วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม


พ.ศ. 2365 วันเกิดของ เกรกเกอ เมนเดล นักพฤกษศาสตร์ ชาวออสเตรียน ผู้ค้นพนหลักของกรรมพันธุ์พ.ศ.


พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศสงครามโลกครั้งที่ 1 กับประเทศเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี ในพระบรมราชโองการประกาศสงครามนั้นทรงอ้างว่า ฝ่ายออสเตรีย ฮังการี และเยอรมัน ไม่มีความเมตตา รบกวนความสงบสุขของชาวโลก ไทยจึงเข้าช่วยฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อผดุงไว้ซึ่งความเป็นธรรม




วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม?..



22 กรกฎาคม พ.ศ. 2365 วันเกิดของ เกรกเกอ เมนเดล นักพฤกษศาสตร์ ชาวออสเตรียน ผู้ค้นพนหลักของกรรมพันธุ์


วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม

โยฮันน์ เกรกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel)


ต้องยอมรับว่านี่คือ ยุคแห่งพันธุศาสตร์ เพราะในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้ การค้นคว้าและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด นั่นก็เพราะความต้องการแก้ปัญหาด้านสุขภาพ และต้องการไขปริศนาธรรมชาติในกระบวนการสร้างสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำให้มวลมนุษย์เดินหน้าหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถพิชิตโรคภัย และดำรงตนอยู่ในโลกยุคใหม่อย่างสบายใจไร้ทุกข์ ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมาถึงระดับเทคโนโลยี

ประวัติ
โยฮันน์ เกรกอร์ เมนเดล เกิดในปี ค.ศ.1822 เป็นบาทหลวงชาวออสเตรีย และในขณะเดียวกันเขาก็เป็นอาจารย์สอนหนังสือให้แก่นักเรียน สอนนักเรียน ถึงเรื่องพันธุ์กรรมด้วย เมนเดลมีความสนใจศึกษาด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ ด้านพันธุศาสตร์ เขาได้ใช้สถานที่ภายในบริเวณวัดเพื่อทำการทดลองสิ่งต่างๆ ที่เขาสนใจ เมนเดลเริ่มต้นทดลองเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1856 เรื่องที่เขาทำการทดลองคือ การรวบรวมต้นถั่วหลายๆพันธุ์นำมาผสมกันหลายๆวิธีเขาใช้เวลาทดลองต่อเนื่องถึง 7 ปี จนได้ข้อมูลมากเพียงพอ ในปี ค.ศ.1865 เมนเดล จึงได้ รายงานผลการทดลอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์ ต้นถั่ว ให้แก่ที่ประชุม Natural History Society ในกรุงบรุนน์ ( Brunn ) ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปทั่วทวีปยุโรปและ อเมริกาในปีต่อมาคือปี ค.ศ.1866 ผลงานของเขาถูกปล่อยไว้นานถึง 34 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ.1900 ได้มีนัก ชีววิทยา 3 ท่าน คือ ฮูโก เดฟรีส์ ชาวฮอลันดา คาร์ล คอเรนส์ ชาวเยอรมันและ เอริช ฟอน แชร์มาค ชาวออสเตรเลีย ได้ทดลองผสมพันธุ์พืชชนิดอื่นๆ และได้ผลการทดลองตรงกับที่เมนเดลเคยรายงานไว้ ทำให้เมนเดลเป็นที่รู้จัก ในวงการพันธุศาสตร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา และ เมนเดลยังได้รับการยกย่องว่า เป็นบิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์อีกด้วย เมนเดลเสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1884 ถึงแม้เป็นความจริง เขาจะไม่ได้รับการ ยอมรับนับถือในฐานะนักวิทยาศาสตร์มากนัก แต่ประชาชนทั่วไปก็นับถือเขาและมีความศรัทธาในฐานะนักบวชเป็นอย่างมาก

ต้องยอมรับว่านี่คือ ?ยุคแห่งพันธุศาสตร์? เพราะในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้ การค้นคว้าและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด นั่นก็เพราะความต้องการแก้ปัญหาด้านสุขภาพ และต้องการไขปริศนาธรรมชาติในกระบวนการสร้างสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำให้มวลมนุษย์เดินหน้าหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้ร่างกายสามารถพิชิตโรคภัย และดำรงตนอยู่ในโลกยุคใหม่อย่างสบายใจไร้ทุกข์ ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมาถึงระดับเทคโนโลยี
สัปดาห์นี้ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงนำสุดยอดการค้บพบทางวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอโดยรายการ"ไซน์แชนแนล" (Science Channel) ทางช่อง "ดิสคัฟเวอร์รี" (Discovery Channel) ในประเด็น การค้นพบทางพันธุกรรม โดยสรุป 13 ข้อค้นพบเด่นที่ขับเคลื่อนให้วงการเทคโนโลยีชีวภาพก้าวไกลมาได้ถึงขนาดนี้

1. กฎของเมนเดล (Rules of Heredity หรือกฎของการสืบสายเลือด) ในช่วงปี 1850
แน่นอนว่า...ประวัติศาสตร์แห่งวงการพันธุศาสตร์ต้องเริ่มต้นจาก บาทหลวงชาวออสเตรียที่เป็นนักพฤกษศาสตร์นามว่า ?เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล? (Gregor Mendel) ที่ได้ค้นพบข้อมูลการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่น โดยเมนเดลได้ทดลองกับพืชตระกูลถั่ว เขาสังเกตว่าลักษณะบางอย่างของต้นถั่วรุ่นลูก อย่างเช่นความสูง การแสดงถึงลักษณะเด่นเหล่านี้จะแตกต่างกันไป
โดยกฎแห่งการสืบสายเลือด หรือกฎของเมนเดลนั้นจะมีลักษณะเด่น (Dominant) และลักษณะด้อย (Recessive) เมื่อพ่อกับแม่ที่มีลักษณะเด่นมาผสมกัน ก็จะได้ลูกเด่นทั้งหมด แต่ถ้านำด้อยมาผสมกันก็จะได้ลูกลักษณะด้อยทั้งหมดเช่นกัน แต่ถ้านำเด่นกับด้อยมาผสมกันผลที่ได้ในรุ่นลูกคือ ?เด่น? ทั้งหมด แต่ถ้านำไปผสมกันในรุ่นหลานก็จะได้ เด่นแท้-ด้อยแท้-เด่นไม่แท้ ในลักษณะ 1-1-2 ส่วน ลองดูตามตัวอย่าง ให้ถั่วต้นสูง (T) เป็นลักษณะเด่น และต้นเตี้ย (t) เป็นลักษณะด้อย

1) ถั่วต้นสูง (T) + ถั่วต้นสูง (T) = ลูกสูงทั้งหมด (TT)

2) ถั่วต้นเตี้ย (t) + ถั่วต้นเตี้ย (t) = ลูกเตี้ยทั้งหมด (tt)

3) ถั่วต้นสูง (T) + ถั่วต้นเตี้ย (t) = ลูกสูงทั้งหมด (Tt)

4) เอาลูกที่ได้จากข้อ 3
ลูกสูงทั้งหมด (Tt) + ลูกสูงทั้งหมด (Tt) = ลูกสูงแท้ (TT) 25% , ลูกเตี้ยแท้ (tt) 25% ,ลูกสูงไม่แท้ (Tt) 50%

5) เมื่อเอาเมล็ดถั่วสูงแท้ (TT) จากข้อ 4 ไปปลูกจะได้ลูกสูงหมด (TT) และเอาเมล็ดถั่วต้นเตี้ย (tt) ไปปลูก จะได้ลูกเตี้ยหมด (tt) เอาเมล็ดถั่วต้นสูงไม่แท้ (Tt) จะได้ถั่วชั้นลูกเหมือนกับข้อ 4
เมนเดลได้ใช้เวลาทั้งชีวิตค้นคว้าในเรื่องนี้จนกระทั่งสิ้นใจ โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขาค้นพบทำให้เขากลายเป็น ?บิดาแห่งพันธุกรรม? ในเวลาต่อมา

ผลงาน
เมนเดลได้ใช้เวลาทั้งชีวิตค้นคว้าในเรื่องนี้จนกระทั่งสิ้นใจ โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขาค้นพบทำให้เขากลายเป็น ?บิดาแห่งพันธุกรรม? ในเวลาต่อมา

วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม

วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม

วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม

เพิ่มเติม
หน่วยพันธุกรรมหรือยีน

หน่วยพันธุกรรมหรือยีนมีสมบัติในการ ควบคุมลักษณะกรรมพันธุ์ต่างๆในร่างกายของสิ่งมีชีวิต และมีสมบัติถ่ายทอด จากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่สิ่งมีชีวิตนั้นยังคงมีสมบัติการสืบพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบต่อไปได้อีก นักบวชชาวออสเตรียที่มีชื่อว่า เกรกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel) ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ (genetics) เพราะได้ค้นพบกฎการถ่ายทอดพันธุกรรม ๒ ประการ จากผลของการทดลองเพื่อศึกษาการถ่ายทอดพันธุกรรมในถั่วลันเตา ในบริเวณแปลงทดลองของโบสถ์ ที่เมืองบรึนน์ (Br?nn) ประเทศออสเตรีย และได้รายงานผลการวิจัยดังกล่าวใน พ.ศ. ๒๔๐๘ นับได้ว่าเป็นการวิจัยทางชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในขณะนั้น เมนเดลได้แยกแยะไว้ชัดเจนระหว่างลักษณะกรรมพันธุ์ที่เขาใช้คำว่า ?merkmal? กับแนวความคิดเกี่ยวกับหน่วยพันธุกรรมที่เขาใช้คำว่า ?elemente? โดยเมนเดลคิดว่าหน่วยพันธุกรรมนี้คงจะ อยู่ภายในเซลล์ และมีส่วนควบคุมลักษณะกรรมพันธุ์ดังกล่าวด้วย โดยหน่วยพันธุกรรมดังกล่าวนี้ปัจจุบันเรียกว่า ยีน เมนเดลตระหนักดีว่า หน่วยพันธุกรรมดังกล่าวนั้นจะอยู่เป็นคู่ๆมากมายหลายคู่ด้วยกัน ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะกรรมพันธุ์มากมายหลายลักษณะ ดังที่ได้สังเกตเห็นในถั่วลันเตาที่เขาใช้ทดลอง ยิ่งไปกว่านั้นเมนเดลยังคาดคิดต่อไปอีก
ว่า หน่วยพันธุกรรมในแต่ละคู่นั้นคงจะควบคุมลักษณะกรรมพันธุ์ในแต่ละอย่างที่มีความ
แตกต่างตรงข้ามกัน เช่น คู่ของ หน่วยA กับ a ควบคุมลักษณะต้นสูงกับต้นเตี้ยตามลำดับ
หรือคู่ของหน่วย B กับ bควบคุมลักษณะเมล็ดสีเหลืองกับเมล็ดสีเขียวลักษณะ กรรมพันธุ์ที่แสดงออกทุกรุ่น เช่น ต้นสูงและเมล็ดสีเหลือง ควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมที่
มีลักษณะเด่น (domi-nant) ส่วนลักษณะตรงกันข้าม เช่น ต้นเตี้ยและ
เมล็ดสีเขียว ซึ่งไม่แสดงออกทุกรุ่น ควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมที่มีลักษณะด้อย (recessive) ซึ่งถูกข่มโดยหน่วยพันธุกรรมที่มีลักษณะเด่นเมื่อมันมาเข้าคู่อยู่ด้วยกัน เช่น คู่ Aa หรือคู่ Bb ถึงแม้ว่า
เมนเดลไม่ได้สังเกตเห็นหน่วยพันธุกรรมที่อยู่กันเป็นคู่ๆภายในเซลล์ก็ตาม แต่เขาก็เข้าใจดีว่า หน่วยพันธุกรรมที่เป็นคู่กันในลูกผสมนั้นครึ่งหนึ่งได้มาจากพันธุ์พ่อ โดยผ่านทางละอองเกสรตัวผู้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งได้จากพันธุ์แม่โดยผ่าน ทางไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจากละอองเกสรตัวผู้ เมนเดลได้สรุปแนวความคิดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การถ่ายทอดหน่วยพันธุกรรมไว้ ๒ ประการ คือ (๑) การแยกตัวของหน่วยพันธุกรรม (๒)การรวมกลุ่มของหน่วยพันธุกรรมอย่างอิสระแต่แนวความคิดที่ลึกซึ้งของเมนเดลนี้ก้าวหน้าล้ำยุคเกินกว่าที่ นักวิชาการร่วมสมัยจะ
เข้าใจได้

วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม


เอกสารอ้างอิง mgronline.com/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000089123
ข้อมูลจาก .vcharkarn.com/vcafe/127685




วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม??....
วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม??....
วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคมวันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม??....





22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศสงครามโลกครั้งที่ 1 กับประเทศเยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี ในพระบรมราชโองการประกาศสงครามนั้นทรงอ้างว่า ฝ่ายออสเตรีย ฮังการี และเยอรมัน ไม่มีความเมตตา รบกวนความสงบสุขของชาวโลก ไทยจึงเข้าช่วยฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อผดุงไว้ซึ่งความเป็นธรรม

วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม
22 กรกฎาคม 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระทัยนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยประกาศสงครามกับกลุ่มประเทศฝ่ายอักษะ ส่งผลให้เมื่อสิ้นสุดสงคราม ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และการทหาร รวมทั้งสามารถเรียกร้องแก้ไขและยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ของชาติมหาอำนาจที่เคยทำไว้กับประเทศไทย
และในวันที่ 1 มกราคม 2461 ได้มีการก่อสร้างวงเวียนขึ้นเป็นอนุสรณ์ ได้รับพระราชทานนามว่า วงเวียน 22 กรกฎาคม

วันนี้ในอดีต 22 กรกฎาคม
( ภาพบริเวณวงเวียน 22 กรกฎาคม เมื่อ พ.ศ. 2490 )

วงเวียน 22 กรกฎาคม เป็นวงเวียนน้ำพุเกิดจากถนน 3 สายตัดกัน คือถนนไมตรีจิต ถนนมิตรพันธ์ ถนนสันติภาพ อยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ถนนรอบวงเวียนมีชื่อว่า ถนนวงเวียน 22 กรกฎาคม
บริเวณที่เป็นวงเวียน 22 กรกฎาคม เดิมเคยเป็นชุมชนที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่นมาก ราว พ.ศ.2460 ได้เกิดไฟไหม้ใหญ่เผาผลาญบ้านเรือนในบริเวณนี้ไปเกือบหมด เจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงนครบาล ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตัดถนนเพื่อความเป็นระเบียบของบ้านเมือง ต่อมาได้โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตัดถนนสามสาย บริเวณที่ถนนสามสายนั้นมาตัดกันได้โปรดให้สร้างเป็นวงเวียน พระราชทานนามว่า 22 กรกฎาคม ส่วนถนนสามสายนั้น พระราชทานชื่อว่า ไมตรีจิต - มิตรพันธ์ - สันติภาพ เมื่อแปลความหมายแล้วจะได้ความว่า รอบวงเวียนนั้นมี 6 แยก คือ รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศสงครามเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ด้วยไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้เกิดสันติภาพ

ปัจจุบันแม้บริเวณนั้นจะเป็นเพียงย่านการค้าเก่าแก่ คนรุ่นใหม่ๆ น้อยคนจะได้รู้ถึงที่มาที่ไปของชื่อวงเวียน และถนนบริเวณนั้น ซึ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ของชาติไทยเราที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง และหากพวกท่านทั้งหลายที่คิดจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง กับคนในชาติในแผ่นดินเดียวกันแล้ว จงได้ย้อนกลับไปดูวันเดียวกันนี้เมื่อ 90 ปีที่แล้ว ที่คนไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อสู้กับผู้รุกราน เพื่อรักษาประเทศมาจนถึงวันนี้



ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สาระนุกรมเสรี


................................................................

.................................................................

.................................................................


สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง


วันที่
28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ? 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918

สถานที่
ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา และในภูมิภาคตะวันออกกลาง (รวมถึงการรบย่อย ๆ ในเอเชียใต้ ประเทศจีนและหมู่เกาะตามมหาสมุทรแปซิฟิก)

ผลลัพธ์
ชัยชนะของฝ่ายไตรภาคี; การล่มสลายของจักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิออตโตมาน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี; สนธิสัญญาภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง; การก่อตั้งสันนิบาตชาติ; การถือกำเนิดของสหภาพโซเวียต


ผู้ร่วมสงคราม
มหาอำนาจไตรภาคี (พันธมิตร):
จักรวรรดิรัสเซีย
ฝรั่งเศส
จักรวรรดิบริเตน
ราชอาณาจักรอิตาลี
สหรัฐอเมริกา

ความสูญเสีย
ทหารเสียชีวิต:
5,525,000 นาย
ทหารบาดเจ็บ:
12,831,500 นาย
ทหารหายสาบสูญ:
4,121,000 นาย



มหาอำนาจกลาง (ไตรพันธมิตร):
ออสเตรีย-ฮังการี
จักรวรรดิเยอรมัน
จักรวรรดิออตโตมาน
ราชอาณาจักรบัลแกเรีย

ความสูญเสีย
ทหารเสียชีวิต:
4,386,000 นาย
ทหารบาดเจ็บ:
8,388,000 นาย
ทหารหายสาบสูญ:
3,629,000 นาย



สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (อังกฤษ: World War I หรือ First World War) หรือเป็นที่รู้จักกันว่า "สงครามครั้งยิ่งใหญ่" (อังกฤษ: Great War) หรือ "สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งมวล" (อังกฤษ: War to End All Wars) เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1914 - ค.ศ. 1918 ระหว่างฝ่ายไตรภาคี (อังกฤษ: Triple Entente) และฝ่ายมหาอำนาจกลาง[1] โดยพบว่ามีทหารกว่า 70 ล้านคนมีส่วนร่วมในการรบ ผลจากสงครามทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บและสูญหาย รวมกันไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคน

สาเหตุหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็คือ การลอบปลงพระชนม์อาร์คดุยค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทของบัลลังก์จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยกัฟรีโล ปรินซีป ชาวเซิร์บบอสเนีย ซึ่งเป็นสมาชิกของแก๊งมือมืด และการแก้แค้นของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีต่อราชอาณาจักรเซอร์เบียก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้นในทวีปยุโรป ภายในหนึ่งเดือน ทวีปยุโรปส่วนมากก็อยู่ในสภาวะสงคราม

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตร และความปราชัยของฝ่ายมหาอำนาจกลาง - จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมัน ได้แตกเป็นประเทศเกิดใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุโรปกลาง การสื้นสุดของจักรวรรดิรัสเซีย นำไปสู่การก่อตั้ง สหภาพโซเวียต อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติรัสเซีย ต่อมา ได้มีการก่อตั้ง สันนิบาตชาติ เพื่อเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศด้วยวิธีการทางการทูต แต่ทว่าจากลัทธิชาตินิยมที่เกิดขึ้นภายหลังสงคราม ประกอบกับสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การปะทุของสงครามโลกครั้งที่สอง




ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สาระนุกรมเสรี
.....................................................................................................
.....................................................................................................
.....................................................................................................