นวัตกรรมใหม่
C -FEE พบนวัตกรรมใหม่ใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานขับเคลื่อน
C -FEE ค้นพบนวัตกรรมใหม่ของโลกใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นพลังงานขับเคลื่อน เชื่อหากนำไปพัฒนาเพิ่มคุณภาพช่วยลดมลพิษในอากาศได้
ร.ท.ภราดร แสงสุวรรณ์ หนึ่งในทีมผู้วิจัย การใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เป็นพลังงานขับเคลื่อน บริษัทคลีนฟูเอล เอ็นเนอร์ยี เอ็นเตอร์ไพร้ส์ จำกัด ( C -FEE) กล่าวว่า การผลิตพลังงานขับเคลื่อนด้วยการใช้เซลล์เชื้อเพลิงถือเป็นการใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าชนิดกระแสตรง เป็นอุปกรณ์แปลงพลังงานชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่แปลงพลังงานเคมี ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยไม่มีการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วน ดังนั้น จึงทำให้เซลล์เชื้อเพลิงเป็นอุปกรณ์สำหรับแปลงพลังงานทึ่มีความเงียบ มีผลผลิตที่ได้เป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ ได้ การผลิตไฟฟ้าในเซลล์เชื้อเพลิงนี้ อาศัยพื้นฐานจากปฏิกิริยาระหว่างแก๊สที่เป็นเชื้อเพลิงกับแก๊สที่เป็นตัวออกซิไดซ์
ร.ท.ภราดร กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานของเซลล์เชื้อเพลิงเมื่อแก๊สไฮโดรเจนผ่านเข้าทางช่องทางเข้าแก๊สไฮโดรเจนนี้จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน อาศัยตัวเร่งปฏิกิริยาขึ้นที่บริเวณชุดประกอบขั้วไฟฟ้าแบบแผ่นเยื่อ จะทำให้เกิดอิเลคตรอนอิสระ เคลื่อนผ่านตัวนำไฟฟ้าไป และเกิดส่วนโปรตอน ซึ่งจะเคลื่อนตัวผ่านแผ่นเยื่อแลกเปลี่ยนโปรตอน นี้ไปเกิดปฏิกิริยารีดักชัน โดยอาศัยตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยในการรวมตัวกับออกซิเจนที่ผ่านเข้ามาทางช่องทางเข้าเกิดเป็นผลิตภัณฑ์น้ำ
"ศักย์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งชุด เซลล์เชื้อเพลิงนี้จะเป็นกระแสไฟฟ้าตรง มีค่าประมาณ 0.6 โวลต์ กระแสที่เกิดขึ้นตามการประดิษฐ์นี้จะมีค่าประมาณ 0.5 แอมแปร์ต่อตารางเซนติเมตร ถ้าต้องการให้มีศักย์ไฟฟ้าเหมาะกับงานประยุกต์ต่างๆ สามารถนำมาต่ออนุกรมกัน เพื่อให้ได้ศักย์ไฟฟ้าที่ต้องการ หรือ การต่อแบบซ้อนชั้นกัน โดยมีการออกแบบช่องทางเข้าของแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจนให้เหมาะสม อุณหภูมิการใช้งานของเซลล์เชื้อเพลิงชนิดนี้จะอยู่ในพิสัย 40 - 80 องศาเซลล์เซียส ซึ่งเหมาะกับสภาพอุณหภูมิทั่วไป " ผู้วิจัย C -FEE กล่าว
ร.ท.ภราดร กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าการใช้เซลล์เชื้อเพลิงจะช่วยให้ลดปริมาณการใช้พลังงานในประเทศได้ หากเมื่อการวิจัยชิ้นงานดังกล่าวถูกนำไปพัฒนา ต่อยอดเพิ่มศักยภาพการทำงานให้สมบูรณ์แบบได้ ในอนาคตจะมีพลังงานขับเคลื่อนที่ใช้แก๊สไฮโดรเจนขึ้นมาทดแทนพลังงานที่เป็นน้ำมัน และช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศได้

ที่มา : นสพ.ไทยรัฐ