เสด็จประพาศยุโรปที่สิงคโปรทั้งสองครั้ง และภารกิจสำคัญสุดท้ายในการที่กรมหลวงชุมพรได้ทรงนำนักเรียนนายเรือไปฝึกภาคสนามในทะเล ก่อนปลดระวาง เมื่อปี พ.ศ.2451

    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม
    เรือยงยศอโยชฌิยา
    จากคุณ Navarat.C
    pantip.com/cafe/library/topic/K8058563/K8058563
    ........................................................................




    สงครามกลางเมืองสเปน
    วันที่
    17 กรกฎาคม ค.ศ. 1936 ? 1 เมษายน ค.ศ. 1939

    สถานที่
    สเปนภาคพื้นทวีป สแปนิชโมร็อกโก สแปนิชสะฮารา หมู่เกาะคะเนรี หมู่เกาะแบลีแอริก สแปนิชกินีและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

    ผลลัพธ์
    ฝ่ายชาตินิยมได้รับชัยชนะ การล้มล้างสาธารณรัฐสเปนที่สอง สเปนเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นฟาสซิสต์


    สงครามกลางเมืองสเปน เป็นการรบในประเทศสเปนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านสาธารณรัฐสเปนที่ 2 ได้แก่ "ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ" ประกอบด้วยกลุ่มมัชฌิมา กลุ่มสังคมนิยม กลุ่มคอมมิวนิสต์ รวมทั้งชาวคาตาลันและชาวบาสก์ที่หัวรักถิ่นและเป็นอนาธิปไตย กับ "ฝ่ายชาตินิยม" ที่เป็นฝ่ายก่อการกบฏ รวมถึงพวกนิยมกษัตริย์ พวกการ์ลิสต์ พวกคาทอลิกหัวเก่า และพวกฟาสซิสต์ฟรังกิสต์ ซึ่งกองทัพสเปนเองก็ได้แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย แต่ละฝ่ายก็พยายามระดมหาพันธมิตรต่างประเทศมาช่วยรบ ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐดึงสหภาพโซเวียตและเม็กซิโก ส่วนฝ่ายชาตินิยมดึงพวกฟาสซิสต์จากอิตาลีและนาซีเยอรมนี
    สงครามดังกล่าวนับว่าเป็นการเร่งความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง และถูกมองว่าเป็นสงครามตัวแทนระหว่างสองลัทธิ คือ คอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตและฟาสซิสต์ ฝ่ายอักษะ สงครามดังกล่าวได้มีการนำรถถังและการทิ้งระเบิดทางอากาศมาใช้ และถูกกล่าวขานถูกความโหดร้ายของสงครามและความแตกแยกทางการเมืองจากนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคน อย่างเช่น เออร์เนส ฮาร์มิงเวย์ มาร์ธา เกลฮอร์น จอร์จ ออร์เวลและโรเบิร์ต คาปา


    ฟรันซิสโก เปาลีโน


    วันนี้ในอดีต วันที่ 17 กรกฎาคม


    ฟรันซิสโก เปาลีโน เอร์เมเนคิลโด เตโอดูโล ฟรังโก อี บาอามอนเด ซัลกาโด ปาร์โด (สเปน: Francisco Paulino Hermenegildo Te?dulo Franco y Bahamonde Salgado Pardo) หรือที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อ จอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) และ เอลโกว์ดีโย หรือ "ท่านผู้นำ" (El Coudillo) (เกิด 4 ธันวาคม พ.ศ. 2435 - ถึงแก่กรรม 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518) เป็นจอมพลและผู้เผด็จการชาวสเปนในช่วงปี พ.ศ. 2479-2518 เกิดที่เมืองเอลเฟร์โรล แคว้นกาลิเซีย ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสเปน จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยโตเลโดในปี พ.ศ. 2453 ได้รับประสบการณ์ในการรบเป็นอย่างมากในสงครามโมร็อกโก และได้เป็นนายพลที่หนุ่มที่สุดของประเทศสเปนเมื่อปี พ.ศ. 2469 ระหว่างสมัยสาธารณรัฐครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2474-2479) ฟรังโกได้เป็นผู้นำทำการปราบปรามกบฏชาวเหมืองอัสตูรีอัส และในปี พ.ศ. ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร
    ในปี พ.ศ. 2479 ฟรังโกได้เข้าร่วมสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายกบฏเพื่อต่อต้านรัฐบาล (เลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2479) และลงมือก่อการกบฏเมื่อวันที่ 17-18 กรกฎาคมซึ่งได้กลายเป็นชนวนสงครามกลางเมืองสเปน (พ.ศ. 2479-2482) ความเป็นผู้นำของฟรังโกในกองทัพแอฟริกาที่สำคัญยิ่งและความใกล้ชิดสนิทสนมกับอิตาลีและเยอรมนีซึ่งเข้าข้างฝ่ายกบฏ ทำให้ฟรังโกกลายเป็นนายพลผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายกบฏและเป็นประมุขประเทศของคณะรักชาติ ระหว่างเดือนตุลาคม 2479 - เมษายน 2482 ฟรังโกได้เป็นผู้นำคณะชาติสู่ชัยชนะ และนับแต่นั้นมาก็ได้วางรากฐานระบอบเผด็จการที่ยั่งยืนมาจนถึงวันสิ้นชีวิต
    ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ระยะแรกฟรังโกยืนอยู่ข้างเยอรมนีและอิตาลีในลักษณะผู้ไม่เข้าร่วมประกาศสงครามมากว่าการเป็นประเทศไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด แต่อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2486 ฟรังโกได้ปรับเปลี่ยนนโยบาย นำเอาสเปนออกจากการเกี่ยวข้องกับฝ่ายอักษะได้อย่างชาญฉลาด ระหว่าง พ.ศ. 2492-2502 การต่อต้านคอมมิวนิสต์ของฟรังโกทำให้สเปนสามารถเชื่อมสัมพันธไมตรีได้เป็นอย่างดีกับฝ่ายอำนาจตะวันตก
    ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกล ในปี พ.ศ. 2512 จอมพลฟรังโกได้ประกาศให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า หากตนสิ้นชีวิตไปแล้ว ขอให้มีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่โดยแต่งตั้งให้ "เจ้าชายควน การ์โลส" พระราชนัดดาของกษัตริย์องค์สุดท้ายขึ้นครองราชย์ และเพียงภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี จากการสิ้นชีวิตของฟรังโก ความเป็นเผด็จการของสเปนได้หายไปอย่างที่อาจเรียกได้เกือบไม่มีร่องรอยให้เห็น

    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี






    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 17-07-2009 at 08:50.


Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •