กำลังแสดงผล 1 ถึง 7 จากทั้งหมด 7

หัวข้อ: อยากให้ลูกของท่านสมองใสใหม่สดเชิญทางนี้จ้า

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    อยากให้ลูกของท่านสมองใสใหม่สดเชิญทางนี้จ้า


    อยากให้ลูกของท่านสมองใสใหม่สดเชิญทางนี้จ้า



    สวัสดีค่ะ

    มาวันนี้หลังจากที่ปิดภาคเรียนมานาน สิบกว่ากัน
    ก็ได้พักผ่อนบ้างพอสมควรนะคะ
    และก็พบว่ามีหลายๆ คนได้พักผ่อนกาย พักผ่อนใจ พักผ่อนสมอง
    บางคนก็ยังไม่ได้ พักผ่อนกาย พักผ่อนใจ พักผ่อนสมอง
    แต่ถ้าเหนื่อยกายเค้าบอกให้พักกาย เหนื่อยใจเค้าบอกให้ทำใจ
    หนักสมองเค้าให้ผ่อนคลาย โดยการมองไปรอบๆๆตัว มองธรรมชาติ
    มองทุกสิ่งด้วยความไม่ตรึงเครียด แล้วเราก็จะพบว่า



    ธรรมชาติพยายามสร้างสิ่งต่างๆ ด้วยองค์ประกอบที่เหมาะสมเสมอ
    และถ้าหากคนเราประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ จริงๆ แล้วละก็
    แสดงว่าธรรมชาติฉลาดมากๆ
    เพราะธรรมชาติจะทราบได้อย่างไร ว่าอายุเท่านี้
    จะใส่ดินกี่กิโลกรัม น้ำกี่ลิตร ลมกี่กรัม ไฟกี่องศา
    แล้วเด็ดดวงจิตฝังไว้ในตัวตนให้เติบโตไปด้วยกัน
    ทั้งธาตุสี่ จิตวิญญาณและช่องว่าง (หรือว่าธาตุ 6)


    แต่เรื่องการเรียนรู้นี่ซิคะ
    ข้าพเจ้าเชื่อว่าธรรมชาติคงปล่อยให้เติบโตกันเอาเอง …
    เห็นไหมว่าธรรมชาติก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จทำให้ทุกเรื่องราวเลยน้อจ้า


    ซึ่งสำหรับ การศึกษาเรียนรู้ ธรรมชาติไม่ได้ประทานมาให้
    แล้วแต่ว่าใครจะขวนขวายใส่หัวสมองเอาเอง....
    เพราะธรรมชาติ ขอสงวนสิทธิ์ประโยชน์อันนี้ ให้แก่
    เจ้าตัว...หรือ ตัวเราเอง ...นั่นแหละจ้า

    บางคนก็อยากเรียนรู้มากๆ ก็รู้เยอะหน่อย
    บางคนขี้เกียจเรียนรู้ บ่นปวดหัว ตัวร้อน เบื่อเซ็ง
    ก็ถือว่ามีอิสระในการกระทำนะคะ....




    วันนี้ข้าพเจ้าเลยอยากจะนำเสนอ
    หลากหลายกลวิธีในการสอนให้สมองเด็กใหม่สดเสมอ ค่ะ ….

    แต่อย่าเพิ่งดีใจนะคะ ว่าคำว่า “สมองเด็กใหม่สดเสมอ”
    มาลองดูคำจำกัดความ ของนิยาม สมองเด็กใหม่สดเสมอ ก่อนค่ะ


    คำว่าใหม่สดเสมอ คือยังไม่ได้ใช้งาน ค่ะ
    หรือที่มีคนเคยพูดกันว่า สมองพี่ไทยราคาสูงที่สุด


    (แล้วก็ได้รับคำตอบว่า เพราะมันยังไม่ได้ใช้งาน น่ะซิคะ)
    แต่สมองใหม่สดแบบนี้ ….

    อาจจะไม่มีคนรับเข้าทำงานหลังจากเรียนจบนะคะ



    หลากหลายวิธีการ ที่ทำให้“สมองเด็กใหม่สดเสมอ”

    1. เลี้ยงดูชนิดริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ไข่ในหิน.... วะซ่าน

    2. มีแนวคิดที่ว่า ถ้า....เด็กล้มให้ไปตีโคนเสา แล้วเด็กจะหยุดร้องไห้
    หรือว่าไปตีกบ ถามว่ากบวิ่งหนีไปแล้ว....วะซ่าน

    3. เมื่อโตขึ้นหน่อย เด็กๆ ชอบตั้งคำถาม
    ก็ให้ตีหรือต่อว่า ว่าถามทำไม ถามมากจริงๆแฮะ...
    หยุดถามได้ไหม...เบื่อตอบ(โว้ย...วอนซะแล้ว...ถามกวนนี่)...วะซ่าน

    4. ก่อนจะเข้าโรงเรียน ให้ส่งไปเรียนติวเข้ม
    เรียนพิเศษตั้งแต่อายุสองสามขวบ เพื่อจะได้เข้าเรียนอนุบาล
    หรือ ประถมแล้วลูกเก่งๆ เหนือคนอื่นใดในห้อง
    (กรณีสอนให้ใช้สมองตั้งแต่ต้นเลยนะคะ
    คราวนี้ ไม่เป็นแบบนั้น ช่วงหลังๆ เด็กจะเบื่อ
    แล้วอาจจะไม่ใช้สมองก็เป็นได้....ถ้าตะโกนได้
    คงตะโกนว่า...เบื่อโว้ย!...อุ๊บ...อะอะอะ)

    5. เข้าโรงเรียน หากจะสอนศิลปะให้เด็กวาดดอกไม้
    คุณครูต้องวาดให้เด็กดูก่อน ไม่มีการให้เด็กวาดด้วยจินตนาการ
    ที่เป็นของเด็กเองเป็นอันขาด ครูต้องวาดให้เสร็จก่อน
    แล้วจึงให้เด็กวาดตามที่ครูวาดไว้ในกระดาน
    วิธีการนี้นิยมใช้กันแพร่หลาย จนถึงระดับมหาวิทยาลัย....
    เอาตัวจินตนาการของเด็ก...บินไปลับตาเลย...
    แล้วมันหายไปไหนไม่รู้น้อ ....มันเป็นตัวอย่างไรก็ไม่รู้
    เจ้าตัวจินตนาการนี่....ขอร้องให้กลับมาก็ไม่ยอมกลับเสียที)

    6. เวลาเด็กถามในห้อง ต้องดุเด็กเพื่อไม่ให้เด็กกล้าถามอีก
    เพื่อให้ง่ายในการควบคุมและอบรมให้อยู่ในกรอบ
    เป็นระเบียบวินัย เพื่อว่าวันหนึ่งเด็กจะกดดันแล้ว
    แหกกฎระเบียบหลังจากที่บ่มไว้นานๆ ....
    (นี่เธอ...ถามอะไรนอกเรื่อง...ก่อกวนหรือไง...วะซ่าน....
    อุ๊บ...ไม่เค้ยไม่เคย...เด้อจ้า)

    7. วิธีการเรียนทำได้หลากหลายสไตล์
    เช่น สั่งให้เด็กไปอ่านมาแล้วพรุ่งนี้มาสอบ
    เรื่องแต่ละเรื่องก็อาจจะตื่นเต้นหรือน่าเบื่อแตกต่างกัน
    ไม่รู้เด็กอ่านหนังสือหรือว่าหนังสืออ่านเด็ก....อย่างหลังมากกว่าอะ
    เอาว่าผลัดกันอ่านน้อจ้า แข่งกันว่า....
    หนังสือกับเด็กใครจะไปเข้ากรม(หลับ)อุตุ ก่อนกัน อะอะอะ..
    ใครหลับก่อนก็ไปถึงกรม(หลับ)อุตุ.....น่ะน๊า)

    8. เวลาสั่งงานแล้วเด็กไม่ทำงาน อย่าไปต่อว่า
    เพราะจะทำให้เด็กเกิดอคติ ให้ปล่อยๆ ไป
    หากอยู่ประถมก็ให้มัธยมค่อยสอนเติมเอง
    หากอยู่ ม.ต้น ก็ปล่อยให้ ม.ปลายเสริม
    พื้นฐานประถม พื้นฐาน ม.ต้นให้เอง
    หรือโยนไปให้ระดับมหาวิทยาลัยปูพื้นฐานกันเอาเอง
    ดังนั้นใครสอนระดับใดก็ต้องช่วยกันผลักดันพื้นฐานกันนะค่ะ
    เช่นมหาวิทยาลัย ก็อาจจะต้องสอน
    ความรู้ ม.ต้น และ ม.ปลาย ด้วย...ห้ามเบี้ยวเด้อจ้า
    สอนเอาเองเด้อ...เคยเจอมานักต่อนักแล้ว
    ให้สอนจากประถม...ขึ้นมาเรื่อย...จนถึงชั้น
    ที่เรียน....หยิ ....ข้าพเจ้าก็งง ....สอนได้ไงน้อ...
    สอนก็สอน...อะ)

    9. วิธีการอื่นๆ เติมได้นะค่ะ…. จนกว่าจะได้หลากหลายกรรมวิธี
    หรือเรื่อยไปจนไม่มีที่สิ้นสุด....วิธี

    แล้วท่านก็จะพบว่า “สมองเด็กใหม่สดเสมอ” แบบกลวงโบ๋ เลย
    บ้ายบาย....จ้า เดี่ยวโดนถล่ม....ไปก่อนนะจ้ะ....จุ๊บๆๆๆๆ จ้า



  2. #2
    ฝ่ายบริหารระดับสูง สัญลักษณ์ของ พล พระยาแล
    วันที่สมัคร
    Mar 2008
    กระทู้
    6,940
    เด็กสมัยนี้เหมือนไข่ที่กลวงโบ๋จริง ๆ ครับครูเล็กขา เพราะถามเรื่องวิชาการ ไม่รู้สักอย่าง

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการอ่านและเขียนภาษาไทยไม่ออก และพื้นฐานภาษาอังกฤษก็ยังไม่ได้

    คนที่เก่งก็เก่งแบบน่าสะพรึงกลัว คนที่ไม่ฉลาดก็ยิ่งไม่ฉลาดแบบน่าสะพรึงกลัวมากกว่า

    ไม่น่าเชื่อว่าเด็ก ม.6 สะกด ตัวสะกดในแม่ ก.กา ไม่ได้ ท่องสระไม่ได้ ท่อง ก ถึง ฮ ไม่ได้

    และเรียนมาถึง ม.6 ได้ไง (ฟะ)

  3. #3
    ศิลปิน,ช่างภาพอิสระ สัญลักษณ์ของ เพ็นนี
    วันที่สมัคร
    May 2009
    ที่อยู่
    Bangkok
    กระทู้
    1,387
    บล็อก
    2
    กระทู้ต้นฉบับโดยคุณ พล พระยาแล
    เด็กสมัยนี้เหมือนไข่ที่กลวงโบ๋จริง ๆ ครับครูเล็กขา เพราะถามเรื่องวิชาการ ไม่รู้สักอย่าง

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการอ่านและเขียนภาษาไทยไม่ออก และพื้นฐานภาษาอังกฤษก็ยังไม่ได้

    คนที่เก่งก็เก่งแบบน่าสะพรึงกลัว คนที่ไม่ฉลาดก็ยิ่งไม่ฉลาดแบบน่าสะพรึงกลัวมากกว่า

    ไม่น่าเชื่อว่าเด็ก ม.6 สะกด ตัวสะกดในแม่ ก.กา ไม่ได้ ท่องสระไม่ได้ ท่อง ก ถึง ฮ ไม่ได้

    และเรียนมาถึง ม.6 ได้ไง (ฟะ)
    เด็กม.6 นี่คือคุ้นๆน้อ
    ลูกหลานไผอ้ายพล บอกให้ชื่นใจแน๊อ้าย

  4. #4
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ กำลังใจ
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    กระทู้
    1,611
    บล็อก
    1
    เดี๋ยวนี้ เด็กเลี้ยงยากนะ สภาพแวดล้อมก็มีส่วนมากๆ ด้วย
    เด็กบางคนอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็มีมากเหมือนกัน

  5. #5
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ กำลังใจ
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    กระทู้
    1,611
    บล็อก
    1
    เดี๋ยวนี้ เด็กเลี้ยงยากนะ สภาพแวดล้อมก็มีส่วนมากๆ ด้วย
    เด็กบางคนอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็มีมากเหมือนกัน

  6. #6
    ท่องเวบ สัญลักษณ์ของ pui.lab
    วันที่สมัคร
    Jul 2006
    ที่อยู่
    โสดไม่มีใครเอา หรือว่าเราไม่เอาใคร
    กระทู้
    10,171
    บล็อก
    9

    พบปะพูดคุย

    ซึ่งสำหรับ การศึกษาเรียนรู้ ธรรมชาติไม่ได้ประทานมาให้
    แล้วแต่ว่าใครจะขวนขวายใส่หัวสมองเอาเอง....
    เพราะธรรมชาติ ขอสงวนสิทธิ์ประโยชน์อันนี้ ให้แก่
    เจ้าตัว...หรือ ตัวเราเอง ...นั่นแหละจ้า




    แมนอีหลีจ้า ตั้งแต่จบ ป.6 - ต อิพ่อบ่เคยหาที่เรียนให้เลย
    หาเอง ตัดสินใจเองตั้งแต่น้อย อิพ่อบอกคิดที่จะเรียนต้องขวนขวายเอง วาซ่าน
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pui.lab; 12-11-2009 at 11:41. เหตุผล: เพิ่มเติม

  7. #7
    บ่รู้หละว่าสิใสหรือบ่...ติ๋มว่าเด็กน้อยสิเป็นจังใด่ พื้นฐานมาจากครอบครัวพ่อกับแม่ก่อนจ้า
    แต่น้อยๆกะเลี้ยงง่ายบอกง่าย ใหญ่ขึ้นมาสั่งๆบอกๆคือเก่าบ่ได้แล้ว เริ่มต่อต้าน...ต้องคุยกันแบบมีเหตุมีผลแล้ว
    แต่ยังน้อยเว้าเสียงดังแหน่กะฟังความแล้ว ย่าน แต่ตอนนี่บ่แล้วถ้าเว้าเสียงดังแหน่ ลูกกะสิมีคำมาต่อ
    พูดกันดีๆก็ได้...ทำไมต้องพูดเสียงดังด้วย...ลูกติ๋มอายุ14ปีกะบ่ค่อยมีปัญหาในเรื่องเรียนปานใด๋ ไปได้เรื่อยๆ
    เป็นเด็กมักเขียนมักอ่าน...งานบ้านกะเริ่มหัดให้เป็นหลายอย่างแล้ว...มักล้างห้องน้ำกับเข้าครัวเฮ็ดกับข้าว อิอิอิ
    คุณยายหนูว่าหลานสาวเจ้าคือผู้ใด๋ฮึ...5555++

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •