ตำนานกรุงศรีอยูธยา ตอนที่ ๒



ตำนานกรุงศรีอยูธยา ตอนที่ ๒


ตำนานกรุงศรีอยูธยา ตอนที่ ๒



ต้นเหตุที่กรุงเทพทวาราวดีจะหมดกำลัง


เหตุที่กรุงเทพทวาราวดีจะเสื่อมถอยหมดกำลังลงนั้น เริ่มต้นเกิดมาตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรมแย่งราชสมบัติพระศรีเสาวภาคย์ เมื่อจุลศักราช ๙๖๔ ปี ครั้งนั้นก็ฆ่าขุนนางเก่าเสียมาก มาแผ่นดินพระเจ้าปราสาททองฆ่าขุนนางพวกพระเชษฐาธิราช แต่เห็นจะน้อย ครั้นถึงแผ่นพระนารายณ์ ฆ่าขุนนางที่เป็นพวกเจ้าฟ้าชัยและพระศรีสุธรรมราชาเห็นจะเกือบหมด จนต้องใช้ขุนนางแขก ขุนนางลาว ขุนนางฝรั่ง มีพระยารามเดโช พระยาราชวังสัน พระยาสีหราชเดโช เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เป็นต้น แผ่นดินพระเพทราชา ฆ่าขุนนางแผ่นดินพระนารายณ์ หย่อยมาจนไปตีเมืองนครศรีธรรมราช เมืองนครราชสีมา เห็นจะเรียกว่าเกือบหมดได้ แผ่นดินพระพุทธเจ้าเสือเห็นจะฆ่ามาก เพราะคนนิยมเจ้าพระขวัญกับพวกเจ้าพระพิชัยสุรินทร์ก็หน้าจะเป็นขุนนางอยู่ไม่ได้ แผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อจุลศักราช ๑๐๙๔ ข้าราชการวังหลวงเห็จจะตายเกือบหมด คิดดูในระหกว่าง ๑๓๐ ปีฆ่าเททิ้งกันเสียถึง ๗ ครั้ง เป็น ๑๘ ปีฆ่ากันครั้งหนึ่ง หรือถ้ารอดตายก็กลายเป็นไพร่หลวงและตะพุ่นหญ้าช้าง ถ้าจะนับพวกที่รอดตายก็ต้องว่าผู้ดีกลายเป็นไพร่ ไพร่กลายเป็นผู้ดีในระหว่างนั้น ๗ ครั้ง


เมื่อเป็นเช่นนี้มาในตอนหลังบ้านเมืองจะมีกำลังอย่างไรได้ และเมื่อขุนหลวงหาวัดได้ราชสมบัติ ก็ยังสำเร็จโทษเจ้าเสียอีก ๓ กรม ซ้ำขุนหลวงหาวัดเองกับพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ก็ไม่ปรองดองกัน จึงพาให้การปกครองบ้านเมืองแปรปรวนรวนเรไป เพราะฉะนั้นเมื่อศึกพม่ามาติดพระนครจึงไม่มีตัวข้าราชการที่สามารถเป็นแม่ทัพนายกองนำพลเข้าต่อสู้ข้าศึก ท้าวพระยาเสนาบดีคนไรเป็นแม่ทัพก็ไม่ได้รบพุ่ง เช่นพระยายมราชเป็นแม่ทัพตั้งอยู่ที่เมืองนนท์ พอพม่าตีเมืองธนบุรีได้กำปั่นลูกค้าอังกฤษซึ่งรับอาสาต่อสู้พม่าถอยหนีขึ้นมา พระยายมราชยังไม่ทันรบก็พลอยเลิกทัพหนีไปด้วย พระยาพระคลังเป็นแม่ทัพถือพลถึง ๑๐๐๐๐ ยกออกไปตีค่ายพม่าที่วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ พม่ายิงปืนมาต้องพลทัพไทยล้มลง ๔ - ๕ คน กองทัพนั้นก็ถอยมาสิ้น อยู่มา ๒ - ๓ วัน รับสั่งให้พระยาพระคลังยกออกไปตีค่ายปากน้ำประสบอีก ยังไม่ทันได้รบ พม่าแต่งกลหลอกให้เข้าใกล้แล้วออกไล่ยิงแทงพลทัพไทยตายลง กองทัพใหญ่ก็พลอยแตกพ่ายเข้าพระนคร ครั้งหนึ่งโปรดให้ท้าวพระยาอาสาหกเหล่ายกทัพเรือข้ามไปตีค่ายพม่าวัดการ้อง พม่ายิงปืนมาถูกนายเริก ซึ่งเห็นจะเมายืนรำดาบ ๒ มือเป็นเป้าอยู่หน้าเรือตกน้ำลงคนหนึ่ง ทัพเรือก็เลิกถอยเข้าพระนคร


เมื่อทัพพม่ายกเข้าในพระราชอาณาเขต เกณฑ์ให้พระยาพิษณุโลกเอากองทัพมาตั้งที่ภูเขาทอง พอพม่าจวนจะถึงกรุง พระยาพิษณุโลกในพระยาพลเทพกราบทูล ขอกราบถวายบังคมลาขึ้นไปปลงศพมารดา ให้หลวงโกษามหาดไทย หลวงเทพเสนาคุมกองทัพอยู่แทน ก็โปรดพระราชทานพระราชานุญาตให้ไปตามขอ น้ำพระทัยพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ มีพระกรุณาเยือกเย็นอยู่เป็นพื้นเสมอดังนี้ จะได้ปรากฏว่า ผู้ไม่ปลงใจในการต่อสู้ข้าศึกต้องรับพระราชขอาญาบ้างก็หามิได้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ใครจะอยากรบ เหตุการที่เป็นมาแต่ต้นจนเสียเมืองก็สมกับพงศาวดารกล่าวว่า ชาตากรุงทวาราวดีถึงกาลขาด



ขุนหลวงตากตั้งตัว


ในขณะเมื่อกองทัพพม่าข้าศึกยกเข้ามาติดพระราชอาณาเขตนั้น เจ้าตากพระนามเดิมชื่อสิน ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ ทรงโปรดให้เป็นเจ้าเมืองตาก ในเวลานั้นเข้ามาอยู่ในกรุง จึงโปรดเลื่อนให้เป็นที่พระยากำแพงเพ็ชร และให้เป็นนายกองทัพเรือยกออกไปตั้งคอยสกัดตีทัพเรือพม่า ซึ่งจะมาทางทุ่งวัดใหญ่นอกพระนครด้านตะวันออก พระยากำแพงเพ็ชรตั้งค่ายอยู่ที่วัดพิชัยวัดกล้วย แลเห็นว่ากรุงจะเสียแก่พม่า ไม่มีช่องทางอันใดซึ่งจะป้องกันเอาไว้ได้แล้ว จึงได้คิดหลีกหนีตีฝ่ากองทัพพม่า ซึ่งตั้งล้อมกรุงออกไปทางบ้านหันตราบ้านข้าวเม่า ไปจนถึงแขวงเมืองระยองก็ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า เพราะจะให้เป็นที่คนนิยมนับถือและกลัวเกรงอำนาจ เรียกว่าเจ้าตาก หาเรียกเจ้ากำแพงเพ็ชรไม่ แล้วยกไปตีเมืองจันทบุรีได้ ตั้งมั่นรวบรวมรี้พลสะเบียงอาหารต่อเรือรบเรือไล่ไว้พร้อม


เมื่อรู้ว่ากรุงเสียแก่พม่าแล้ว ก็ยกทัพเรือเข้ามาตีพม่าที่ตั้งรักษาเมืองธนบุรี และค่ายโพสามต้นกรุงเก่าแตก แล้วก็มิได้ตั้งอยู่ที่กรุงเก่า พารี้พลกวาดครอบครัวราษฎรกับทั้งพระราชวงศ์และข้าราชการกรุงเก่า ซึ่งยังเหลือตกค้างอยู่ที่ค่ายโพสามต้น ไปตั้งเมืองธนบุรียกขึ้นเป็นกรุงธนบุรี สร้างพระราชวังขึ้นที่ปากคลองบางกอกใหญ่ คือที่โรงเรียนนายเรือในปัตยุบันนี้ เจ้าตากเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ณ กรุงธนบุรี เมื่อจุลศักราช ๑๑๓๐ ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชา นับตามลำดับพระนามเป็นพระองค์ที่ ๔



ขุนหลวงตากไม่อยู่กรุงเก่า


เหตุที่พระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ตั้งอยู่ที่กรุงเก่านั้น ก็ด้วยกรุงเก่าเป็นเมืองใหญ่ ทั้งพระราชวังก็มีปราสาทสูงใหญ่ถึง ๕ องค์ และวัดวาอารามก็ล้วนแต่ใหญ่โต เมื่อบ้านเมืองถูกพม่าข้าศึกและพวกทุจจริตเอาไฟจุดเผาเป็นอันตรายเสียหายจนเกือบหมดสิ้น พระเจ้ากรุงธนบุรีพึ่งรวบรวมกำลังตั้งพระองค์ขึ้นใหม่ๆ จะเอากำลังวังชาทุนรอนที่ไหนไปซ่อมแซมบ้านเมืองที่ใหญ่โต ซึ่งทำลายแล้วให้กลับคืนคงดีขึ้น เป็นพระนครราชธานีได้เล่า


ประการหนึ่งถ้ามีข้าศึกศัตรูเข้ามา รี้พลที่จะรักษาหน้าที่เชิงเทินป้องกันก็มีไม่พอ คงจะทรงเห็นว่าสู้ไปตั้งที่เมืองธนบุรีสร้างขึ้นเป็นเมืองใหม่ ด้วยมีกำลังน้อยก็ทำเมืองแต่เล็ก อีกประการหนึ่งถ้าจะมีข้าศึกมาติดเมือง ถ้าพลาดพลั้งลงประการใด กองทัพเรือก็มีอยู่เป็นกำลัง และทั้งพระเจ้ากรุงธนบุรีเองก็ทรงชำนาญในการทัพเรือ จะได้พาทัพเรือออกทะเลไปเที่ยวหาที่ตั้งมั่นได้ง่าย เห็นจะไม่ใช่แต่ฉะเพาะเรื่องที่ว่าทางนิมิตฝันว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าทรงขับไล่มิให้อยู่แต่เรื่องเดียว


เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีครองราชสมบัตินานมา ก็บังเกิดเสียพระจริตฟั่นเฟือนไป ในครั้งนั้นทรงโปรดให้พระวิชิตณรงค์ขึ้นไปตั้งเร่งเงินราษฎรที่กรุงเก่า ราษฎรร้อนรนหนักเข้าจึงนายบุญนากผู้เป็นหัวหน้าอยู่บ้านแม่ลา ซึ่งในเวลานี้เป็นท้องที่อำเภอนครหลวง แขวงกรุงเก่า เป็นหัวหน้าชักชวนชาวบ้านเข้าเป็นพรรคพวก ยกลงมาจับพระวิชิตณรงค์กับกรมการฆ่าเสียหลายนาย พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้พระยาสรรค์ขึ้นไปจับพวกบ้านแม่ลา พระยาสรรค์กลับไปเข้าเป็นพวกนายบุญนาก ยกไพร่พลลงมาจับกรุงธนบุรี และให้เนียรเทศพระเจ้ากรุงธนบุรีออกเสียจากราชสมบัติ



ตั้งผู้รักษากรุง


ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติปราบดาภิเษก จึงทรงโปรดตั้งนายบุญนากบ้านแม่ลา เป็นเจ้าพระยาชัยวิชิตสิทธิสงครามผู้รักษากรุง ยกกรุงเก่าเป็นเมืองจัตวา ภายหลังโปรดให้เจ้าพระยาชัยวิชิตเป็นเจ้าพระยาพลเทพ และตำแหน่งผู้รักษากรุงเก่าแต่นั้นก็ลดลงคงเป็นแต่พระยามา จนถึงรัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดให้เปลี่ยนสร้อยชื่อผู้รักษากรุง เป็นพระยาชัยวิชิต สิทธิสาตรา มหาประเทศราช สุรชาติเสนาบดี ครั้นมาในรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เปลี่ยนนามผู้รักษากรุงเก่าเป็นพิเศษ ๒ ข้อ คือ "เจ้าพระยามหาศิริธรรม พโลปถัมภ์เทพทวาราวดี ศรีรัตนธาดา มหาปเทศาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการกรุงเก่า" กับ "พระยาสิงหราชฤทธิไกร ยุตินัยเนติธาดา มหาปเทศาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ" รักษากรุงที่ต่อพระยาสิงหราชฤทธิไกรลงมาก็คงเป็นที่ "พระยาชัยวิชิต" แต่สร้อยชื่อเป็น "สิทธิศักดา มหานคราธิราช" มาในรัชกาลปัตยุบันนี้(รัชกาลที่ ๕ - กัมม์) ชื่อผู้รักษากรุงคนเดิมเป็นพระยาชัยวิชิต สิทธิสาตรา มหาปเทศาธิบดี ครั้นเมื่อโปรดเกล้าฯให้พระยาชัยวิชิต(สิงห์โต) เป็นพระยาเพ็ชรพิชัย รับราชกาลอยู่ ณ กรุงเทพฯแล้ว โปรดเกล้าฯให้พระยาเพชฎา(นาค) เป็นผู้รักษากรุง แต่กลับเปลี่ยนสร้อยชื่อเป็น "พระยาชัยวิชิต สิทธิศักดา มหานัครธิราช" เหมือนชื่อพระยาชัยวิชิตในรัชกาลที่ ๔




ตั้งมณฑลเทศาภิบาล


ครั้นต่อมาในรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๔ ทรงโปรดฯให้จัดการเทศาภิบาล คือ รวมกรุงเก่า ๑ เมืองอ่างทอง ๑ เมืองลพบุรี ๑ เมืองสระบุรี ๑ เมืองพระพุทธบาท ๑ เมืองสิงห์ ๑ เมืองพรหมบุรี ๑ เมืองอินทบุรี ๑ รวมเป็น ๘ เมืองเป็นมณฑล เรียกว่า "มณฑลกรุงเก่า" ตั้งที่ว่าการมณฑลที่กรุงเก่า โปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ครั้งยังไม่ได้ดำรงพระยศเป็นต่างกรม เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑล


มาในศก ๑๑๕ โปรดฯให้ยกเมืองพระพุทธบาทเป็นอำเภอขึ้นเมืองสระบุรี ยกเมืองพรหมบุรี เมืองอินทบุรี เป็นอำเภอขึ้นเมืองสิงห์บุรี จึงคงมีเมืองใหญ่ในมณฑลนี้แต่ ๕ ครั้นรัตนโกสินทรศก ๑๑๖ พระยาชัยวิชิต(นาค) กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการโดยทุพลภาพ จึงโปรดเกล้าฯให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์(พร) (คือ ผู้เรียบเรียงเอง - กัมม์) ข้าหลวงมหาดไทยเป็นข้าหลวงรักษากรุง


มาถึงรัตนโกสินศก ๑๑๗ โปรดเกล้าฯให้เลื่อนหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ขึ้นเป็น พระอนุรักษ์ภูเบศร์ ถึงรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๙ โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้พระอนุรักษ์ภูเบศร์เป็นผู้รักษากรุง และเป็นพระยาโบราณบุรานุรักษ์ พร้อมกันในศกเดียวนั้น ครั้นมาถึงรัตนโกสินทร์ศก ๑๒๒ โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าไปเป็นข้าหลวงพิเศษจักราชการตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลปราจีนบุรี และโปรดเกล้าฯให้พระยาโบราณบุรานุรักษ์เป็นผู้รั้งตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล


มาจนรัตนโกสินทรศก ๑๒๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตรให้ พระยาโบราณบุรานุรักษ์ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่ารับราชการสนองพระเดชพระคุณมาจนทุกวันนี้




ภูมิสถานกรุงศรีอยุธยา

ครั้งหนึ่ง รัชกาลที่ ๕ เสด็จลงเรือพระที่นั่งพายในสระบางปะอินจะไปเที่ยวประพาส ตรัสเรียกพระยาโบราณฯ ให้ตามเสด็จ ให้นั่งอยู่หลังที่ประทับ พอเรือพายผ่านพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพอาสน์ ซึ่งปลูกอยู่กลางสระ ตรัสถาม พระยาโบราณฯว่า "ปราสาทครั้งกรุงเก่ายอดประดับกระจกหรือไม่"



พระยาโบราณฯกราบทูลสนองทันที่ว่า "ประดับพ่ะย่ะค่ะ"


รัชกาลที่ ๕ ตรัสย้อนถามว่า "ทำไมเจ้าจึงรู้ว่าประดับกระจก"


พระยาโบราณฯกราบทูลสนองว่า "ในหนังสือพระราชพงศาวดาร แผ่นดินพระเจ้าปราสาททองกล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระนารายณ์ราชกุมารเล่นอยู่บนเกยปราสาท อสุนีบาตลงต้องยอดปราสาทจนกระจกปลิวลงมาต้องพระองค์ พระนารายณ์ก็หาเป็นอันตรายด้วยสายฟ้าไม่"


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่า "เออ จริงแล้ว" ฝ่ายบรรดาผู้คนที่ตามเสด็จทั้งหลายที่ไปในครั้งนั้น ต่างพากันชมความทรงจำของพระยาโบราณฯ กับชื่นชมที่ท่านสามารถตอบข้อทรงถามได้อย่างว่องไวด้วย ถ้าหากไม่เป็นคนรักรู้จริงๆแล้ว ก็คงไม่อาจกราบทูลได้โดยเร็วเช่นนั้นได้




ขอบพระคุณ
งานนิพนธ์ ของ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) จากหนังสือ "ตำนานกรุงเก่า"

คุณ เอนก นาวิกมูล จากหนังสือ "เก็บตกกรุงสยาม"