กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: บะหมี่หนึ่งถ้วย ตอนที่ 4

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    บะหมี่หนึ่งถ้วย ตอนที่ 4


    บะหมี่หนึ่งถ้วย ตอนที่ 4



    บะหมี่หนึ่งถ้วย ตอนที่ 4



    ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี


    พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านค้าในระแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก ก็มักจะมารวมตัวฉลองโดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง

    แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว

    ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว


    เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย

    ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา
    บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน ต่างก็คึกคักกันมาก ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า

    วันนี้"โต๊ะจอง"ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง

    มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม

    พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้า ๆ
    ออก ๆ พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป
    พูดเรื่องการค้าบ้าง

    คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง

    ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่

    ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุก ๆ เรื่อง

    จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน


    เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น. ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ

    ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล
    พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน


    พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคักในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า


    "ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"


    เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น


    ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า

    "เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"


    ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว

    ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน

    เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่


    ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก "พวกคุณ .. พวกคุณ"

    เขาพูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ

    ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ เถ้าแก่เนี้ยว่า


    "พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มาสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
    และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
    พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"


    "หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"

    "วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
    และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น


    ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ

    ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า


    พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"

    สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า

    เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู


    พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า "อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปหล่ะ


    อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้
    "โต๊ะจอง"


    ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"

    ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ

    ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า


    "ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"


    เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
    "ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"

    หากดูกันตามจริงแล้ว

    สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ

    รวมทั้งคำอวยพรว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ)
    สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง


    แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์ คับขับได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง


    นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ---

    อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง

    ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้



    บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้


    ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …
    เพื่อนพ้องทั้งหลาย …

    อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย
    หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป


    พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจจุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก

    ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ


    เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น

    ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า

    "ใครที่อ่านนิทานเรื่องแล้วไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้"

    ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง

    แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้วรู้สึกประทับใจจริง ๆ

    จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ


    แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ


    และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน




    ที่มา : Fwd mail

  2. #2
    Membership renewed สัญลักษณ์ของ บ่าวจ้ำ
    วันที่สมัคร
    Jan 2009
    ที่อยู่
    ขัวข้วมของหนองคาย
    กระทู้
    579
    บล็อก
    2

    พบปะพูดคุย จ้ำแจมจัง

    อ่านจบหมดทั้งสี่ตอนล่ะ

    ได้อะไรหรอ....

    ได้ความประทับใจ

    ที่สำคัญ....ได้เคล็ดลับการค้าขึ้นมาอีกเคล็ดแล้ว....อิอิ

  3. #3
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
    วันที่สมัคร
    Feb 2009
    ที่อยู่
    สวิส....พะนะ
    กระทู้
    608
    บอกได้คำเดียวว่าซึ้งงงงงงงงงงงงงงง ขอบคุณหลายๆค่ะ

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •