ปีเตอร์ เคอร์เทน (Peter Kurten) ผีดูดเลือดแห่งดุสเซอดอร์ฟ

ปีเตอร์ เคอร์เทน (Peter Kurten)


ใน อดีตที่ผ่านมาในหลาย ๆ ที่ในยุโรปเกิดคดีฆาตกรต่อเนื่องอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่คดีต่อเนื่องเหล่านี้มักสูญหายไปกับกาลเวลา อันเนื่องจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์โหดร้ายและน่าจดจำมากกว่า มีน้อยมากที่มีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทำให้หลายคนจดจำถ้าไม่โหดเหี้ยมพอ

แต่มีฆาตกรคนหนึ่งสมควรจะได้รับความจดจำความโหดร้ายนั้น.....................


ปี 1930 เรือนจำในแดนประหาร ประเทศเยอรมัน

ศาสตราจารย์ คาร์ล เบิร์ก ชายชราที่น่าจะไปเลี้ยงลูก เลี้ยงหลานอยู่กับบ้านมากกว่าที่จะมาเรือนจำแดนประหาร สาเหตุที่เขามาเรือนจำครั้งนี้เนื่องจากเขากำลังทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน

นั้น คือได้สัมภาษณ์ทางจิตวิทยาแบบซึ่ง ๆ หน้ากับนักโทษฆ่าคนต่อเนื่องเป็นครั้งแรกถึงเรือนจำในแดนประหาร ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการศึกษาฆาตกรต่อเนื่องโดยวิธีนี้

ฆาตกรต่อเนื่องที่คาร์ลได้สัมภาษณ์นี้ ครั้งหนึ่งเป็นเคยทำให้เยอรมันต้องหวาดผวา หวาดกลัว ต่อความโหดร้ายของเขา เนื่อง จากเหยื่อที่เขาสังหารมักจบชีวิตโดยบาดคอ ที่หลอดลม นอน จมกองเลือด และบางศพมีรอยดูดเลือดด้วย แสดงถึงความวิปริตที่ติดตัวเป็นนิสัย และความหวาดกลัวนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศเยอรมันมาแล้ว

เอี๊ยด.............

เสียง ประตูที่แน่นหนาเปิดออก หมอคาร์ลเดินเข้าไปในห้องเยี่ยมที่มีระบบป้องกันความปลอดภัยที่แน่นหนา ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งมารอศาสตราจารย์อยู่แล้ว เขามีลักษณะ ร่างกายที่ผอม แรงน้อย หน้าเหลี่ยม แต่ดูสภาพบุรุษยิ่ง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่านี้คืออดีตฆาตกรต่อเนื่องที่ชอบฆ่าคนดั่งผักปลาใน เยอรมัน

"ปีเตอร์ เคอร์เทน เขาคือเจ้าของฉายา ผีดูดเลือดแห่งดุสเซอดอร์ฟ ฆาตกรต่อเนื่องฆ่า 9 ศพ"

ศาสตราจารย์คาร์ลเริ่มสัมภาษณ์ พร้อมเปิดประวัติชีวิตเปื้อนเลือดของชายผู้นี้ไปด้วย......................


ความรุนแรง
ปีเตอร์ เคอร์เทน (Peter Kurten) ผีดูดเลือดแห่งดุสเซอดอร์ฟ

เคอร์เทนเกิดวันที่ 26 พฤษภาคม 1883 ในโคล์นมุลไฮม์ ประเทศเยอรมัน ช่วงที่ยุโรปตึงเครียดกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กำลังก่อตัวขึ้น

เขา เกิดในครอบครัวยากจนเพราะมีลูกมาก ปีเตอร์เป็นลูกชายคนที่ 5 ในจำนวนลูกทั้งหมดในครอบครัวถึง 13 คน

ดัง นั้นจึงไม่แปลกที่ มุลไฮม์ เคอร์เทน พ่อของเขามักเครียดอยู่เสมอเมื่อเงินและอาหารการกินฝืดเคืองในครอบครัว ทำให้เขามักใช้เหล้าในการแก้ปัญหาเพื่อดับอารมณ์ทางกายและใจ

เมื่อเหล้าเข้าปากจากพ่อกลายเป็นเดรัสฉาน เริ่มทำกิจวัฒนประจำวันในครอบครัวที่แสนสุขสันต์

นั้น คือการอาละวาดระราน ตีพวกลูก ๆ ด้วยแส้ การตบตีภรรยาและก็ขมขื่นภรรยาของตัวเองและลูกสาวต่อหน้าต่อตาเด็ก ๆ ที่เฝ้ามองด้วยความอยากรู้ อยากเห็น

ปีเตอร์ เคอร์เทน คือหนึ่งในนั้น เขา เฝ้าดูกิจกรรมในครอบครัวของพ่อเขาอย่างตาไม่กระพริบ ไม่รู้ว่าในจิตใจเขาคิดอะไรอยู่

จนกระทั้งพ่อของเขาต้องติดคุกโดยข้อหาพยายามมีเพศสัมพันธ์กับหญิงร่วมโลหิต ทิ้ง เด็กน้อย ปีเตอร์ เคอร์เทน ที่จิตใจบิดเบี้ยวไว้เบื้องหลัง

"พ่อผมไม่เป็นคนโหดร้ายเสมอ เขาชอบตีแม่ ชอบข่มขื่นพี่น้องอยู่เสมอ พ่อไม่เคยให้ของขวัญอะไรกับผมเลยตลอดชีวิต" ปีเตอร์ทวนความหลัง

" แต่มีสิ่งหนึ่งที่พ่อให้ผม มันเป็นสิ่งแรกและสิ่งที่สุดท้ายที่พ่อให้ มันคือความกล้า กล้าในการทำสิ่งที่เรียกว่า ความชั่ว"

ใน ด้านการเรียน ปีเตอร์ แทบไม่เคยจับหนังสือเลย เนื่องจากฐานะที่บ้านยากจน แต่หลาย ๆ คนบอกว่า เขาเป็นเด็กตรงไปตรงมา ฉลาด มีความจำยอดเยี่ยม ความสามารถนี้ติดตัวเขาไปจนกระทั้งถูกจับ เห็นได้จากที่เขาสามารถบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 20 ปีได้เป็นอย่างดี

อายุได้ 9 ปี เคอร์เทน ก็ก่อคดีฆาตกรรมครั้งแรกในชีวิต โดยในขณะที่ไปเที่ยวเล่นที่แม่น้ำพร้อมกับเพื่อน อยู่ๆเคอร์เทน ก็ผลักเพื่อนคนหนึ่งตกแพไป และเมื่อเพื่อนอีกคนกระโดดลงน้ำไปเพื่อจะช่วย เคอร์เทน ก็กดหัวเด็กคนนั้นลงไปใต้แพ จนสุดท้ายเด็กทั้งสองคนต่างก็จมน้ำตาย

พออายุ 11 ปี เขาและครอบครัวได้ย้ายมายังดุสซอดอร์ฟ และเมื่ออายุได้ 13 ปี ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยคนจับสุนัขในหมู่บ้านและเริ่มชื่นชอบในการทรมานสัตว์ และมีความสัมพันธ์วิปริตกับสัตว์เช่น พวกสุนัข แกะ หมู แพะ ห่านตัวเมีย และหงส์ สิ่งที่ชอบทำกับสัตว์พวกนี้คือการฆ่าและตัดหัว และสิ่งที่ได้จากการตัดหัวก็คือเลือดที่พุ่งทะลักไหลลงมา

ดวง ตาของเขาลุกวาว ตอนที่เห็นเลือดพุ่งออกมาโดนหน้าเขาเขาชอบได้ยินเสียงเลือดพุ่งที่คอของ สัตว์ เลือดสด ๆ กลิ่นคาวของเลือด อาการชักกระตุกก่อนตายของสัตว์ มันกระตุ้นให้เขาดื่มเลือด

พฤติกรรมในช่วงนี้ยิ่งเป็นตัวเพิ่มพูนความเหี้ยมโหดในอุปนิสัยของเขาและมีผลไปจนถึงชีวิตในภายหลังของเขาด้วย

เมื่ออาย 13 ปี ปีเตอร์ ได้ทำอาชญากรเป็นครั้งแรก นั้นคือเป็นนักวางเพลิง

"ผมเพลิดเพลินกับการได้เห็นเปลวไฟลุกโพลง แต่ที่สุดยอดคือ การที่ตื่นเต้นกับความทุกข์และความปั่นป่วนของผู้คนที่เห็นทรัพย์สมบัติของชาวบ้านกำลังถูกทำลาย" ปีเตอร์ เล่า

เมื่ออายุ 16 ปี เคอร์เทน เข้าทำงานกับช่างตีเหล็ก แต่ทำอยู่ได้ไม่นานนักก็ขโมยเงินหนีไปและเริ่มอาชีพหัวขโมยนับแต่นั้น หากในไม่ช้าก็ถูกจับได้ ระหว่างปี 1900 - 1913

เมื่ออายุ 17 ปี เคอร์เทน ถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ในความผิดลักเล็กขโมยน้อย แต่มีอีกหลายคดีตามมาอีกระลอก จึงเพิ่มเป็น 20 ปี

แทน ที่ติดคุกแล้วจะสำนึกผิด แต่เคอร์เทนกับบ้าเลือดกว่าเก่า เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในคุกนี้ ไม่ว่าการสะเดาะกลอน การย่องเบา และเรียนรู้การทารุณเพื่อนนักโทษคนอื่น และชอบแหกกฎ ทำให้ถูกลงโทษมักขังเดี่ยวเสมอ แต่นั้นมันทำให้อารมณ์บ้าเลือดเขาได้ปลดปล่อยได้เต็มที่

เมื่อดูจากสถิตแล้วพบว่าเคอร์เทน ถูกจับถึง 17 ครั้งและใช้กว่า 27 ปี ซึ่งเป็นครึ่งชีวิตของตัวเองอยู่หลังกรงเหล็กนั่นเอง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เคอร์เทน ค่อยๆฟักฟูมความโหดเหี้ยมในใจเขาให้เติบโตขึ้นมาทีละน้อยก็ว่าได้(ในช่วงนี้ คูร์เท่นสารภาพหลังจากถูกจับว่าเขาเคยฆ่าบีบคอหญิงผู้หนึ่งตาย แต่ไม่มีการพบศพในคดีนี้)


ฆ่าคนครั้งที่สอง

ปีเตอร์ เคอร์เทน (Peter Kurten) ผีดูดเลือดแห่งดุสเซอดอร์ฟ

ครั้ง ที่สองการพยายามฆาตกรรมของปีเตอร์ไม่สำเร็จ เขายอมรับต่อสารว่า เขาปล่อยให้ผู้หญิงไม่ทราบชื่อที่เขาข่มขืน ในป่า เกรเนเบิร์ก ของดุสเซอดอร์ฟ หนีไปได้ แต่ไม่มีใครทราบซะตากรรมของเธอหลังจากนั้น สันนิษฐานว่า เธอคงมีสติและคลานหนีได้ แต่คงอายและกลัวจึงไม่ได้เหตุการณ์ให้ใครฟัง

แต่เหยื่อรายอื่น ๆ ไม่โชคดีเหมือนกับเธอนี้สิ

25 พฤษภาคม ปี 1913 มีการพบศพหนูน้อยคริสติน ไคลน์ อายุ 10ขวบ เธอถูกพบบนเตียง มีร่องรอยถูกข่มขืน ที่ลิ้นมีรอยกัดอย่างรุนแรง และปาดคอ เลือดเต็มเตียง ในโรงแรมเล็ก ๆ ที่ โคโลญจ์ และในห้องมีผ้าเช็ดหน้าปักอักษรย่อ P.K. อยู่ แต่น่าเสียดายที่พ่อของเด็กหญิงเคราะห์ร้ายก็มีตัวอักษรย่อของชื่อว่า P.K. เช่นกัน คดีนี้จึงไม่ถูกโยงมาถึงตัวเคอร์เทน

เจ้า หน้าที่ได้ทำการจับกุมตัวลุงของเธอในฐานะผู้ต้องสงสัย แต่ไม่นานก็ได้รับการปล่อยตัวเพราะไม่มีหลักฐาน แต่ความละอายใจในข้อกล่าวหามันติดตัวเขาจนตายจนกระทั้งเขาเสียชีวิตในสงคราม โลกครั้งที่ 1

ความจริงของคดีนี้ทั้งหมด ได้จากคำรับสารภาพของปีเตอร์ คาร์เทนในศาลเวลาต่อมา

เขาเล่าย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 ปี ก่อนว่า.........

"วันนั้น ใช่วันที่ 25 พฤษภาคมปี 1913 นั้น แหละ ตอนนั้นผมกำลังเข้าโรมแรมโคโลญจ์เพื่อไปขโมยของ เจ้าของห้องอยู่ชั้นบน ส่วนผมอยู่ชั้นล่าง ผมเปิดประตูแต่ไม่พบอะไรน่าขโมยเลย แต่ผมพบเด็กนั้นนอนอยู่บนเตียงในห้องของเธอ ท่าทางหลับปุ๋ยเชียว เมื่อเห็นแล้ว ผมก็จับเด็กด้วยมือซ้าย และบีบคอประมาณหนึ่งนาทีครึ่ง เด็กตื่น พยายามดิ้นรน แต่หมดสติไป ไม่มีเสียงร้องสักเอะ"

"ผมมีมีดพกคม ๆ ประจำตัว ผม ใช้มีดนั้นปากคอจนถึงหลอดลมของเธอ โดยช้อนศีรษะของเด็กนั้น เลือกพุ่งออกมาเหมือนท่อประปาแตก เลอะเสื่อที่ปูอยู่ข้าง ๆ เตียง ผมได้ยินเสียงเลือดพุ่งของเธอ มันกระตุ้นอารมณ์ทางเพศผม ผมข่มขื่นเธอในขณะที่เลือดพุ่งไม่หยุด ประมาณ 3 นาที ได้ จากนั้น ผมก็ปิดล็อกประตูห้อง จากนั้นก็กลับบ้านที่ดุสเซอดอร์ฟ และกลับมาที่เมืองนี้อีกที่ พอดีมีร้านกาแฟอยู่ตรงข้าม ผมนั่งดื่มเบียร์และอ่านข่าวฆาตกรรมในหนังสือพิมพ์ ทุกคนในร้านพูดแต่เรื่องนี้ ทุกคนหวาดกลัวและขุนเคืองกับข่าวที่ออกมา ผมมองสีหน้าของพวกเขา มันทำให้รู้สึกดีเป็นบ้า!"

ส่วนเคอร์เทนนั้น หลายสัปดาห์ให้หลังจากฆ่าหนูน้อยคริสติน ไคลน์ เขาถูกจับในข้อหาเผารถม้าพร้อมกับพยายามฆ่าหญิงสาว 2 คน และถูกจำคุก 8 ปี แต่ก็ทำให้เขารอดพ้นจากการเกณฑ์ทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปได้

ปี 1921 เคอร์เทนถูกปล่อยตัว และกลับมายังดุสเซอดอร์ฟอีกครั้ง ใน ช่วงนี้เองที่เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารักอย่างแท้จริงไปจนสิ้นชีวิต หญิงดังกล่าวก็มีประวัติติดตัวเช่นกัน เธอถูกนักต้นตุ๋นแต่งงานหลอก จึงยิงอีกฝ่ายตายด้วยความแค้น ในครั้งแรก ฝ่ายผู้หญิงปฏิเสธคำขอแต่งงานของเคอร์เทนมาตลอด แต่เมื่อเคอร์เทนขู่ว่าเขาจะฆ่าเธอ เธอก็เลยยอมแต่งงานด้วยในปี 1923
เพื่อนบ้านมักพูดเสมอถ้าถามว่าเขาเป็นคนอย่างไร

"เขา เป็นคนสุขุม สุภาพ เรียบร้อย พูดเสียงเบา เคร่งศาสนา เข้าโบสถ์เป็นประจำ และรักเด็ก เขาชอบใส่เสื้อที่สะอาดหมดจด คนข้าง ๆ ได้กลิ่นหอมโอเดอโคเลญจ์ ดูแล้วน่าคบหามาก"

แต่ ภายในร่างบุรุษที่สุภาพ ดูอ่อนแอนั้น แท้จริงคือปีศาจ ปีเตอร์มักตบตีทำร้ายภรรยา เป็นกิจวัฒนประจำวัน นอกจากนี้ พฤติกรรมของเขานับวันยิ่งโหดร้ายมากขึ้น เช่น ชอบทำร้ายตนแปลกหน้าด้วยกรรไกลหรือมีด ชอบก่ออาชญากรรมเล็ก ๆ น้อย เช่น ขโมยของ ทำร้ายร่างกายคนอื่น และมักหนีรอดจากเจ้าหน้าที่บ่อยครั้ง (ความ จริง เคอร์เทนรักภรรยาของเขาอย่างจริงใจจนตลอดชีวิต แต่ดูเหมือนเรื่องความรักกับเพศสัมพันธ์จะเป็นคนละเรื่องกัน เขาคบหากับผู้หญิงหลายคน และเคยถูกภรรยาจับได้ด้วย)

2 ปี หลังจากนั้น เคอร์เทนใช้ชีวิตอย่างค่อนข้างปกติ จะมีก็เพียงคดีทำร้ายร่างกายสาวใช้ ซึ่งยังนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอาชญากรรมที่เขาก่อทั้งหมด
ปี 1925 เคอร์เทนปักหลักที่ดุสเซลดอร์ฟซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นเวทีในชีวิตอาชญากรรมของเขา ช่วง 3 ปีแรก เขาก่อคดีพยายามทำร้ายร่างกายด้วยการบีบคอ 3 คดีและคดีวางเพลิงอีก 17 คดี
ในปี 1929 คดี"ผีดูดเลือดแห่งดุสเซลดอร์ฟ"ก็เปิดฉากขึ้น