กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: สองมือแม่ ตอนที่ ๔ และ ๕

  1. #1
    ละไมฝน
    Guest

    สองมือแม่ ตอนที่ ๔ และ ๕


    ๔. ออกเรือน

    วันคืนผ่านไป แม่ออกไฟแล้ว เด็กหญิงสำลีอายุย่าง ๒ เดือน ร้องไห้เก่ง กินนมจุ แก้มยุ้ยจมูกคมเหมือนพ่อ...

    แม่ให้ลูกดื่มนมแม่ และป้อนกล้วยตาก สมัยก่อนไม่มีเครื่องบดอาหาร แม่ต้องเคี้ยวข้าวเหนียวนึ่งกับกล้วยตาก คายป้อนลูกน้อย ถ้าข้าวเหลือป้อนลูก แม่จะห่อใบตองหมกไฟถนอมอาหารไว้ป้อนคาบต่อไป

    วันก่อน พ่อไปตัดกล้วยน้ำหว้าสุกคาเครือในสวนหลังบ้าน มาให้แม่ปอกเปลือกฝานครึ่งซีก วางเรียงรายบนกระด้งยกไปตาก ๓ แดด พอบ่ายคล้อยแดดร่มลมตก หมู่นกกาบินโฉบมาคาบขโมยกล้วยตากไปกินเกือบหมดกระด้ง ฉันคิดว่าพวกนกคงนำกล้วยตากไปป้อนลูกเขาเช่นกัน เพราะนกกาไม่มีนมให้ลูกกิน

    พอย่างเข้าสู่ฤดูร้อน มวลเมฆพร้อมใจกันหุบร่มกันแดด ฟ้าใสกระจ่างเหมือนลูกแก้วสีฟ้า แสงแดด แผดจ้าราวคมมีดกรีดดอกฝ้ายตูม แตกเปลือกผลิบานขาวละลานตาเต็มไร่ น้ากอง น้าหัด น้านัด ไปเก็บฝ้ายมาอิ้วบนชานเรือน มีพวกหนุ่มๆ บ้านใกล้บ้านไกลดีดพิณเป่าแคนมาเกี้ยวพาราสีน้าสาวหลายคน

    ไม่นานหนุ่มใหญ่บ้านคำแข้ก็พาเฒ่าแก่มาสู่ขอน้ากองน้องสาวคนรองจากแม่ และหมั้นหมายว่าจะแต่งงานกันในเดือนหก พ่อจึงคิดเตรียมตัวออกเรือนด้วยการซื้อที่ดินสร้างเรือนหลังใหม่ พ่อหาฤกษ์ยามดีปลูกเรือน และตั้งใจว่าจะสร้างเรือนให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน สร้างเสร็จแล้วถ้ายังมีเงินเหลือติดก้นถุง พ่อจะซื้อจักรเย็บผ้าเป็นของขวัญให้แม่สักหลัง

    สมัยพ่อยังหนุ่มแน่น ป่าโคกท้ายนาหนาแน่นไปด้วยไม้เบญจพรรณ สามารถตัดมาสร้างบ้านเรือนได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ป่าไม้อำเภอ พ่อจ้างคนตัดไม้ เลื่อยแปรรูปเป็นแผ่นกระดาน พ่อเลือกไม้ประดู่กลึงกลมทั้งต้นเป็นเสาเรือน พ่อไม่ถนัดงานช่างไม้ แต่พ่อช่างคิดริเริ่มออกแบบเรือนด้วยตนเอง ลักษณะรูปทรงไม่เหมือนเรือนชาวบ้านทั่วไป ซึ่งส่วนมากเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง มีระเบียงชานแดดด้านหน้า ปล่อยข้างโล่งให้ลมโกรก ใต้ถุนเรือนล้อมคอกวัวคอกควาย เหลือพื้นที่ว่างไว้ใช้สอยสำหรับพักผ่อน ตั้งกี่ทอผ้าและทอเสื่อกก

    รูปทรงเรือนไม้ที่พ่อออกแบบ ให้ช่างฝีมือปลูกสร้าง กลายเป็นตึกไม้ชั้นเดียวหลังใหญ่ ด้านหน้าหันไปทางทิศเหนือ ตัวเรือนทอดยาวไปด้านหลัง มุงหลังคาสังกะสี เสาเรือน ๒๑ ต้น พื้นเรือนยกสูงจากพื้นดินเพียง ๑ เมตรเท่านั้น

    พ่อบอกเหตุผลกับแม่ว่า ไม่อยากให้มีคอกวัวควายอยู่ใต้ถุนเรือน พ่อไม่ชอบกลิ่นมูลควายลอดช่องกระดานเรือนขึ้นมาบนเรือน พอถึงหน้าฝนตกชุกมูลควายก็เฉอะแฉะสกปรกเหลือทน ผังเรือนแบ่งเป็น ๕ ส่วน ระเบียงชานด้านหน้าเปิดโล่งรับรองแขก มีบันได๓ ขั้นตรงกลาง วางม้านั่งยาวสองฟากระเบียงไม้ ล้อมรั้วโดยรอบ ประตูไม้ด้านหน้าหรือประตูหน้าถัง เป็นแผ่นไม้กระดานหนาเรียงกันบนร่องไม้ ยกปิดเปิดให้หน้าร้านโล่งได้ ส่วนที่ ๒ ยกพื้นเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ จัดวางชั้นไม้ ตู้กระจกใสรายรอบห้อง มีบานประตูเปิดไปสู่ส่วนที่ ๓ อันเป็นสัดส่วนของห้องนอน ส่วนที่ ๔ คือชานแดดโล่งกว้าง มีบันไดขึ้นเรือนทางทิศตะวันออก ฟากตรงข้ามสร้างร้านแอ่งน้ำ ถัดไปส่วนที่ ๕ เป็นเรือนหลังเล็กสำหรับนั่งรับประทานอาหาร เชื่อมติดกับเรือนครัวไฟ...

    นับเป็นตึกไม้ชั้นเดียว รูปทรงแปลกตาที่สุดในหมู่บ้าน เหมือนกล่องสี่เหลี่ยมยาวๆ มุงหลังคาสังกะสีลาดสูงต่ำ ภายในเรือนซับซ้อนด้วยห้องหับน้อยใหญ่เหมือนค่ายกลอะไรเช่นนั้น

    เรือนไม้ไม่มีหน้าต่างไม่มีไฟฟ้าตอนกลางคืนดูมืดมิดน่ากลัวในความรู้สึกของฉันเมื่อตอนเด็กๆ

    แต่ว่าเรือนไม้หลังนี้ ก็มีเรื่องเล่าสนุกๆมากมาย ของลูกชายลิงทะโมนตัวน้อยๆ แล้วฉันจะเล่าให้ฟังภายหลัง…

    เมื่อน้ากองแต่งงานกับ น้าคำตา วรรณวงศ์แล้ว ครอบครัวโคตรพันธ์ก็แยกออกมาอยู่เรือนหลังใหม่ ลานดินด้านหน้ากว้างขวางร่มรื่นด้วยร่มเงาจามจุรี ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมร่มเย็น คุณตาสวงยายนวนแบ่งปันที่นาให้แม่จำนวน ๒๕ ไร่ แม่ได้รับที่ดินน้อยกว่าพี่น้องคนอื่นๆ และไม่ได้ส่วนแบ่งวัวควายเลย แต่ที่นาเพียงเท่านี้มันก็ดูมากมายเกินความจำเป็นสำหรับพ่อ ผู้มีความเชื่อมั่นว่า การค้าขายจะยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวให้สุขสบายกว่าการทำนาปลูกข้าวเป็นไหนๆ

    ฉันมารู้ทีหลังว่า พ่อชาญฉลาดในการปลูกสร้างเรือนแบบเอนกประสงค์ สำหรับอยู่อาศัยและค้าขาย พ่ออุตสาห์ฉลุไม้จามจุรีเป็นตัวอักษรชื่อร้าน “ บุญถึง ” ด้วยตนเอง เมื่อได้ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ พ่อก็ถือโอกาสเปิดป้ายร้านในวันเดียวกันเลย... พ่อนำสินค้าประเภทสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ตลอดจนหยูกยาสามัญประจำบ้าน และอุปกรณ์การเกษตรมาจำหน่ายมากมาย

    การค้าขายหงายมือได้ผลกำไรดีมาก เนื่องจากละแวกบ้านใกล้เคียงยังไม่มีร้านค้าร้านขาย ชาวบ้านที่แยกครอบครัวออกไปตั้งหมู่บ้านใหม่ เช่น บ้านโพธิ์ร้อยต้น บ้านดอนยานาง บ้านโคกก่อง ต่างมาซื้อสินค้าที่ร้านของเราทั้งนั้น ชาวบ้านชอบเรียกชื่อร้านว่า “ ร้านเจ๊กเถิง ” ทั้งๆที่พ่อไม่ใช่คนจีนสักหน่อย แต่บางทีพ่ออาจจะมีเชื้อจีนเล็ดลอดมาบ้างข้างฝ่ายย่าไคภรรยาของปู่ศรก็ได้นะ

    อีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ร้าน บุญถึง มีลูกค้ามากมาย เพราะร้านของเรามีวิทยุเครื่องแรกในหมู่บ้าน เครื่องใหญ่เทอะทะเลยทีเดียว ชาวบ้านชอบมานั่งฟังเพลง ฟังรายการข่าว ช่วงเย็นมีละครสั้นหลายตอนไม่มีวันจบ เรื่อง มัจจุราชที่มองไม่เห็นตัว นำเสนอเรื่องราวกฎแห่งกรรม อุบัติเหตุการตายที่ไม่คาดฝัน แฝงข้อคิดคติเตือนใจ พวกเด็กๆ ชวนกันมานั่งฟังนิทานของอาจรัล คนเฒ่าคนแก่หอบเสื่อมาปูรองนั่งฟังลำกลอน พอถึงเพลาพลบค่ำพ่อจะจุดตะเกียงเจ้าพายุสว่างไสวที่หน้าระเบียงร้าน พ่อบอกว่าแสงสว่างนำมาซึ่งมิตรภาพ ความสุข และความมั่งคั่งร่ำรวย

    หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว อากาศเหน็บหนาว ลานหน้าบ้านจะกลายเป็นที่ชุมนุมของหนุ่มสาว พวกเขามาลงข่วงเข็นฝ้ายกัน ตอนกลางวันหนุ่มๆ ไปตัดฟืนมากองรวมกันไว้ สาวๆ ไปเก็บฝ้ายมารวมกลุ่มกัน อิ้วฝ้าย ดีดฝ้าย เข็นฝ้าย รอบกองไฟที่ก่อขึ้นกลางลานดิน หนุ่มต่างบ้านจะเป่าแคนดีดพิณมาพูดคุยกับสาวเข็นฝ้าย และเลือกคู่กัน

    ออกเรือนค้าขายไม่ถึงปี พ่อก็สามารถซื้อจักรเย็บผ้าแบบสายพาน มีรางเหล็กอันหนัก สำหรับใช้เท้าถีบให้แม่ ๑ หลัง โดยซื้อต่อมาจากคุณยายกลม แม่ดีใจยิ้มไม่หุบ เมื่อว่างจากเลี้ยงลูกแม่ก็รับตัดเย็บเสื้อผ้าราคาถูก

    ฝีมือแม่ประณีต ใส่ใจเสื้อผ้าทุกชิ้นที่ผ่านมือ แม่ตัดผ้าสวยถูกใจชาวบ้าน จึงมีงานไม่ขาดมือ บางวันสาวชาวบ้าน หอบม้วนผ้าทอมือมาวัดตัวตัดเสื้อแขนกระบอกพาดสไบใส่ไปงานบุญ คนเฒ่าคนแก่มาตัดเสื้อโปงเลง (เสื้อคอกระเช้า) ใส่เลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ส่วนผู้ชายชอบตัดกางเกงทรงหูรูดเนื้อ ผ้าหนาใส่ทำงานทนทานคุ้มค่า แทบคุยอวดได้ว่าชาวบ้านโพนทองและหมู่บ้านใกล้เคียง ใส่เสื้อผ้าที่แม่ตัดแทบทั้งนั้น
    งานตัดเย็บทำให้แม่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แม้นว่าค่าตัดเสื้อผ้าเพียง ตัวละ ๕๐ สตางค์

    แม่เล่าว่า ช่วงเวลาที่มีพ่อเป็นคู่คิดเคียงข้าง แม่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต แม่เย็บผ้าเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องออกไปตากแดดฝนดำนาถางไร่ก็มีข้าวกิน ในแต่ละปีแม่ได้ส่วนแบ่งข้าวเปลือกจากที่นาของเราเอง บางปีพ่อนำเงินไปตกข้าวเขียวไว้ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ได้ผลผลิตเมล็ดข้าวจากเม็ดเงินที่ลงทุนไป ปลายปีหากข้าวเหลือค้างยุ้งฉางก็ขายข้าวเก่าออกไป เก็บข้าวใหม่ไว้กิน

    พ่อทำนาไม่เป็น แต่พ่อรู้วิธีหาข้าวหาปลา แต่ละวันจะมีเพื่อนบ้านมาชวนพ่อไปทอดแห วางตาข่ายดักปลา ลากอวนเล็กช้อนกุ้ง ปลา ตามห้วยหนอง บางวันพ่อไปสับหน่อไม้มาแกง เหลือแกงพ่อก็หมักหน่อไม้ส้มไว้ แม่เคยเล่าให้ฟังบ่อยๆว่า พ่อชอบเข้าครัวทำอาหาร ช่วงที่แม่ตั้งท้องเลี้ยงลูกอ่อน พ่อทำอาหารให้แม่ทานทุกวัน แกงจืดหน่อไม้หวานหมูสับ แกงไข่น้ำใส่ยอดชะอม เป็นสูตรอาหารที่พ่อถนัดและปรุงได้อร่อยลิ้นที่สุด

    เด็กหญิงสำลีตัวดำ ลูกสาวคนแรกที่เลี้ยงง่าย ถึงเจ็บเป็นเอ็นอุ่นบ้าง ก็คลายหายไข้ได้ในเวลาต่อมา กลางคืนหากลูกร้องไห้งอแงมีอาการไข้ขึ้นสูง พ่อจะลุกขึ้นมาฝนรากไม้สมุนไพร ๒ - ๓ ชนิดผสมเปลือกหอยทะเล ให้ลูกดื่มดับพิษ หากป่วยเป็นคางทูม พ่อจะอุ้มไปเรือนพ่อใหญ่ริน ท่านจะเคี้ยวหมากเสกมนต์เป่าคางให้ทุเลาลงและหายจากอาการคางทูมอย่างน่าอัศจรรย์ เด็กหญิงสำลีโตวันโตคืนในอ้อมกอดอันอบอุ่นของพ่อแม่

    เมื่อเด็กหญิงสำลีอายุได้ ๑ ขวบ แม่ก็ตั้งท้องอีกแล้ว
    ลูกคนที่ ๒ แม่คลอดทารกหญิง ดวงหน้ากลมสวยเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญ พ่อจึงตั้งชื่อว่าเด็กหญิงเพ็ญนี ...

    ว่างเว้นสองปีพ่อก็ได้ลูกชายสมใจ ทารกเพศชายคนนี้เกิดในตอนเช้าตรู่ พระอาทิตย์ทอแสง พ่อตั้งชื่อว่า เด็กชายอุทัย...

    ๕. ความสูญเสีย

    ฉันได้ยินได้ฟังมาว่าแม่เสียลูกชายไปคนหนึ่ง ชื่อโอคำ เด็กน้อยคนนี้ลืมตาขึ้นมาดูโลกอันสวยงามไม่ถึงขวบปี ก็จากเราไปอย่างรันทด

    อันที่จริง แม่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังหรอก คงเป็นเพราะว่าเรื่องราวมันเศร้าเกินกว่าเด็กๆ จะรับฟัง ฉันได้ฟังเรื่องราวนี้จากคุณป้าสง่า ลูกสาวของคุณยายบัว นาเมืองรักษ์ เมื่อครั้งท่านยังเด็กหญิงหน้าตาน่ารักมาก ได้มาช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ และอาศัยอยู่กับครอบครัวของเรา ตอนที่เด็กชายโอคำป่วยหนัก พ่อไปเมืองยศ แม่จึงชวนเด็กหญิงสง่าเดินลัดทุ่งไปตามหมอที่เมืองแวง

    ท่ามกลางคืนอันหม่นมืดหนาวเหน็บนั้น แม่กำลังอุ้มท้อง ๗ เดือน ด้วยความห่วงใยลูกรักที่ป่วยหนัก ทำให้แม่สลัดความขลาดกลัวทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่คำนึงถึงภยันตรายที่จะประสบพบพานระหว่างทาง แม้นดึกมากแล้วแม่ยังตามหาหมอทั่วทั้งเมือง แต่ไม่พบหมอสักคน แม่จึงเดินร้องไห้กลับบ้านด้วยความผิดหวัง กลับถึงบ้านในตอนเช้ามืด แม่ก็แทบขาดใจเมื่อทราบว่าเด็กชายโอคำสิ้นลมแล้ว

    สองเดือนต่อมา ชีวิตใหม่ก่อกำเนิดมาชดเชยชีวิตที่ตายจากไป แม่คลอดลูกคนที่ ๕ คราวนี้เป็นทารกหญิง ชื่อว่าเด็กหญิงประไพศรี เธอคือลูกสาวคนสุดท้องของแม่ เพราะต่อจากนั้นอีก ๓ คน แม่มีลูกชายล้วนๆ

