กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: รู้เท่าทันปมผูกมัด

  1. #1
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ ระพินทร์
    วันที่สมัคร
    Apr 2009
    ที่อยู่
    thai
    กระทู้
    145

    พบปะพูดคุย รู้เท่าทันปมผูกมัด


    ในพุทธศาสนาเราพูดถึง เงื่อนไข 10 ประการที่บั่นทอนความเป็น

    อิสระของเรา เวลาที่เราพูดถึงการหลุดพ้นนั่นคือการหลุดพ้นจาก "ปม" ที่ผูกมัดนี้ เพราะ

    ฉะนั้นเธอจะต้องฝึกปฏิบัติเจริญสมาธิที่เพื่อที่จะคลายการผูกมัดจากปมทั้งหลาย


    สิ่งที่ผูกมัดเราข้อแรกคือ ความอยากมีสิ่งต่างๆ ในความอยากนั้นมีสิ่งที่เป็นอันตราย เราคิด

    ว่าสิ่งที่เราอยากนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องมี ถ้าเรามีสิ่งนั้นเราจึงจะมีความสุข แต่จริงๆ

    แล้วเราไม่ได้เห็นอันตรายในสิ่งที่เราอยากได้ ในสิ่งที่เราไขว่คว้าหามา ความอยากทำให้

    เราไม่สามารถสงบสุขได้อีกต่อไป มันทำให้เราไม่มีความพึงพอใจกับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เรา

    เป็น หรือสถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ ความอยากทำให้เราไม่สามารถที่จะสัมผัสกับความสุขที่

    เกิดขึ้น ณ ที่นี่ ขณะนี้ คำสอนของพระพุทธองค์นั้นคือการมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข ณ ที่นี่

    ในขณะนี้ อยู่บนพื้นฐานของการมองอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เราเห็นว่าเรามีเงื่อนไขอย่างเพียง

    พอที่จะมีความสุขในขณะนี้อยู่แล้ว หากเรามีไฟแห่งความอยากอยู่ภายใน เราเชื่อว่า หาก

    เราปราศจากสิ่งที่เราต้องการ เราจะไม่สามารถเป็นสุขได้อีกต่อไป ไฟแห่งความอยากทำ

    ให้เราสูญเสียความสุข ความสงบ และความสามารถที่จะมีความสุขในปัจจุบันขณะ นี่คือ 1

    ใน 10 สิ่งที่ผูกมัดเราไว้ และเราจะต้องคลายปมเหล่านี้ออก

    เราจะมองให้เห็นถึงสิ่งที่เราอยากได้อย่างไร พระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างมากมาย เพื่อ

    ให้เราเห็นถึงอันตรายจากการวิ่งไขว่คว้าสิ่งที่เราอยากได้ ตัวอย่างที่หนึ่งคือ ภาพของใคร

    สักคนหนึ่งที่กำลังถือคบไฟและวิ่งต้านลม ลมกำลังเผาไหม้มือของเขาผู้นั้นแต่เขาก็ยังคง

    วิ่งต่อไป นั่นคืออันตรายของความอยาก

    ตัวอย่างที่สองที่พระพุทธองค์ได้ทรงเสนอให้เราเห็นคือ ภาพของสุนัขที่กำลังวิ่งไล่กระดูก

    เปล่าๆ ถึงแม้ว่าสุนัขตัวนั้นจะได้กระดูกชิ้นนั้นแล้ว แต่ก็ยังไม่พึงพอใจ เพราะมันพยายาม

    เคี้ยวกระดูกที่ไม่มีชิ้นเนื้อติดอยู่เลย หนำซ้ำกระดูกนั้นเป็นกระดูกพลาสติกอีกต่างหาก สิ่ง

    ที่เราอยากได้ก็เป็นเช่นเดียวกัน สิ่งที่เราอยากได้ไม่เคยเติมเต็มความต้องการของเรา

    อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ภาพของปลาที่กำลังงับเหยื่อบนเบ็ด ชาวประมงจะใช้เหยื่อติดขอเบ็ด

    เพื่อตกปลา แล้วโยนเบ็ดนั้นลงไปในแม่น้ำ เมื่อปลาเห็นเหยื่อตกปลาเหล่านั้นก็รู้สึกว่า

    เหยื่อน่าดึงดูดใจ น่าเข้าไปกัดกินมาก โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อกัดเข้าไปแล้ว ตนเองจะติดกับดัก

    และถูกจับได้ ซึ่งบางครั้งเหยื่อปลาที่มีสีสันที่น่าดึงดูดเหล่านั้นเป็นเพียงเหยื่อพลาสติก

    ด้วยซ้ำ

    เพราะฉะนั้นเราจะต้องมองให้เห็นว่าสิ่งที่เราอยากได้นั้นมีอันตราย เมื่อมองเห็นอย่าง

    ชัดเจน เราจะเห็นว่าถึงแม้สิ่งนั้นจะน่าดึงดูดใจ แต่มันจะไม่สามารถดึงดูดใจเราได้อีกต่อไป

    แล้ว เพราะเราเห็นถึงอันตรายของสิ่งที่เราอยากได้นั้น นี่คือสิ่งที่เราจะต้องฝึกทำสมาธิ

    เท่าทันปมแห่งความโกรธ ความไม่รู้ ความเปรียบเทียบ และความสงสัย

    ปมที่สองคือ ความโกรธ เปลวไฟแห่งความโกรธนั้นก็ทำลายเรามากพอๆ กับเปลวไฟแห่ง

    ความอยาก เมื่อความโกรธฝังอยู่ในตัวเรา เราจะไม่มีความสามารถมีความสงบ ความสุข

    ณ ที่นี่และขณะนี้ นั่นคือเหตุผลที่เราจะต้องฝึกปฏิบัติมองอย่างลึกซึ้งให้เห็นว่า ความโกรธ

    นั้นเกิดจากความโง่เขลาหรืออวิชชา ซึ่งเป็นการมองเห็นอย่างผิดๆ การมองอย่างลึกซึ้งเช่น

    นี้ทำให้เราเข้าใจถึงความทุกข์ ซึ่งคืออริยสัจข้อที่หนึ่งในอริยสัจ 4


    เมื่อเราเข้าใจอริยสัจข้อที่หนึ่ง คือการเห็นความทุกข์ เราก็จะสามารถก้าวข้ามความโกรธ

    และคลายปมแห่งความโกรธนั้นได้ ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสได้ว่าความโกรธนั้นอยู่ในตัว

    เขา เขาก็จะสามารถฝึกการคลายปมแห่งความโกรธที่อยู่ในตัวเขา ซึ่งจะช่วยปลดปล่อยจิต

    ปรุงแต่งนั้น


    ปมข้อที่สามคือ ความไม่รู้ อวิชชา หรือความคิดเห็นที่ผิด ทำให้เราสับสนว่าเราควรจะไป

    ไหน ทำอะไร และไม่ควรทำอะไร ที่เราทำในสิ่งที่ผิด เราพูดในสิ่งที่ผิดเพราะว่าเรามีความ

    โง่เขลา เรามีความไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก อะไรคือสิ่งที่ผิด นี่คือปมผูกมัดเราในข้อที่สาม


    ปมข้อที่สี่คือ ความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า เหนือกว่า หรือเท่ากับคนอื่น นั่นเพราะว่าเรามี

    ความคิดเห็นต่อความมีตัวตน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ทำให้เกิดปมด้อย ปมเด่น ปม

    เท่าเทียมกันในใจของเรา และเราก็เป็นทุกข์กับความเด่น ความด้อย ความเท่าเทียมเหล่า

    นั้นปมข้อที่ห้าคือ ความสงสัย ความไม่เชื่อ เวลาที่เราสงสัยเราก็จะไม่มีความสุข มันมี

    ความไม่รู้ ความไม่เชื่ออยู่ตรงนั้น



    ที่มาhttp://www.thaiplumvillage.org/
    ธรรมบรรยายโดย ท่านติช นัท ฮันห์

  2. #2
    ขอบคุณนะครับ

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •