การละเล่นพื้นบ้าน ชื่อ
ลิเกป่า
ภาคใต้
จังหวัด สุราษฎร์ธานี



อุปกรณ์และวิธีการเล่น
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงลิเกป่าได้แก่ รำมะนา ๒ ใบ โหม่ง ๑ คู่ ฉิ่ง ๑ คู่ ปี่ ๑ เลา กรับ ๑ คู่ ซอด้วง ๑ อัน และกลองตุ๊ก ๑ ใบ ดนตรีจะใช้ ๒ ลักษณะ คือ บรรเลงกำกับจังหวะและประกอบทำนองขับร้อง
ผู้แสดงลิเกป่าคณะหนึ่งมีประมาณ ๖ -๘ คน ถ้านับรวมกับลูกคู่เข้าไปด้วยจะมีจำนวนคนพอ ๆ กับมโนห์ราหนึ่งคณะ การแสดงจะเริ่มด้วยการโหมโรงเพื่อเรียกคนดู ขณะโหมโรงจะมีบทเพลงร้องคลอดนตรีไปด้วย โดยผลัดกันร้องทีละคน บางคณะอาจมีลูกคู่ออกมารำสมทบ การร้องเพลงประกอบการประโคมดนตรีเช่นนี้เรียกว่า "เกริ่นวง" ต่อจากเกริ่นวงแขกขาวกับแขกแดงจะออกมาเต้นและร้องประกอบโดยลูกคู่จะรับไปด้วย หลังจากนั้นจะมีผู้ออกมาบอกเรื่อง แล้วก็เริ่มแสดงเรื่อง สำหรับเวลาในการแสดงแล้วแต่จะตกลงกันระหว่างคณะลิเกกับผู้รับไปเล่น
ลิเกป่านิยมนำวรรณคดีเก่า ๆ มาแสดง หรือบางที่นำเอานิทานพื้นบ้านหรือไม่ก็คิดแต่งเรื่องขึ้นเอง อย่างเช่น ลิเกคณะนายจรัส คลาดทุกข์ ซึ่งอยู่ที่บ้านไสใน อำเภอกาญจนดิษฐ์ ได้เล่าให้ฟังว่ามักจะแสดงเรื่องโคบุด ลักษณวงศ์ หรือ สุวรรณหงส์ สำหรับการแต่งกายคณะแสดงส่วนใหญ่ แต่งตามมีตามเกิด แต่พระเอกมักแต่งกายงามเป็นพิเศษนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนยาว ทองกร สวมสายสร้อย สังวาล ทับทรวง และชฎา ส่วนนางเอกจะแต่งตัวแบบสาวแขก
ภาษาที่ใช้เจรจาหรือร้อง ผู้แสดงมักใช้ภาษาพื้นเมืองที่ตนถนัดเป็นส่วนใหญ่ แต่บางทีตัวเอกโดยเฉพาะพระเอก นางเอก และผู้ร้ายอาจจะพูดภาษากลางซึ่งสำเนียงพูดมักแปร่งผิด ๆ ถูก ๆ

เวลาที่เล่น
ลิเกป่าเป็นศิลปะการแสดงที่แต่เดิมได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดภาคใต้ทั่วไป แต่ในปัจจุบันลิเกป่ามีเหลืออยู่น้อยมาก ผู้เฒ่าผู้แก่ของเมืองสุราษฎร์ธานีเล่าว่า แต่ก่อนจะมีลิเกป่ามาแสดงให้ดูแทบทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นงานบวชนาค งานวัด หรืองานศพ

คุณค่า
ทำให้ผู้ดูได้มีความรู้เกี่ยวกับวรรณคดี และนิทานพื้นบ้าน แม้ว่าลิเกป่าจะหมดความนิยมไป กล่าวคือในหลายจังหวัดไม่มีมหรสพชนิดนี้อยู่แล้ว แต่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานียังมีการแสดงนี้อยู่คือ ลิเกป่าคณะนายจรัส คลาดทุกข์ ซึ่งอยู่ที่บ้านไสใน อำเภอกาญจนดิษฐ์ ลิเกป่าคณะนี้ได้เคยรับเชิญไปแสดงในกรุงเทพฯ และในสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะในภาคใต้หลายครั้งหลายคราว จนเป็นที่รู้จักทั่วไป ปัจจุบันยังรับงานแสดงอยู่