    นับลงมาตั้งแต่เด็กชายจรูญ ซึ่งเกิดในปีขาล เด็กชายเชิดชัย(ผู้เล่าเรื่องนี้)เกิดปีมะโรง เด็กชายประทวน น้องชายคนสุดท้องเกิดในปีมะเมีย เรียกได้ว่าแม่มีลูกปีเว้นปี พอเด็กชายประทวนอายุได้เพียง ๓ เดือนเศษ พ่อบุญถึงก็สิ้นบุญ ดูเหมือนว่าตอนนั้นฉันอายุแค่ขวบกว่าๆเท่านั้นเอง จำความไม่ได้ หน้าตาพ่อเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เห็นพ่อแต่ในรูปถ่ายขาวดำที่ใส่กรอบแขวนไว้บนผนัง

    สวรรค์ช่างโหดร้ายกับพวกเรา พ่ออายุ ๔๓ ปี ก็จากไปพวกเราไปเสียแล้ว ทำไมชีวิตพ่อถึงสั้นนัก หรือว่าชีวิตพ่อเปรียบดังเช่นหยดน้ำค้าง..

    เกล็ดแก้วแวววามยามเช้า
    วับไหวใจเจ้าน้ำค้าง
    ประดับรับรุ่งรางชาง
    กระจ่างพร่างพราวมายา

    หยาดร้อยสร้อยสายหยดน้ำ
    เก็จแก้วชุ่มฉ่ำเก็จล้ำค่า
    ใยรักถักใยพันธนา
    ดักใจใครหนาใยกรรม

    เผาะ...เผาะ...น้ำตาฟ้าสาง
    หล่นรางพรางฝันลึกล้ำ
    ค้างคาหยาดรายร่ายรำ
    พลิ้วลมพรูน้ำหล่นเลือน
    ดุจสายลายรุ้งระยับ
    ละลายความลับขับเคลื่อน
    เส้นแบ่งคืนฝันวันเดือน
    เสมือนหนึ่งไร้ตัวตน

    ชีวิตเฉกเช่นน้ำค้าง
    พราวพร่างไม่นานผ่านพ้น
    วังวนแสนสั้นว่ายวน
    บัดดลหายวับไร้รอย...

    พ่อหลับสบายแล้ว แต่พ่อทิ้งความทุกข์เศร้าให้จมอยู่กับแม่และลูกเล็กๆ ๗ คน

    ความทุกข์เศร้าแอบซ่อนอยู่ในเงามืดของโชคชะตา มันกระโจนเข้ามาทักทายเราเร็วเกินไป ประหนึ่งว่าชะตากรรมเริ่มเล่นบทร้ายกับครอบครัวเราแล้วละ...

    แปดชีวิตที่ดำรงอยู่ ยังคงต้องเดินทางอีกยาวไกล ความระทมทุกข์เสมือนความมืดมน เมื่อชีวิตเราเผชิญความทุกข์เศร้า มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินทางในอุโมงค์ร้างอันมืดมิด

    ต่อจากนี้ไปแม่ต้องสู้ชีวิตอย่างเด็ดเดี่ยว ฉันจึงเปรียบแม่เหมือนดังผู้บังคับการหัวรถจักร กำลังนำพาลูกๆบนขบวนรถไฟ แล่นฝ่าความมืดมนอนธการไปสู่จุดหมายปลายทาง

    ที่ปลายอุโมงค์ มองเห็นแสงรำไร แต่ก็ไกลเกินกว่าจะไปถึง หากคนบังคับหัวรถจักรไม่เข้มแข็งและกล้าหาญพอ ที่จะนำขบวนรถไฟแห่งฝันฟันฝ่าอุปสรรคไป คงยากนักที่ผู้โดยสารต่างวัยไร้เดียงสาทั้ง ๗ คน จะพานพบแสงสว่างเรืองรอง อันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต

    แม่ฉันจะมีเรี่ยวแรง บังคับรถไฟสายทรหด ฟันฝ่าเส้นทางมืดมนแห่งอุปสรรคไปถึงสถานีไหนกันนะ


  2. #2
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ แจ่มใสยิ้มสวย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    USA
    กระทู้
    1,014
    บล็อก
    18
    มีนิทานอาจรัล หนูนิด หนูหน่อย

    อาจารย์ต้องไม่ลืม นิทานลุงพรด้วยค่ะ

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •