คำว่า มุง หมายถึง หมู่คณะ จีน เคยเรียกไทยว่า ”ต้ามุง” หมายถึง หมู่คณะใหญ่ สมัยไทยมุง นี้ มีอายุราว 4000 ปี ก่อนสมัย พุทธกาล ส่วนคำว่า ”ไทย” หมายถึง อิสระ หรือ จะมาจากคำว่า ”ไต้” ( คำเดียวกับ ”ต้า” ) ก็หมายถึง ความใหญ่โต มหึมา อีกประการหนึ่ง คำว่า ”มุง” อาจเป็นคำที่ จีน เรียกภายหลัง เมื่อได้เข้ามาพบก็ได้ โดยเรียกเต็มที่ว่า ”มุงลุงปา” ซึ่ง หมายความว่า คาบนิคม ที่ร่วมกลุ่มชนแห่ง นครลุง นครปา เพราะ นครลุง กับ นครปา เป็นเมืองใหญ่ของไทยมาก่อน และ นครปา ก็นับได้ว่าเป็น ศูนย์กลาง ของ ชาวไทย ดังปรากฏ คำว่า ”ฌ้อปาอ๋อง” เป็นชื่อให้ชอบ สันษนิฐานว่า เจ้าเมือง ฌ้อ ( เป็นคนไทย ) ผู้นี้คงมีอำนาจเหนือ นครปา ภาพที่แสดงไว้ ก็เป็นเพียง ข้อ สันษนิฐานว่า ”คงจะเป็นเช่นนั้น” คือ ทั้งหญิง ทั้งชาย นุ่งเกง เหมือนกัน สวมเสื้อ ไม่มีแขน มีกระดุม ทำด้วยผ้า เหมือนกัน ระยะนั้น การตกแต่งสี บนเสื้อผ้า ยังไม่มี เครื่องประดับ อย่างอื่น ก็ยังไม่นิยมกัน การอยู่รวมกัน โดยวิธี ”สามัคคีธรรม” เป็นแบบอย่าง ความเป็นอยู่ของไทย มาก่อน จึงไม่มีกษัตริย์จะมีก็แต่หัวหน้าเมือง หรือพ่อเมือง เพราะรากฐานปรากฏว่า ไทยมีกษัตริย์ครั้งแรก ใน สมัยอ้ายลาว แต่ระหว่าง นั้นตำแหน่งพ่อเมือง หรือขุนเมือง ก็อยังคงมีอยู่ จนถึง สมัยสุโขทัย ทรงผมของ หญิงชาย ก็น่าจะ เกล้าขึ้นสูง มาตั้งแต่ สมัยดึกดำบรรพ์ แล้ว หาได้ เลียนแบบ มาจากพวก พราหม ในอินเดียไม่มี การเกล้าผมสูง นี้จีนเองก็นิยมเหมือนกัน และดูเหมือน ชาวเอซีย ตะวันออก ทั้งหมด ก็ เกล้าผมสูง แทบทั้งนั้น เมื่อยังไม่มี กษัตริย์ การตกแต่ง ประดับประดา ให้สมกับ ตำแหน่ง ก็อาจจะยังมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การอยู่รวมกัน เป็นปึกแผ่น ย่อมจะนำ ความเกรงขามมาสู่ ผู้คิดจะรุกราน เป็นธรรมดา แต่ที่ ไทยถูกรุกราน นั้น คงเนื่องมาจาก บางสมัย เสื่อมสามัคคี นั่นเอง

การแต่งกายไทย สมัยไทยมุง