หน้าที่ 1 จากทั้งหมด 3 หน้า 123 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
กำลังแสดงผล 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 22

หัวข้อ: พันธกิจสะดุดรัก...สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617

    พันธกิจสะดุดรัก...สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย


    เรื่องราวจาก http://www.oknation.net/blog/shadowy

    ของคุณกู่ ต้นข้าวเองไม่รู้จักน้องแม่ชีน้อยเป็นการส่วนตัวนะคะ ทราบว่า
    เป็นหลานสาวของพี่ชายที่รู้จักกัน เลยติดตามอ่านเรื่องของน้องตลอด
    รู้สึกประทับใจมาก เลยขออนุญาตนำมาฝากพี่น้องชาวบ้านมหาลองอ่าน
    กันดูนะคะ




    พันธกิจสะดุดรัก...สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย

    "ป่าน ก่อนป่วย"


    พันธกิจสะดุดรัก...สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย
    "ป่านก่อนบวชชี 3 วัน"


    พันธกิจสะดุดรัก...สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย
    "แม่ชีน้อย ป่าน"



    ตอนที่ 1


    21 สิงหาคม 2551



    เวลาประมาณ 21.30 นาฬิกา เธอได้ละทิ้งร่างกายที่เจ็บป่วยไปอย่างสงบ งดงาม


    เช้าตรู่ แม่ประคองลูกสาวให้ลุกนั่งเพื่อเช็ดหน้าตาเตรียมตัวรับประทานอาหารเช้า แม้จะรู้สึกว่าลูกมีเรี่ยวแรงที่ลดน้อยลงอย่างผิดสังเกต แต่ก็ไม่ได้ปริปากบอกกับใคร เพราะในหัวใจของแม่ไม่เคยยอมรับว่าลูกจะต้องจากไป ไม่เคยบอกกับตัวเองว่าลูกจะต้องทิ้งสังขารไปในเร็ววัน แม่เชื่อเสมอว่าลูกจะต้องมีชีวิตต่อไป แม้ร่างกายจะไม่ปกติเหมือนคนอื่น เพราะลูกยังมีความหวัง มีความฝันอีกมากมายที่ต้องทำให้สำเร็จ และความฝันเหล่านั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อตนเองเลยทั้งสิ้น


    เมื่อคืนนี้ พ่อกระซิบว่า
    “ลูกเราอาการไม่ดีแล้วนะแม่ สงสัยว่าลูกจะคงอยู่กับเราได้อีกไม่นาน”
    แม่รับฟังอย่างนิ่งเงียบ จนกระทั่งเมื่อได้สัมผัสกับเนื้อตัวลูกสาวในเช้าวันนี้ ยามประคองให้ลูกลุกนั่ง วันนี้ลูกนั่งตัวตรงไม่ได้แม่ต้องหาที่พิงให้ลูกพร้อมกับนั่งข้างๆลูกเหมือนทุกๆวันในเวลาที่ลูกรับประทานอาหาร



    “เหนื่อยไหมลูก” เอ่ยถามด้วยความสงสาร แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นเช่นทุกวัน


    “ไม่เหนื่อยหรอกแม่” พร้อมส่ายหน้า น้ำเสียงใสๆ เล็กๆ เปี่ยมพลังยังคงเดิม สม่ำเสมอ


    อาหารเช้าเป็นไปเช่นทุกวัน คือนานาผลไม้ที่พ่อกับแม่ต้องผลัดกันลงไปหาจากตลาดและตามบ้านของชาวบ้านที่รู้จักคุ้นเคยกัน มื้อนี้พิเศษด้วยข้าวเหนียวนึ่ง ที่ลูกร้องขอว่าอยากกินอีกสักมื้อหนึ่ง เพราะนานแล้วที่ไม่ได้ลิ้มชิมรส ก่อนที่จะกินเอง มือเล็กๆผ่ายผอมของลูกหยิบข้าวเหนียวมาป้อนให้แม่หนึ่งคำ แล้วจึงกินเองเพียงหนึ่งคำ แม้กระทั่งผลไม้ที่ลูกชอบ ลูกก็ยังกินได้น้อยและมีอาการเชื่องช้าลง


    แสงอาทิตย์เริ่มสาดผ่านยอดภูสูง แสงอุ่นอ่อนอาบแผ่นดินแผ่นหินรอบๆ แม่จึงอุ้มลูกมานอนอาบแสงแดดบนแคร่ไม้ไผ่ข้างที่พัก ลูกนอนหลับตานิ่ง แม่พินิจดูรูปร่างผอมบางราวกับเปลือกไม้ แขนขาของลูกเล็กนิดเดียวยกเว้นช่วงท้องเท่านั้นที่โตบ้าง ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบเปล่งปลั่งไร้วี่แววของความป่วยกลับผิดปกติ ซีดเซียวกว่าทุกวัน ริมฝีปากที่เคยเป็นสีชมพู ก็ซีดลง



    ดวงตาที่หลับลงทำให้มองเห็นขนตายาวงอนงามได้รูป ตลอดระยะเวลาที่ป่วย ลูกมีแววตาดำสนิทสุกใส ในส่วนสีขาวไม่เคยมีความเหลืองเข้ามาเจือปนเช่นคนป่วยมะเร็งตับทั่วไป แม่คิดว่าเป็นเพราะจิตใจของลูกได้พัฒนาไปสู่การปล่อยวางแล้ว แม้แม่จะไม่ใช่คนปฏิบัติธรรมที่ลึกซึ้งแต่แม่ก็รู้ว่าลูกของแม่ไม่ใช่เด็กธรรมดา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วลูกจะมีความสงบนิ่งปราศจากความเจ็บปวดได้อย่างไร ในเมื่อไม่มียาระงับปวดใดๆทั้งสิ้น ลูกดูแลจิตใจของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมจนใครๆรู้ว่าลูกเป็นคนป่วยที่ไม่ก่อภาระให้แก่คนดูแลเลยสักนิด



    แต่จากสัมผัสของแม่ วันนี้ลูกเปลี่ยนไปมาก เท้าเย็นเฉียบจนถึงเข่า แม่พยายามนวดเฟ้นให้ความอบอุ่นอย่างเบามือ



    “วันนี้ลูกกินอาหารได้น้อยมาก” แม่บอกน้านีที่นั่งอยู่ใกล้ๆ



    เย็นวาน ตอนที่อยู่ตรงระเบียงกุฏิ ลูกได้อัดเสียงสวดมนต์ทำวัตรเย็นไว้ในเอ็มพีสามที่พ่อเพิ่งซื้อให้ด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน แม้จะมีน้ำเสียงสะดุดและไอเล็กน้อยเป็นบางครั้งก็ตาม แต่ลูกรักก็พยายามสวดมนต์จนจบ จากนั้นแม่ก็ประคองให้ลูกเอนตัวลงนอน แล้วเราก็เปิดฟังเสียงสวดนั้นด้วยกัน



    “ลูกแม่เก่งจังเลย” แม่หมายความตามนั้นจริงๆ


    ถึงเวลาที่ต้องเข้าไปนอนในห้อง แม่ประคองร่างลูกน้อยด้วยความระมัดระวังเกรงว่าลูกจะเจ็บ เพราะร่างกายของลูกบอบบางเหลือเกิน ก่อนนอนของทุกวันแม่กับพ่อจะต้องนวดฝ่าเท้าให้ลูก แต่วันนี้แม่ทำคนเดียวเพราะพ่อไปงานศพลุงยุทธ แม่นวดเบาๆอย่างทะนุถนอม แล้วลูกก็ผ่อนคลายร่างกายอย่างสบายอยู่บนเตียงนอน มีหนังสือที่ลูกชอบอ่าน คือประวัติหลวงปู่มั่น วางไว้บนหัวเตียง (ลูกน้อยชอบวางหนังสือไว้บนหัวเตียงทุกครั้งก่อนนอนตั้งแต่เล็กๆแล้วถ้าไม่มีหนังสือจะนอนไม่หลับต้องหามาจนได้) คืนสุดท้ายมีหนังสือ 4 เล่มอยู่บนหัวนอนคือหลวงปู่มั่น, รัตนนารี, สัมมาสัมพุทธเจ้าศาสดาเอกของโลก, 40 ภิกษุณีอรหันต์



    คืนนั้น ลูกนอนหลับตั้งแต่หัวค่ำ แต่ตื่นบ่อยมากเพราะหิวน้ำบ่อยกว่าปกติ (อาจเป็นเพราะเมื่อตอนกลางวันลูกดื่มน้ำมะพร้าวไปสามลูก) และถ่ายอุจจาระไม่รู้ตัว



    “ลูกรู้สึกตัวมั้ยว่าลูกถ่าย” ลูกน้อยส่ายหน้าเบาๆ ทำให้แม่กังวลใจไม่น้อยทำไมลูกแม่จึงเป็นอย่างนี้


    ประมาณห้าทุ่มลูกสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย แม่ซึ่งยังหลับๆตื่นๆ คอยสังเกตอาการของลูก รีบกอดลูกไว้แนบอก


    “แม่จ๋า มีคนมัดมือมัดเท้าของป่านเอาไว้ จนอึดอัดหายใจแทบไม่ออก ป่านพยายามดิ้นรนต่อสู้ แล้วตัดสินใจหายใจเข้าลึกๆ จึงตื่นจ้ะแม่”


    “มันเป็นเพียงความฝันเท่านั้นเองแหละลูก ไม่มีใครมาทำอันตรายอะไรหนูได้หรอก” ลูกกอดแม่ แม่กอดลูกด้วยความรักและสงสารลูกจับใจ ลูบหัวให้ผ่อนคลาย ลูกเงียบไปสักครู่ แล้วเอ่ยขึ้นว่า


    “เมื่อไหร่พ่อจะกลับมาล่ะจ๊ะแม่ พ่อคงกลับถึงวัดตอนเช้านะแม่” คำถามของลูก ทำให้แม่รู้ว่าจิตใจของลูกคงรอพ่ออยู่


    “พ่อคงถึงพรุ่งนี้เช้านะลูกเพราะนี่ก็ดึกแล้ว” ตามกำหนดแล้วเป็นอย่างนั้น และลูกก็รู้ว่าพ่อไปช่วยงานศพของลุงยุทธ ลุงยุทธที่เป็นมะเร็งเช่นเดียวกันกับลูก และเป็นหัวหน้าของพ่อ ได้เสียชีวิตไปเมื่อตอนสายของวันที่ 2o สิงหาคม 2551 แต่คืนนั้นพ่อก็ยังขับรถกลับมาหาลูกในเวลาเที่ยงคืน พ่อคงห่วงลูกมาก การขับรถทางไกลจากขอนแก่นมาดงหลวง หนทางไม่ใกล้นัก แม่รู้ว่าหัวใจของพ่ออยู่ที่ลูกตลอดเวลา เมื่อมาเห็นอาการบางอย่างของลูก จึงกระซิบบอกแม่


    “ลูกเราอาการไม่ดีแล้วนะแม่ สงสัยว่าลูกคงอยู่กับเราได้อีกไม่นาน” แม่นิ่งเงียบไม่โต้ตอบ เพราะหัวใจของแม่มันไม่ยอมรับรู้ในเรื่องนี้


    “พ่อ ลูกบอกว่าลูกหายใจไม่สะดวกด้วยนะ” แม่เปลี่ยนเรื่อง พ่อนั่งจับมือลูก ลูบหัวลูกอย่างอ่อนโยน


    แม่จึงทำ “กัวซา”และนวดเฟ้นตามร่างกายโดยเฉพาะที่เท้าอันเย็นเฉียบให้ลูก แม่นวดคลำอยู่อย่างนั้นแทบตลอดคืนคืนนั้นจึงเป็นคืนที่ยาวนานและทรมานหัวใจแม่อย่างเป็นที่สุด แม่อยากให้ท้องฟ้าสว่างเร็วๆเพื่อว่าบรรยากาศแห่งความกดดันจะทุเลาเบาบางลงบ้าง ขณะที่ลูบไล้ไปตามร่างกายของลูกแม่ภาวนาให้วันใหม่ที่มาถึงเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง


    ตลอดค่ำคืน ทั้งพ่อและแม่ นั่งสมาธิประคองมือลูกสาวตัวน้อยไว้ในอุ้งมือของตน แล้วแผ่เมตตาภาวนาถ่ายทอดพลังชีวิตให้แก่ลูกจนกระทั่งลูกหลับไป


    (ติดตามตอนต่อไป...)


    หมายเหตุ การทำกัวซา คือการใช้วัสดุประเภท ช้อนไม้ เหรียญบาท หรืออื่นๆ ที่เหมาะสมขูดไปที่ผิวหนังจนแดงเป็นผื่น

  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจสะดุดรัก สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย ตอนที่ 2


    ยามที่ลูกนอนอาบแดด ลูกจะหลับตาทำสมาธิเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ใช้เวลาราวสิบนาทีเท่านั้น เพราะแสงแดดจ้ามาก แม่จึงอุ้มลูกกลับมานอนที่ระเบียงกุฏิ ในขณะที่ช้อนร่างของลูก น้ำหนักร่างช่างเบาหวิวเหลือเกิน ตรงข้ามกับใจแม่ที่หนักอึ้งราวหินถ่วง เพราะความร้อนของแสงตะวันไม่สามารถสลายความเย็นเฉียบที่ห่อหุ้มแข้งขาของลูกได้อีกแล้ว


    แม่ค่อยๆวางร่างอันบางเฉียบลงบนเบาะ แล้วนวดเฟ้นเบาๆ หวังจะเรียกความอบอุ่นให้กลับคืนมา ลูกยังคงทำกิจวัตรประจำวันของตนเองอย่างปกติ คือ ถวายผลไม้แด่หลวงพ่อ กล่าวอุทิศบุญ และนอนตะแคงอ่านหนังสือ เขียนบันทึกกิจวัตรประจำวัน แม่เห็นลูกหยิบเล่มที่เป็นเรื่องราวของหลวงปู่มั่นมาอ่านบ่อยที่สุด สลับกับเล่มอื่นๆ ที่ลูกชอบอ่าน หนังสือทั้งหมดที่มีอยู่หลายสิบเล่มลูกอ่านหมดแล้ว วันนี้คงเป็นวันที่อ่านทบทวนในเรื่องที่ลูกสนใจจริงๆ



    ตกบ่าย แม่เห็นความสดชื่นของลูกมีมากขึ้น จึงวางใจว่าลูกกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิมอีกครั้ง



    จากนั้น ลูกนอนหลับอย่างยาวนาน แม่ไม่พยายามรบกวนใดๆ จนกระทั่งลูกตื่นขึ้นมาในเวลาใกล้สี่โมงเย็น เป็นเวลาอาหารและป้าเฒ่ากับลุงเปี๊ยกขึ้นมาเยี่ยมตามปกติ วันนี้ป้าเฒ่ามีเพื่อนพยาบาลที่ทำงานที่โรงพยาบาลเขาวงมาด้วยหนึ่งคน



    ป้าเฒ่ากับเพื่อนพยาบาลจับที่ชีพจรของลูกแล้วมองหน้ากัน ป้าเฒ่าบอกว่าพรุ่งนี้จะขอเตียงผู้ป่วยกับออกซิเจนที่โรงพยาบาลมาให้ เวลานั่งนอนจะได้สะดวกขึ้น จากนั้นป้าเฒ่าก็พาเพื่อนพยาบาลเดินชมบริเวณวัดลุงเปี๊ยกไม่ได้ไปด้วย นั่งคุยกับพ่ออยู่ใกล้ๆที่ลูกนอน พ่อคงเห็นอาการบางอย่างของลูกที่คิดว่าผิดปกติ จึงร้องถามอย่างตกใจ



    “ป่าน เป็นอะไรไปลูก” ลูกสบตาพ่อสงบนิ่ง ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


    “พ่อ หนูไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย” ทุกคนชะงัก แม้แต่แม่ พ่อและลุงเปี๊ยกหันมาจับมือกันอย่างดีใจ หัวเราะอย่างลืมตัว น้ำตาของแม่ที่ปริ่มๆพลัดร่วงลงมาอย่างไม่รู้ตัว


    ป้าเฒ่ากับเพื่อนๆกลับมาที่กุฎิอีกครั้งและบอกกับลูกว่า


    “รอป้านะ แล้วป้าจะกลับมาหาอีกในคืนนี้” ลูกน้อยพยักหน้ารับคำช้าๆ


    จากนั้นป้าเฒ่า ลุงเปี๊ยกและเพื่อนที่มาด้วยกันก็เดินทางกลับ


    เมื่อทุกคนกลับลงไปแล้ว ลูกทานผลไม้เสร็จ เขียนบันทึกไว้ว่า



    16.18 น. กินหมากเบน+น้อยหน่า+ส้มเช้ง
    16.31 น. กินผลไม้เสร็จ ใช้เวลา 13 นาที


    นี่คือบันทึกช่วงสุดท้ายของลูก ถ้าลูกยังแข็งแรงเช่นทุกวัน ลูกจะต้องบันทึกอาการของร่างกายที่เกิดจากการพอกยาในตอนหัวค่ำ


    การพอกยาครั้งสุดท้ายนี้ ลูกไม่สามารถบันทึกเพื่อรายงานหลวงพ่อได้อีกแล้ว


    ทุกคืนเวลาหนึ่งทุ่ม แม่จะ “พอกยาสมุนไพร”ที่ท้องให้ลูก แล้วลูกก็จดบันทึกอาการของร่างกาย เป็นการพิจารณาอาการของธาตุอย่างละเอียด แต่วันนี้ลูกนอนหลับตานิ่งไม่เคลื่อนไหว แม่จึงใช้เวลาพอกยาน้อยกว่าทุกวัน เอาน้ำอุ่นมาเช็ดยาออกจากท้องของลูกเร็วกว่าทุกครั้ง ทั้งที่ควรจะปล่อยทิ้งไว้นานราวหนึ่งชั่วโมงตามที่ควรจะเป็น



    ระหว่างที่เช็ดตัว แม่สังเกตเห็นดวงตาของลูกดูลอยๆคล้ายคนไม่รู้สึกตัว และมีอาการหายใจทางปาก พูดไม่ออก ตัวก็ร้อนรุมๆผิดปกติ แม่เช็ดตัวให้ทั่วตัว ไม่นานลูกก็ผลอยหลับ



    สองทุ่มกว่า แม่อยากให้ลูกดื่มน้ำบ้าง จึงแตะตัวเบาๆเพื่อปลุก ลูกลืมตาสะลึมสะลือ แม่เอาหลอดดูดน้ำใส่ปากให้ลูกดูด ลูกไม่สามารถดื่มได้ เพราะลูกอ้าปากไม่ได้แล้ว“ป่าน !!!” แม่ร้องเรียกลูกเสียงดัง ด้วยอาการตกใจ พ่อซึ่งเผลอนอนหลับอยู่ข้างๆสะดุ้งตื่น รีบบอกน้าแกะที่นั่งอยู่ตรงระเบียงด้วยกัน ให้ไปตามแม่ชีและหลวงพ่อมาด่วน



    ไม่นานนักทั้งพระและแม่ชีจำนวนห้ารูป ก็มาที่กุฏิของลูก ต่างนั่งล้อมรายรอบลูก น้านีและคนอื่นๆนั่งที่บันได


    หลวงพ่อได้ให้ธรรมะแก่ลูก เรื่องการละวางขันธ์ห้า เสร็จแล้วทุกคนทำสมาธิภาวนา มีเสียงสวดคาถาชินบัญชรดังแผ่วเบามาจากเครื่องเล่นตลอดเวลา



    แม่ทั้งนวดมือนวดเท้า ทั้งเฝ้ากอดลูก หยาดน้ำตาพร่างพรู พ่อดูจะมีสติดีกว่าแม่มาก กระซิบบอกลูกว่า



    “ขอให้ลูกได้ไปพบพระพุทธเจ้านะลูก อย่างที่หลวงพ่อบอกกับลูกไว้น่ะ”


    น้ำตาแม่ยังคงไหลพราก เอื้อมมือไปแตะที่หัวใจลูกพร้อมกระซิบข้างหูว่า “พุทธโธ ๆ แม่รักลูกที่สุดในโลก”


    ยามนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วคล้ายภาพยนต์ที่ขมวดเรื่องเพื่อจะจบลง แม่รู้ว่านาทีสุดท้ายกำลังจะมาถึงแล้ว แม่ยังจำได้ ลูกมองหน้าแม่ คล้ายๆจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีเรี่ยวแรง แม่จึงบอกลูกว่า



    “ไม่ต้องพูดอะไรหรอกลูก แม่เข้าใจ” แม่หมายความตามนั้นจริงๆ


    ในที่สุด ลูกยกมือข้างขวาขึ้นมาพนมไว้บนอก ก่อนจะสะท้อนลมหายใจช้าๆ เพียงชั่วลมหายใจเข้าออก มือข้างนั้นก็ผลอยลงวางนิ่งอยู่บนอก แม่คลำหาจับชีพจรลูกอีกหน



    “ชีพจรหยุดเต้นแล้วหรือลูกรักของแม่”แม่ครางอย่างอาลัยเศร้า ทุกอย่างรอบตัวหม่นมัวจนไม่อาจทรงกายชั่วขณะ โสตประสาทยังได้ยินเสียงสวดคาถาชินบัญชรกังวานอยู่


    และแล้วความเคลื่อนเกิดขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง เมื่อพ่อก้มลงช้อนร่างลูกสาวตัวน้อย เพื่อนำไปยังเตียงนอนข้างใน



    พ่อคงกลั้นสะอื้นจนสุดกลั้น จึงปล่อยเสียงร้องไห้โฮกลบเสียงอื่นๆจนหมดสิ้น



    (โปรดติดตามตอนต่อไป)


    หมายเหตุ ยาสมุนไพรที่ใช้พอก คือต้นพรหมราชา(รากแสนพัน)
    และการกัวซา ที่ลุงกิ๊ถามถึง จนเล่าให้ฟังทีหลังนะคะ

  3. #3
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจสะดุดรัก สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย ตอน 3





    เด็กหญิงคนนั้น วิมุตตา กุณวงษ์


    3 ธันวาคม 2538



    วันนั้น แม่ปวดท้องตั้งแต่เช้าตรู่ ต้องวานให้เพื่อนบ้านไปตามคุณยายที่อยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง มาพาแม่โรงพยาบาลกุดบาก เมื่อถึงโรงพยาบาลลูกก็คลอดออกมาอย่างง่ายดาย ในเวลาเที่ยงวัน นั่นเอง



    ตอนที่คลอดออกมาลูกตัวเล็กมาก เล็กกว่าพี่ปุ้ย เรื่องรูปร่างเล็กค่อนไปทางผอมบาง แม่ไม่เคยเอะใจอะไร คิดแต่เพียงว่าเป็นเพราะลูกไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ ไม่ชอบไขมัน และเพราะลูกเป็นเด็กเคลื่อนไหวว่องไว เดินช้าๆไม่เป็น วิ่งมากกว่าเดิน จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ลูกจะดูตัวเล็กเพราะไม่มีไขมัน


    ชีวิตของลูกแตกต่างจากพี่ปุ้ยอยู่บ้าง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้าน ต้องออกไปประชุมต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ แม้แต่วันที่คลอดลูกพ่อก็ยังประชุมที่กรุงเทพฯ ปล่อยให้แม่กับลูกสองคนอยู่กันตามลำพัง ที่บ้านพักในศูนย์อินแปง เมื่อแม่พาลูกเล็กๆกลับมาอยู่ที่บ้านคุณยาย เพื่อที่ตัวแม่จะได้อยู่ไฟ พ่อก็กลับมาบ้านในวันที่สามของอายุลูก ครั้งนั้น พ่อมีเวลาอยู่กับเราเพียงแค่ก้มหน้าลงหอมแก้มลูกหนึ่งครั้งเท่านั้น แล้วรีบขึ้นรถไปประชุมที่ขอนแก่นด้วยเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กร ที่ขาดสมาชิกคนใดคนหนึ่งไม่ได้เลย



    แม่เป็นผู้หญิงที่เกิดและเติบโตในหมู่บ้าน การศึกษาแค่ระดับประถมปีที่หก ส่วนพ่อเป็นนักพัฒนาจบปริญญาตรีที่มาจากข้างนอก เรามาเจอกันด้วยชะตาฟ้ากำหนดกระมัง แม่จึงได้เลือกพ่อเป็นคู่ชีวิต ทั้งที่มีใครอีกหลายคนที่ให้แม่เลือก แม่อาจมีชีวิตที่ต่างออกไปจากนี้

    .





    การเป็นภรรยานักพัฒนา แม่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ การเลี้ยงลูกตามลำพังบ่อยครั้ง อยู่ในศูนย์ที่มีผู้คนจากทุกมุมโลกแวะเวียนมาดูงาน กลับเป็นเรื่องที่ดี เพราะลูกได้เติบโตมากับการพบเจอคนต่างชาติต่างภาษาต่างวัฒนธรรมมากมาย แม้แต่วันสุดท้ายของร่างกายลูก ญาติมิตรที่รักใคร่ผูกพันกับครอบครัวเราก็มาร่วมงานมากมาย บางกลุ่มบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อลูก



    ลูกได้ชื่อว่า วิมุตตา นามสกุล กุณวงษ์ เป็นชื่อที่พ่อกับแม่ช่วยกันคิด เพราะเราอยากให้ลูกเติบโตเป็นคนดีมีธรรมะติดตัวอยู่เสมอ บางทีแม่เผลอคิดว่า เป็นเพราะชื่อนี้ด้วยหรือเปล่าที่ทำให้ลูกจากแม่เร็วเกินไป



    แม่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่มากกว่าพี่ปุ้ย เพราะว่าลูกไม่ยอมดื่มนมวัว แต่ชอบดื่มน้ำนมถั่วเหลือง และชอบกินผลไม้มาตั้งแต่เล็กๆแล้ว



    ลูกเดินได้ตั้งแต่อายุ 9 เดือน แม่คิดว่าลูกแข็งแรงดี แม้ลูกจึงผอมกว่าเด็กอื่นๆในหมู่บ้านที่อาหารการกินไม่สมบูรณ์เท่าครอบครัวเรา ระบบขับถ่ายของลูกไม่ปกติมาตั้งแต่เล็กๆ ลูกมักจะถ่ายอุจจาระเป็นก้อนแข็งและช่วงเวลาที่ต้องขับถ่ายไม่สม่ำเสมอทุกวัน


    แม่เริ่มครุ่นคิดเรื่องสุขภาพของลูกมากขึ้นเมื่อลูกบอกว่าปวดท้องมาก ตอนที่ลูกอายุประมาณ 9 ขวบ แต่แม่ก็ไม่เคยคิดไกลไปถึงมะเร็ง



    ไม่ใช่แม่เพียงคนเดียวที่คิดแบบนี้ คุณหมอที่รักษาลูกก็ยังคาดไม่ถึง คุณหมอในโรงพยาบาลต่างๆถึงสามโรงพยาบาล ยังวิเคราะห์สาเหตุการปวดท้องไปไม่ถึงมะเร็ง


    ทำไมเราจึงผิดพลาดไปมากมาย จนกระทั่งสายเกินแก้

  4. #4
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจสะดุดรัก สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์ แม่ชีน้อย ตอนที่ 4








    “เป็นเพราะกรรมอะไรที่ทำให้ลูกเราเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นเพราะกรรมของลูกเอง ลูกเราอายุยังน้อยไม่เคยทำกรรมร้ายแรงอะไรเลย หรือว่าเป็นกรรมเก่า หรือว่าเป็นกรรมของพ่อกับแม่ที่ตกไปถึงลูก”



    คำถามที่ไร้คำตอบนี้ ทำให้พ่อเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยร้องไห้เสียใจแทบจะตลอดเวลาในวันแรกๆของการจากไปของลูก พ่อกลายเป็นคนสงบนิ่งเศร้าลึกอยู่ข้างในไม่ต่างจากแม่ บางคืน...กระทั่งทุกวันนี้พ่อจะลุกขึ้นมาสวดมนต์ภาวนาในยามดึก แม่รู้ว่าพ่อพยายามระงับความรู้สึกทุกข์ทรมานที่คิดถึงลูก ซึ่งเมื่อก่อนพ่อไม่เคยทำ


    ลูกรักของแม่ ไม่มีสักวินาทีที่แม่จะไม่คิดถึงลูก ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับใหล เพราะลูกทิ้งร่องรอยของความผูกพันเอาไว้มากมายเหลือเกิน


    ห้องนอนของลูกทุกอย่างยังถูกจัดวางเหมือนเดิม บ้านไม้หลังเล็กๆใต้ถุนสูงที่ซุกตัวอยู่ใต้ร่มเงาไม้ยางใหญ่หลังนี้ มีห้องนอนสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นของลูก เตียงนอนยังมีหนังสือเล่มโปรดของลูกวางไว้ที่หัวเตียงหลายเล่มเช่นเดิม อาจมีแปลกออกไปบ้างคือสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ 4 เล่ม ที่ลูกเขียนทุกวันเกือบทุกเวลา เพราะลูกตั้งใจบันทึกกิจกรรมการดูแลตัวเองทั้งบทธรรมะเอาไว้ ตลอดเวลาสี่เดือนของความป่วยไข้ แม้กระทั่งวันสุดท้าย โดยที่ไม่ได้มีใครร้องขอให้ทำ


    เรื่องการบันทึก แม่จำได้ว่าครั้งหนึ่ง แม่พ่อและพี่ปุ้ยอยากรู้ว่าลูกบันทึกอะไรเอาไว้จึงหวงนักหวงหนาไม่ยอมให้ใครแตะต้อง เมื่อลูกลงไปอาบแดดที่ข้างกุฏิ พ่อจึงแอบเปิดอ่าน ลูกกลับขึ้นมาเห็นบางอย่างที่ผิดสังเกตจึงพูดกับทุกคนด้วยน้ำเสียงดุๆว่า



    “เปิดอ่านสมุดบันทึกของป่านใช่ไหม” เราสามคนก้มหน้าซ่อนยิ้ม ด้วยความละอาย จากนั้นไม่มีใครกล้าแตะสมุดบันทึกของลูกอีกเลย


    ลูกเริ่มเขียนบันทึกทุกวัน ตั้งแต่อยู่รับการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดที่ศูนย์บำบัดของหมอเขียว ที่ดงตาล อาจเป็นเพราะพ่อซื้อสมุดบันทึกมาให้ เป็นเล่มเล็กๆ สี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาด 6 คูณ 6 นิ้ว ซื้อมาโดยที่ไม่ได้คิดว่าลูกจะจริงจังในการบันทึกจนกระทั่งกลายมาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นในเวลาต่อมา



    การบันทึกนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อมาอยู่ที่วัดป่าภูไม้ฮาว ลูกบันทึกทุกกิจกรรมของการดูแลตัวเองทั้งกายและจิต ยามที่หลวงพ่อมาเยี่ยมและให้ธรรมะลูกจะเอาบันทึกให้หลวงพ่ออ่าน และเรื่องราวต่างๆที่ลูกสนทนากับหลวงพ่อเป็นเรื่องที่ลูกกับหลวงพ่อเท่านั้น ที่รู้



    หมายเหตุ หมอเขียว หรือ หมอใจเพชร มีทรัพย์ นักบำบัดสุขภาพทางเลือก ที่เขียนหนังสือเรื่อง "ย่านาง"พืชสมุนไพร รักษาสมดุลร้อน-เย็นของร่างกาย และ "ความลับฟ้า" ถอดรหัสสุขภาพ ความมหัศจรรย์ของอาหารฤทธิ์ร้อน-เย็น และการสร้างพลังจิตรักษาโรค กุญแจดอกสำคัญ ในการไขรหัสสุขภาพ

  5. #5
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจสะดุดรัก สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย ตอน 5


    อีกเรื่องหนึ่ง ที่แม่อยากบอกกับลูก ถ้าแม่รู้ว่าลูกจะอยู่กับเราไม่นาน แม่คงไม่ส่งลูกไปเรียนหนังสือในเมือง แม้ว่าการไปอยู่ที่นั่นเป็นเรื่องที่ดีต่ออนาคตก็ตาม


    “ป่านต้องเรียนในเมืองนะลูก ไปอยู่กับปู่กับย่า กับพี่ปุ้ย” ลูกรับฟังอย่างตกใจ มองหน้าแม่แล้วนิ่งอึ้ง ด้วยวัยเพียงแปดขวบเท่านั้นเอง ทำไมต้องให้หนูไป แม่คิดว่าในใจลูกคงรำพึงแบบนั้น แต่ไม่มีคำใดเอ่ยออกมา



    แม่กับพ่อตกลงกันโดยไม่ได้ถามความสมัครใจของลูก แต่ลูกก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร เมื่อแม่สัญญาว่าจะไปเยี่ยมลูกให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะไปหาลูกทุกครั้งที่ลูกต้องการ แล้วแม่กับพ่อก็ทำตามนั้นจริงๆ เราไม่เคยห่างกันเกินไป โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกป่วยแม่อยู่ข้างๆลูกเสมอ แต่ความป่วยไข้ก็ยังพรากลูกไปอยู่ดี



    เรื่องความเข้มแข็งทางจิตใจที่ลูกมีเป็นพื้นฐาน ทำให้แม่วางใจว่าลูกสามารถดูแลตัวเองได้เมื่ออยู่ห่างแม่ เพราะแม่ได้อ่านเรียงความของลูก ที่คุณครูให้เขียนเกี่ยวกับเรื่องแม่ ลูกเขียนไว้ว่า



    “แม่ให้ฉันมาเรียนหนังสือในเมือง เพราะแม่อยากให้ฉันมีอนาคตที่ดี เพื่อนฉันบางคนไม่มีพ่อแม่แต่เขายังเรียนหนังสือได้ ฉันยังมีแม่ที่เป็นกำลังใจ ฉันต้องอยู่ได้เช่นกัน”


    แต่ทว่าปีแรกที่ลูกอยู่ในเมืองมุกดาหาร ในชั้นเรียนประถมปีที่ 3 ลูกเริ่มมีอาการปวดท้องด้านซ้าย พี่ปุ้ยที่คอยดูแลลูกบอกว่า ทุกครั้งที่ปวดท้อง น้องยังตั้งใจไปโรงเรียน บางวันปวดมากจนต้องไปนอนพักในห้องพยาบาล แต่เมื่อพี่สาวถามว่าเป็นยังไงบ้าง ปวดมากไหม น้องจะตอบเหมือนๆกันทุกครั้งว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงป่าน”



    การไปหาหมอเพื่อตรวจอาการปวดท้องในครั้งแรกๆ หมอบอกว่าลูกเป็นโรคเครียด เป็นเด็กเรียนเก่ง ความเครียดลงกระเพาะ หมอจ่ายยารักษาอาการปวดท้อง และเป็นเช่นนั้นทุกครั้งที่ไปหาหมอ



    จนกระทั่งหนึ่งปีผ่านไป อาการปวดท้องของลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยปวดเพียงเดือนละครั้ง กลายมาเป็นหลายครั้ง แม่ต้องเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาล แต่แล้วการวินิจฉัยโรคก็ไม่ต่างไปจากเดิมเท่าใดนัก หมอโรงพยาบาลที่สองบอกว่า ลูกเป็นโรคกระเพาะ สาเหตุมาจากการเป็นเด็กเรียนเก่ง มีความเครียดมาก โตขึ้นก็จะหายไปเอง



    จริงอยู่ที่ประวัติการเรียนของลูกดีเยี่ยม ด้วยความตั้งใจเรียนของลูก แต่ไม่ได้มีใครบังคับลูกเลยสักนิด ลูกมีวินัยในตัวเองทั้งสองคน คุณย่าบอกว่าตลอดเวลาที่อยู่กับคุณปู่คุณย่า ลูกไม่เคยเหลวไหลในเรื่องการเรียน กลับจากโรงเรียนลูกจะต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะเล่นตามประสาเด็กๆ ลูกเล่นเกมคอมพิวเตอร์เหมือนเด็กทั่วไป โดยที่ไม่ต้องควบคุมระวังว่าลูกจะติดเกม เพราะสิ่งที่ลูกติดมากกว่าคือนิทานก่อนนอน


    ทุกคืน แม้กระทั่งตอนที่ลูกป่วยมาก ลูกจะขอให้พ่อกับแม่เล่านิทานก่อนนอน เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ลูกฟังได้ไม่เบื่อคือเรื่องสโนว์ไวท์ และเรื่องชีวิตวัยเด็กของแม่ที่ยากจนมากต้องเดินเท้าไปไกล เพื่อขอข้าวจากหมู่บ้านอื่นมากิน ดังนั้นแม่คิดว่า เรื่องจิตใจที่ตึงเครียดไม่น่าจะเกิดกับลูก เพราะลูกมีคนเล่านิทานให้ลูกฟังหมุนเวียนกันไป ทั้งปู่ ทั้งพ่อ และแม่ เราอยู่ใกล้ๆลูกตลอดเวลา เราให้เวลากับลูกมากเท่าที่จะทำได้ แม้กระทั่งพ่อที่มีงานยุ่งเป็นที่สุด



    แต่สาเหตุการปวดท้องของลูก แม่ก็ไม่เคยคาดเดาไปไกล อาจเป็นเพราะแม่ไว้วางใจในความรู้ของหมอ เหมือนคนทั่วๆไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราทั้งหลายไม่ได้คิดคือ หมอเองก็ไม่สามารถรู้จักมะเร็งได้ทุกแง่มุม โดยเฉพาะมะเร็งในตับอ่อนที่ตรวจพบได้ยากมาก และพบในเด็กเพียงไม่กี่ราย ดูเหมือนว่าลูกจะเป็นรายที่สองหรือสามในประเทศไทย เท่านั้นเอง



    แม่มาย้อนคิดเรื่องจิตใจของลูก แม่รู้ว่าลูกโตขึ้นและพร้อมที่จะเข้าใจคนอื่น รู้จักการให้กำลังใจคนอื่นได้แล้วด้วย โดยเฉพาะกับแม่ เมื่อเวลาที่แม่ไปเยี่ยมไปนอนค้างกับลูกในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เวลาที่แม่ต้องกลับหมู่บ้าน ลูกจะร้องเพลงให้กำลังใจ บางครั้งก็เป็นเพลงตลกๆ ของโปงลางสะออน แล้วบอกว่า “หนูไม่คิดถึงแม่หรอก” เมื่อแม่ขับรถจากมาแล้ว ลูกยังส่งข้อความทางโทรศัพม์มือถือมาให้กำลังใจแม่ บอกว่า “แม่ขับรถดีๆนะ รักแม่นะ”



    การเป็นเด็กในเมืองไม่ได้ทำให้ลูกเปลี่ยนแปลง ทุกปิดเทอมลูกกลับมาบ้านบัวของเรา ลูกมีกลุ่มวิ่งเล่นของลูกราวๆสิบคน ลูกตั้งตัวเป็นผู้นำ ในเวลาปิดเทอมนั้นเด็กทุกคนจะต้องมีงานเป็นของตัวเอง นั่นคือการดูแลความสะอาดของศูนย์อินแปง ลูกประชุมจัดเวรกวาดขยะ ทุกคนต้องทำงานให้เสร็จก่อนที่จะวิ่งเล่น สิ่งที่ลูกและเพื่อนๆชอบมากที่สุดคือเกมไล่แตะตัว ที่คนเก่งๆมักจะปีนหนีขึ้นไปอยู่บนเถาวัลย์สูง และลูกนั่นเองที่ปีนได้สูงกว่าทุกคน



    เถาวัลย์ใหญ่ยังคงอยู่ ทุกครั้งที่แม่เหลียวเห็น มันเป็นสิ่งบาดตาบาดใจ ลูกรู้ไหม เสียงหัวเราะร่าเริงแจ่มใสของลูกยังคงอยู่ เพื่อนๆของลูกไม่มีใครปีนป่ายเล่นบนนั้นอีกเลย ทุกคนคงคิดถึงลูก



    อาการป่วยของลูกชัดเจนขึ้น เมื่อตอนปิดเทอมครั้งสุดท้าย เดือนตุลาคม ปี 2551 ลูกปวดท้องนอนซมอยู่ในบ้าน นานหลายชั่วโมง แม่จึงให้กินยาประจำตัว คือยารักษาโรคกระเพาะ ลูกจึงลุกขึ้นมาเล่นกับเพื่อนๆที่นั่งรออยู่ที่ข้างล่างได้



    นั่นคือการเล่นปีนป่ายเถาวัลย์ครั้งสุดท้ายของลูก



  6. #6
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ กำลังใจ
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    กระทู้
    1,611
    บล็อก
    1
    ขอให้แม่ชีน้อย หลับให้สบาย

  7. #7
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจสะดุดรัก สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย ตอน 6


    กว่าจะรู้ว่าเป็นมะเร็ง


    “แม่ ป่านเบื่อกินยาจังเลย”



    ลูกบ่นเบาๆ ขณะที่หยิบยาออกมากินตามปกติทุกวันอย่างมีวินัย เป็นเวลาสามปีกว่า ที่ลูกต้องเข้าออกโรงพยาบาลแล้วได้ยามากินระงับอาการปวดท้อง โดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจเรื่องมะเร็ง


    เริ่มจากคลีนิคในเมืองสกลนคร ที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ จนไปถึงโรงพยาบาลรักษ์สกล ก็ยังเป็นโรคเครียดลงกระเพาะ กระทั่งมาถึง โรงพยาบาลที่ได้รับยกย่องว่าเป็นสถาบันสร้างแพทย์ คือโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น วิเคราะห์ว่าเป็นโรคทาลัสซีเมียร์ โลหิตจาง



    พ่อไม่ละความพยายาม ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 พ่อได้พาป่านไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาฯ เพราะคิดว่าที่นั่นน่าจะเป็นที่ๆตรวจพบสาเหตุได้แม่นยำที่สุด


    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ หมอส่องกล้องพบติ่งเนื้อในลำไส้ เจาะเนื้อส่วนนั้นไปวิเคราะห์


    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ หมอบอกว่า ผลการวิเคราะห์ติ่งเนื้อ ไม่ใช่เซลเนื้อร้าย หมอให้กลับบ้านพร้อมยากิน ไม่มีการรักษาอื่นใดอีกเลย


    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ขณะอยู่ที่บ้านคุณย่า ป่านมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมุกดาหาร หมอตรวจพบก้อนเนื้อในตับ 12 จุด แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่


    วันที่ 3 มีนาคม– 19 มีนาคม 2551 พ่อพาป่านไปรักษาตัวที่ศูนย์บำบัดธรรมชาติกับหมอเขียว ที่อำเภอดงตาล


    ป่านกลับมาอยู่กับพ่อและแม่อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ที่บ้านบัว เราได้ดูแลลูกอย่างเต็มความสามารถ ด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดของหมอเขียว ที่หมู่บ้านมีอาหารธรรมชาติปลอดสารพิษเป็นอาหารให้ลูกมากมาย อย่างไม่ต้องเป็นกังวล



    ถึงแม้ลูกจะป่วย แต่บ่อยครั้งที่ลูกสามารถวิ่งเล่นกับเพื่อนๆได้ ในวันสงกรานต์ลูกยังออกไปเล่นสาดน้ำกับคนอื่นๆอย่างสนุกสนาน


    แต่แล้วสถานการณ์ก็แย่ลงอีกครั้ง วันที่ 24 เมษายน ลูกมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง จนต้องส่งโรงพยาบาลรักษ์สกลอย่างกระทันหัน ในช่วงเวลานั้นนั่นเอง ที่ลูกได้เจอกับหลวงพ่อครั้งแรก ด้วยความเมตตาของท่านเป็นอย่างยิ่ง คือวันที่ 25 เมษายน ซึ่งทำให้ชีวิตของลูกได้พบสิ่งดีๆในท่ามกลางความยุ่งยากของชีวิต ที่แม่คิดว่า นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ


    การรักษาที่โรงพยาบาลรักษ์สกลไม่อะไรคืบหน้าเหมือนทุกครั้ง พ่อจึงพาลูกมาที่โรงพยาบาลรามาฯ อีกครั้ง ในวันที่ 31 เมษายน ครั้งนี้หมอได้เจาะตับ และตรวจพบเซลมะเร็ง


    “ลูกของคุณเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน” คำพูดของหมอ เหมือนมีดเล่มใหญ่ที่ผ่ากลางหัวใจของแม่อย่างฉับพลัน แม้จะสังหรณ์ใจอยู่บ้าง แต่ใครล่ะจะอยากยอมรับความจริง เมื่อความจริงปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว และทิ่มแทงความรู้สึกให้ปวดร้าวอย่างฉับพลันเช่นนี้ สิ่งแรกที่เราจะต้องทำให้ได้ในเวลานั้น คือตั้งสติให้มั่นคง


    พ่อพยามโทรศัพท์ติดต่อใครหลายคน ที่รู้จักคุ้นเคยเพื่อขอคำแนะนำ เขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ทรงภูมิทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์ทางเลือก คำแนะนำยิ่งก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านในอารมณ์ ก่อนหน้านี้พ่อเคยพยายามค้นหาสาเหตุการป่วยไข้จนผ่ายผอมของลูกจากหนังสือจากอินเตอร์เน็ต จนกระทั่ง มาสรุปว่า อาการแบบนี้ยังไม่มีการบันทึกไว้มากนัก พ่อจึงฝากความหวังเอาไว้กับหมอที่โรงพยาบาลรามาฯ


    ลูกแม่ คำวินิจฉัยของหมอ ทำให้แม่เจ็บปวดแทบขาดใจ ใครบ้างที่ต้องเผชิญความจริงอย่างนี้แล้วไม่ร้องไห้ แม่คงต้องยกมือไหว้อย่างเคารพ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แม่ต้องยิ้มให้ได้ต่อหน้าลูก ต้องบอกกับลูกว่าไม่เป็นไร ต้องบอกว่าลูกจะต้องหาย ขอให้อดทนไว้ ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าลูกกำลังเจ็บปวดกับการกัดกินของมันอยู่ และไม่มีวันหายขาด


    ความเจ็บปวดของลูกในตอนนั้น ถ้าสามารถถ่ายทอดความเจ็บปวดมาถึงแม่ได้ แม่ก็จะทำ ขอให้แม่เจ็บแทนลูก ดีกว่าที่แม่จะต้องทนเห็นลูกเจ็บและครวญครางอย่างน่าเวทนาอย่างนี้



    ความตกใจ ความเจ็บปวดในใจ ยังไม่ทันสร่างซา ความสับสนทรมานในอารมณ์ก็เข้ามาแทรกอย่างต่อเนื่อง นั่นคือพ่อกับแม่ต้องตัดสินใจว่าจะรักษาลูกอย่างไรดี เพื่อให้ลูกเผชิญกับความเจ็บปวดให้น้อยที่สุด



    วันที่ 15 พฤกษภาคม ต้องตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา



    โดยพื้นฐานการทำงานของพ่อ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการแพทย์ทางเลือกมาโดยตลอด พ่อรู้ว่าการแพทย์แผนปัจจุบันมีข้อกำจัดบางอย่างเช่นกัน เช่น ในกรณีที่รักษาและจบลงที่ความตาย คนไข้ต้องผ่านความเจ็บปวด จนต้องให้ยาระงับปวดจนถึงที่สุด เราไม่ได้คิดไกลไปถึงเรื่องอื่น แต่สภาพของลูกที่ผ่านมา 15 วัน ในโรงพยาบาล บอกเราว่าลูกต้องอดทนกับความเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน ยามลูกร้องครางเบาๆในบางคราว แม่ต้องกดมอร์ฟีนเข้าเส้นเลือดให้ลูกเป็นระยะ บ่อยครั้งที่ลูกพร่าเบรอหลับไปเพราะฤทธิ์ยา แล้วตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บปวด มีอารมณ์หงุดหงิดรำคาญใจบ่อยครั้ง เฝ้าบอกกับแม่ว่า


    “ป่านอยากกลับบ้าน พาป่านกลับบ้านเถอะนะแม่” ทุกครั้งแม่กอดลูก กลั้นน้ำตาไม่ให้หยดลงมาแทบไม่ไหว ลูกคงทรมานจริงๆ เพราะแม้แต่มอร์ฟีนก็ยังไม่อาจระงับปวด ตอนนี้ร่างกายทุกส่วนบวมเบ่งไปหมด


    เราจะมีทางเลือกอื่นอีกไหมหนอ แม่กับพ่อครุ่นคิดเรื่องทางเลือก ทั้งที่เช้าวันที่ 15 เราทั้งคู่ได้เข้าฟังการบรรยายเรื่องการดูแลคนป่วยหลังจากรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดแล้ว เรานำเอาคำอธิบายนั้นมาใคร่ครวญซ้ำอีกหลายรอบ เพียงเพื่อรอเวลาเซ็นต์ยินยอมรับการรักษาในเวลาบ่าย จริงๆแล้วเราไม่มีทางเลือกอื่นอีกเลย นอกจากยอมรับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่มีเครื่องมือครบครัน ทำได้แม้กระทั่งดูแลนาทีสุดท้ายของชีวิตให้ปราศจากความเจ็บปวด แต่ขณะเดียวกัน นั่นหมายถึง ภาวะไร้ซึ่งสติ ซึ่งพ่อไม่แน่ใจว่าควรจะให้เป็นเช่นนั้นจริงๆหรือไม่



    เหตุผลที่สอง ที่เราต้องใคร่ครวญอย่างหนัก เพราะหมอบอกว่า ถึงแม้จะรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดไปแล้วก็ตาม นั่นทำได้เพียงการระงับการเติบโตของเซลมะเร็งได้เพียงชั่วคราว เป็นการยืดอายุของลูกให้ยืนยาวออกไปเพียง 2-3 เดือน แต่ลูกต้องเผชิญกับอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เหมือนกับคนไข้ทั่วไปต้องเจอ คืออาการทรมานชนิดอื่นๆ ที่เกิดกับร่างกายแทน ประกอบกับร่างกายลูกไม่แข็งแรงนัก หมอเองยังเกรงว่าร่างกายลูกจะไม่ตอบสนองเคมีบำบัด ซึ่งเท่ากับไร้ประโยชน์ที่จะทำ



    ในที่สุด...เวลาเที่ยงวัน ของวันที่ 15 พฤกษภาคม ขณะที่พ่อกับแม่นั่งอยู่ที่หน้าห้องคนป่วย พยาบาลวัยกลางคน ที่แม่มารู้ทีหลังว่าเป็นหัวหน้าพยาบาลของตึกนี้ เดินเข้ามาถามไถ่พูดคุยกับแม่ รู้ว่าเรากำลังลำบากใจเรื่องการตัดสินใจที่จะให้ลูกใช้เคมีบำบัดหรือไม่ พี่พยาบาลคนนั้นพูดว่า



    “ถ้าเป็นลูกพี่ พี่จะพาเขากลับบ้าน ไม่มีประโยชน์ที่จะให้เขาทรมานมากไปกว่านี้”


    เหมือนพระมาโปรด ชี้ทางเดินให้กับคนที่มองไม่เห็นทางออก หรือช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับความไม่กล้าตัดสินใจ ทั้งที่พ่อกับแม่อยากจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว


    “ขอบคุณค่ะ พี่วรรณา” แม่อ่านป้ายชื่อที่หน้าอก และยังจดจำได้มาจนทุกวันนี้



    (ตอนต่อไป คือ ตอนที่ 4 ได้พบกับหลวงพ่อ)



  8. #8
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจสะดุดรัก สารคดีชีวิต จิตอัศจรรย์แม่ชีน้อย ตอน 7

    ตอนที่ 4 การได้พบกับหลวงพ่อ


    “กลับบ้านกันนะลูก” แม่กลับมาบอกลูกในไม่กี่นาทีถัดมา เมื่อการสนทนากับหัวหน้าพยาบาลจบลงลูกมีอาการดีใจ สีหน้าแววตาบ่งบอกถึงความสุขที่กลับมาอย่างฉับพลัน



    ถึงกระนั้นแม่เองก็ยังกังวลใจไม่น้อย ในการดูแลลูกโดยปราศจากเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น จึงเตรียมออกซิเจนกระป๋องเล็กๆไว้ให้ลูกหลายกระป๋อง ส่วนพ่อได้ไปติดต่อขอรถพยาบาลกับโรงพยาบาล กำหนดการที่จะเดินทางได้คือวันพรุ่งนี้


    16 พฤษภาคม 2551



    “ป่านอยากไปอยู่ที่วัดกับหลวงพ่อ” ลูกบอกแม่กับพ่อในเช้าวันนั้น ก่อนที่จะออกเดินทาง

    “ที่วัดไม่มีเครื่องมือพยาบาลอะไรเลยนะลูก” พ่อย้ำ
    “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ ป่านอยากไปอยู่กับหลวงพ่อ” ลูกยืนยัน
    “แต่ว่าตอนนี้ร่างกายป่านยังไม่แข็งแรงนัก ไปรักษาตัวที่สวนป่านาบุญ ของหมอเขียวก่อนนะลูก”
    “ค่ะ” ลูกรับคำอย่างเข้าใจในความจำเป็น


    ความผูกพันที่ลูกมีต่อหลวงพ่อ คงเริ่มตั้งแต่การได้พบกับท่านในครั้งแรกแล้ว



    วันนั้น วันที่ 25 เมษายน 2551 หลวงพ่อมีธุระบางอย่างที่จังหวัดสกลนคร ขณะที่ลูกนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลรักษ์สกลมาตั้งแต่เมื่อวาน อาจารย์ชนินทร์ ที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ได้เคยนิมนต์หลวงพ่อเอาไว้ว่าอยากให้ท่านมาโปรดเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ศูนย์อินแปง เพราะอาจารย์ชนินทร์มาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับองค์กรชาวบ้านบนเทือกเขาภูพาน ได้มาพบลูกที่นอนป่วย และเห็นว่าลูกเป็นเด็กดีที่น่าช่วยเหลือ จึงนิมนต์หลวงพ่อเอาไว้


    วันนั้น ด้วยเหตุบังเอิญ ที่อาจารย์อยากจะนิมนต์หลวงพ่อ และหลวงพ่อก็อยู่ในเมืองนั้นแล้ว การนัดหมายจึงเกิดขึ้น โดยที่หลวงพ่อเดินทางไปรออาจารย์ชนินทร์ที่โรงพยาบาล ขณะที่รอหลวงพ่อได้นั่งสมาธิ และพบว่าดวงจิตของลูกพร้อมแล้วสำหรับการรับคำสั่งสอนชี้แนะ


    “ก่อนที่เราจะไปเยี่ยมเขาในห้อง เรานั่งสมาธิรอคนที่จะมาพาไป อยู่ข้างนอก มีความลึกลับบางอย่างสื่อสารกับเราได้ บอกถึงสภาวะบางอย่างของเขา เมื่อไปถึงเราก็บอกเขาตรงๆไปเลย ตรงกับสภาวะจิตของเขานั่นล่ะ บอกให้ปล่อยวาง แยกเวทนา แยกกาย แยกจิตออกจากกัน จนกระทั่งให้ปล่อยวางแม้กระทั่งจิต ซึ่งเขาก็ทำได้นะ”


    ลูกแม่ คำพูดนี้ของหลวงพ่อ แม่ได้รับฟังในวันที่17 กรกฎาคม 2551 วันนั้นแม่ชีอพภิวันท์ (หมออพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์) มาถ่ายรูปและสัมภาษณ์ลูก ถึงการเจอพ่อหลวงครั้งแรก ลูกได้เรียนรู้การปฏิบัติอย่างไร


    คนที่ตั้งคำถามอาจจะต้องการวิธีการที่ชัดเจน แม่เห็นลูกนิ่งคิด แล้วค่อยๆตอบว่า


    “เมื่อหลวงพ่อบอกว่า ให้ปล่อยวาง ก็ค่อยๆแยกความรู้สึกออกไป เห็นชัดเจนว่ากายกับจิตแยกกัน จิตเบาสบายมากขึ้น” ลูกบอกด้วยน้ำเสียงที่สดใสเปี่ยมพลังอยู่ภายใน นั่นคือเวลาที่ผ่านมาร่วม 4 เดือน


    “ใช้เวลานานแค่ไหนคะ จึงแยกได้ชัดเจน” ถามต่อ


    “ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีค่ะ” ลูกตอบช้าๆทว่าน้ำเสียงมั่นคง ทุกคนในที่นั้นส่งเสียงร้อง ฮ้า!! แล้วพากันหัวเราะ


    “คนที่อายุมากแล้ว ยังทำไม่ได้อย่างหนูเลยนะลูก” แม่ชีอพภิวันท์ ว่า


    มีวีดีโอที่พ่อบันทึกการพบกับหลวงพ่อในครั้งนั้นด้วย น่าแปลก ที่วันนั้นเป็นวันที่ใครหลายคนมาเยี่ยมลูกกันเต็มห้องไปหมด เขาทั้งหมดได้กราบหลวงพ่อด้วย แม้กระทั่งลุงยุทธที่จากโลกนี้ไปก่อนลูกหนึ่งวัน ก็ยังได้กราบหลวงพ่อ เพราะลุงยุทธยังเดินเหินได้ จึงมาเยี่ยมลูกพร้อมพี่น้องชาวบ้านจากบ้านบัวอีกหลายคน



    หลวงพ่อถามลูกว่าชื่ออะไร ลูกตอบว่าชื่อวิมุตตา ใครเป็นคนตั้งให้ ลูกบอกว่า พ่อ แล้วหลวงพ่อก็พาลูกทำสมาธิ จากนั้นก็ให้ธรรมะ ช่วงที่สอนธรรมะทุกคนออกไปอยู่ข้างนอกห้อง เหลือเพียงพ่อกับย่า เมื่อเสร็จการให้ธรรมะแก่ลูกแล้ว หลวงพ่อหันมาพูดกับคุณย่าว่า


    “คนนี้จิตเขาดีมาก” หมายถึงจิตของลูก แล้วชี้ไปที่ตัวคุณย่า


    “ดูแลตัวเองหน่อยนะ” แล้วท่านก็กลับไป


    นับว่าป็นวันแห่งปรากฏการณ์พิเศษสำหรับลูก เพราะทีมคุณย่า อันมีญาตพี่น้องทางจังหวัดมุกดาหารได้ไปถวายผ้าไตรจีวรที่พระธาตุพนม เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่ลูกตั้งแต่เช้า



    นับแต่นั้นมา ลูกจะนอนหลับตานิ่งนานๆ แรกๆด้วยความห่วงใยของพ่อ จึงเฝ้าแตะตัวลูกเบาๆ จนลูกบอกว่า



    “พ่อ ป่านกำลังทำสมาธิ” จากนั้นเราทุกคนไม่พยายามรบกวนเวลานั้นของลูกอีกเลย


    และอีกครั้งหนึ่ง ที่ลูกได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อ



    วันที่ 30 เมษายน 2551 ด้วยความบังเอิญ ที่ลูกและหลวงพ่อต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ ด้วยเที่ยวบินโดยสารเดียวกัน หลวงพ่อรับกิจนิมนต์ที่กรุงเทพฯ ส่วนลูก ทางโรงพยาบาลมุกดาหารส่งตัวด่วนไปตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียดอีกหนที่โรงพยาบาลรามาฯ เพราะผลการตรวจจากที่นั่นพบว่ามีก้อนเนื้อในตับหลายจุด


    หลวงพ่อแวะมาเยี่ยมลูกอีกครั้งที่โรงพยาบาลรามาฯในวันที่ 3 พฤษภาคม ท่านได้ให้ธรรมะ แก่ลูกจนกระทั่งจิตของลูกมีกำลังมากขึ้น สามารถลดความเจ็บปวดลงได้มาก


    “ตอนนั้นก็สอนให้เขาดูเวทนา ให้สู้กับความเจ็บปวด สอนให้วางกาย วางเวทนา และให้วางจิตไปเลยทีเดียว” หลวงพ่อเล่าให้เราฟังทีหลัง และครั้งนั้นหลวงพ่อยังชวนลูกมาอยู่ที่วัดด้วย


    “ไปอยู่ที่วัดกับหลวงพ่อไหม” หลวงพ่อถามลูก
    “ไปค่ะ” ลูกตอบจริงจัง
    “ที่วัดหลวงพ่อไม่มีเครื่องมือพยาบาลนะ ไม่มีอะไรเลยนะ ต้องเดินขึ้นภูเขาด้วย”
    “ค่ะ”


    การร้องขออยากกลับบ้านของลูก หมายถึงการขอกลับมาอยู่กับหลวงพ่อ จริงอยู่แม้เราจะไม่ได้บอกลูกว่าลูกเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เพื่อไม่อยากให้ลูกทุกข์ใจ แต่ลูกก็น่าจะรู้ว่าความทรมานเพราะเครื่องมือการแพทย์ และการดูแลด้วยการแพทย์ทางเลือกนั้น อะไรเป็นสิ่งที่ลูกน่าจะเลือก ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลลูกไม่ชอบห้องแอร์ ไม่ชอบสายออกซิเจนที่เสียบอยู่ที่จมูกตลอดเวลา ไม่ชอบเข็มน้ำเกลือที่คาแขน ยิ่งนานวันแขนขาและท้องบวมเบ่ง



    ความเมตตาของพลวงพ่อที่มีต่อลูก ประหนึ่งสายน้ำทิพย์ที่ชะโลมเลี้ยงหัวใจของเราทุกคน ราวกับสวรรค์ประทานมา แต่เบื้องหลังทั้งมวล ย่อมมีเหตุปัจจัยที่พิสูจน์ได้ แม้นว่าพ่อกับแม่ไม่เคยรู้จักหลวงพ่อมาก่อน แต่การที่อาจารย์ชนินทร์ ได้มารู้จักกับเรา และนิมนต์หลวงพ่อมาโปรดลูก เพราะเห็นว่าพ่อทำงานกับพี่น้องชาวบ้านที่ด้อยโอกาสมานาน การย้อนคืนของการดูแลจึงมีวงจรเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ก็น่าภาคภูมิใจและเป็นกำลังใจแก่เราในวันต่อๆมา ของการดูแลเยียวยาลูก


    ไม่ใช่เฉพาะหลวงพ่อเท่านั้นที่ดูแลลูก ยังมีเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เป็นเครือข่ายงานพัฒนาทั่วประเทศ ที่แวะเวียนมาเยี่ยมลูกไม่ขาดสาย ตอนที่อยู่ที่โรงพยาบาลรามาฯ พ่อกับแม่ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย แม้ความทุกข์ท่วมท้นในอกก็ตาม



    อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่แม่ต้องเอ่ยถึง คือหมอธิเบต ท่านได้รับเชิญจากอาจารย์สุลักษณ์ ศิวะลักษณ์ ให้มาเปิดคอร์สอบรมและรักษาด้วยการแพทย์แผนธิเบต ที่อาศรมวงศ์สนิท เมื่อคุณหมอรู้เรื่องของลูก ท่านได้สละเวลาเดินทางมาเยี่ยมลูกที่สวนป่านาบุญ พร้อมทั้งมอบยาธิเบตให้


    สายใยที่มีคุณค่าเหล่านี้ ลูกได้สัมผัสด้วยตัวเองจนกระทั่ง ในเวลาต่อมา ลูกอธิษฐานจิตว่า ถ้าลูกหายจากโรคร้ายนี้ ลูกอยากเรียนรู้ด้านการแพทย์แผนธิเบต ที่ประเทศธิเบต


    แต่ความป่วยไข้ก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แม้ว่าลูกได้ก้าวข้ามความเจ็บปวดไปแล้วก็ตาม


    “ถ้าเทียบความเจ็บปวดทั้งหมดมี 10 ระดับ ตอนนั้นน้องป่านปวดในระดับไหนคะ” แม่ชีอพภิวันท์ ซึ่งเป็นหมอเชี่ยวชาญด้านเด็กถามต่อ


    “ปวดระดับ 6 ค่ะ” ลูกบอก


    “แล้วหลังจากที่ทำสมาธิตามที่หลวงพ่อสอน ความเจ็บปวดลดลงเหลือเท่าไหร่คะ”


    “เหลือ 3 ค่ะ” นั่นคือความเจ็บปวดลดลงตั้งแต่ได้เจอหลวงในครั้งแรก แสดงว่าลูกมีความก้าวหน้าทางจิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะลูกบอกว่า


    “ไม่ปวดเลย ตั้งแต่ออกมาจากโรงพยาบาลรามาฯ”


    พัฒนาการด้านในของลูกยืนยันได้จากสมุดบันทึกของลูก ที่เขียนอย่างละเอียดละออแทบทุกเวลา ทุกกิจกรรม ตลอดเวลา 3 เดือนกว่าที่ลูกออกมาจากโรงพยาบาล บางอย่างทำให้แม่มองเห็นความลึกซึ้งในการมองชีวิตของลูก และทำให้เรามองย้อนเข้ามาที่ตัวเองด้วย



    เวลาสายๆ เราออกเดินทางจากโรงพยาบาลรามาฯ มุ่งหน้ามาบนถนนสายมิตรภาพ ไปสู่สวนป่านาบุญของหมอเขียว อำเภอดงตาล จังหวัดมุกดาหาร และที่จังหวัดนครราชสีมา ขณะที่เราแวะพักที่ปั๊มน้ำมันใจกลางเมือง ลูกพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเปลพยาบาล พ่อรีบประคองช่วย ลูกยิ้มให้พ่อ โดยที่ไม่ได้พูดจาอะไร ลูกดึงเข็มน้ำเกลือออกจากแขนที่บวมเบ่ง แล้วเหวี่ยงมันไปข้างตัวอย่างไม่ใยดี เมื่อแขนทั้งสองเป็นอิสระ ลูกจึงโผมากอดพ่อ พร้อมกับบรรจงหอมแก้มพ่ออย่างซาบซึ้งหนึ่งที



    แม้ลูกจะไม่พูดอะไร ไม่มีคำว่าขอบคุณค่ะพ่อ แต่พ่อรู้ว่าลูกตั้งใจจะขอบคุณ ที่ปลดปล่อยลูกออกจากเครื่องจองจำทั้งหลายนั้น


  9. #9
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจวันที่ 8 สารคดีชีวิต... จิตอัศจรรย์ แม่ชีน้อย






    ตอนที่ 5 บันทึกของลูก

    นับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลรามาฯ แม่คิดว่าลูกอยู่ในสายตาของเราตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดูแลลูก หรือที่แวะเวียนมาเยี่ยมลูก แต่จากบันทึกของลูกทำให้แม่รู้ว่าเราเองก็อยู่ในการเฝ้าดูของลูกเช่นกัน ทุกคนที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ใกล้ๆลูกจะถูกบันทึกถึง ไม่เว้นแม้กระทั่งลุงยุทธที่ลูกผูกพันมาตั้งแต่จำความได้ ลูกยังเขียนบันทึกถึงลุงยุทธเพียงแค่ได้ยินพ่อเอ่ยถึง ซึ่งคงมาจากความห่วงใยที่รู้ว่าลุงยุทธป่วยเหมือนตัวเอง ลูกยังได้เขียนจดหมายน้อยให้กำลังใจลุงยุทธด้วย


    จากวันที่ 16 พฤษภาคม จนถึง วันที่ 6 มิถุนายน 2551 ขณะลูกพักรักษาตัวที่สวนป่านาบุญ พ่อได้บวชอุทิศบุญให้ลูก 3 วัน (17-19 พฤษภาคม) ลูกได้ทำบุญตักบาตรกับหลวงพ่อของลูกทุกวัน



    บันทึกบางวันของลูก ที่สวนป่านาบุญ



    3/6/51


    ครบรอบสามเดือนในการทำธรรมชาติบำบัด


    ตื่น 05.40 น. ยกขาข้างละ 10 ครั้ง ยกแขนข้างละ 10 ครั้ง ถ่ายปกติ กินน้ำหนอนฯ กินน้ำนาโน กินยาทิเบต ชงยาญี่ปุ่น กินข้าวเหนียว (ข้าวเย็น) กับน้ำผึ้ง กินมังคุด กินแตงโม แตงไทย กินลวกผักบุ้ง ดอกฟักทอง


    ดู CD, กินข้าว ต้มจืดผัก ตุ๋นข้าวโพด กินน้ำผึ้ง กินธัญพืช (วันนี้พ่อไปส่งน้านีที่สกลฯ อยู่กับแม่สองคน)


    ถ่ายอีกหนึ่งครั้ง ก่อนกินผลไม้ ถ่ายปกติดี แม่คืนเงิน 200 บาท แปรงฟัน กินน้ำมะพร้าว กินทองม้วน 2 แท่ง อ่านหนังสือ กินน้ำผึ้งนิดหน่อย เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า กินมันต้ม ฉี่ กินยาทิเบต ชงยาญี่ปุ่น แม่กดลมปราณให้ นวดหัว นวดตัว นอนหลับ กินธัญพืช กินมังคุด 2 ลูก กินแตงโม กินข้าวเหนียว+ธัญพืช กินมันต้ม ย่ามาหา อ่านหนังสือ สระผม กินธัญพืช กินทองม้วน กินน้ำผึ้ง ย่ายืมเงิน 20 บาท กลับ ยายนีเป็นหนักไม่มีใครดูแล ตานงค์ไปกรุงเทพฯ กินข้าวปิ้งปลานาง ต้มจืดผัก ดู CD Barbie กินมังคุด ฟังเพลง กินน้ำผึ้งกับข้าวเหนียว กินยาทิเบต กินทองม้วน แม่นวดหน้า ขูดซาที่หน้า นอนหลับ กินน้ำผึ้ง กินมัน นั่งรถเข็นดูแม่ทำกับข้าว แช่เท้า อาบน้ำ นั่งรถเข็นประมาณ 30 นาที นานเกินไปจนเหนื่อย นอน แม่นวดให้ ตื่นขึ้นมากินมังคุด พ่อมา เป่าเค้ก ครบรอบสามเดือน ดีใจมาก กินลวกผักบุ้ง อ่อมแซ่บ ดอกฟักทอง ฟักทองอ่อน กินข้าว นึ่งปลานาง ผัดเจ แกงจืดเจ ต้มจืดผัก กินข้าวพร้อมกันสามคน กินซาลาเปาไส้ถั่วเหลืองถั่วแดง 1 อัน พายสับปะรด 1 อัน กินเค้ก(กินแต่ขนมปัง)ช้อนเล็ก(กินน้อยมาก) กินน้ำเขียว กินยาทิเบต นอนหลับ กินมังคุด ตอนดึก ฉี่ 2 ครั้ง ถ่ายเป็นก้อนยาวปกติ 1 ครั้ง ตอน 02.25 น.


    วันนี้เป็นวันที่ประทับใจที่สุด ถึงแม้จะมีแค่เราสามคน และคำอวยพรจากพ่อกับแม่ (พี่ปุ้ยส่งข้อความมาอวยพร) ทำให้มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้ายนี้ต่อไป จะไม่ท้อแท้





    กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย
    เพราะถ้ากายป่วยแล้ว ใจป่วยไปด้วยจะทำให้เราเกิด ความโลภ ความโกรธ และความหลง พ่อบอกว่าโรคของฉันไม่เกี่ยวกับเรื่องเวรกรรมแต่เป็นอุบัติเหตุต่างหาก แต่อันที่จริงถ้าไม่ได้ไปกรุงเทพฯ ก็คงไม่รู้จักหมอทิเบต ไม่ได้รู้จักยาทิเบต ไม่ได้รู้จักลุงเผือก ไม่รู้จักคนที่ช่วยสวดมนต์ ให้เราเหมือนกัน การไปกรุงเทพฯครั้งนี้ทำให้เรารู้จักสิ่งต่างๆมากมาย สุข-ทุกข์ มาคู่กัน (หมอสุธี ส่งสมุดวาดรูป สีน้ำ ปากกามาให้)




    ป่าน


    วิมุตตา กุณวงษ์


    นักสู้ที่ไม่เคยท้อแท้ต่อชะตากรรมชีวิต เพราะมีกำลังใจและอนาคตรออยู่ข้างหน้า...




    ขอขอบคุณ คุณหมอสุธีเป็นอย่างมากที่มอบสมุดวาดรูปเล่มนี้ให้ป่าน


    มันทำให้ป่านได้เขียนความรู้สึกดีๆ วาดรูปดีๆ


    และมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป




    นี่คือบันทึกที่ทำให้แม่รู้ว่าลูกไม่ใช่เด็กอ่อนแอ ไม่ใช่คนป่วยที่น่าสงสาร ลูกดูแลอารมณ์ตัวเองได้ แม้บางครั้งในตอนนั้น ลูกยังมีอาการหงุดหงิดบ้าง แต่มันก็สงบลงด้วยปัญญาของลูก


    บางตอนของเรื่องอารมณ์ ในระยะแรกๆที่ออกมารักษาตัว


    ด้านอารมณ์



    วันนี้อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด โมโห ไม่พูด รำคาญทุกคน


    ไม่สามารถระงับความโกรธได้ แสดงว่าใจป่วยแล้ว เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ใจป่วย


    จะทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่เสมอ


    จน แปลว่า ไม่มี มิใช่ทุกข์


    รวย แปลว่า มีเยอะ มิใช่สุข


    ชนะ แปลว่า ไม่แพ้ มิใช่สุข


    เจริญ แปลว่า มีมากขึ้น มิใช่สุข


    เติบโต แปลว่า ยิ่งใหญ่ขึ้น มิใช่สุข


    เก่ง แปลว่า รู้มาก มิใช่สุข


    ความสุขที่แท้จริง คือ ความไม่มีทุกข์



    ความไม่มีทุกข์ที่แท้จริง คือ ความอิสระ


    ความท้อแท้เบื่อหน่าย เป็นคนตายหมดอายุ



    ความสุขไม่ได้อยู่ที่ความปรารถนา


    การรู้จักทำใจ เมื่อไม่สมปรารถนาต่างหาก เป็นความสุข




    ลูกแม่ กว่าที่แม่จะกล้าเปิดบันทึกของลูกออกอ่านได้จนจบ แม่ต้องใช้ความเข้มแข็งอย่างยิ่งยวด ส่วนพ่อนั้นเล่า แค่เห็นสมุดบันทึกของลูกวางอยู่ตรงหน้า น้ำตาก็ร่วงพรูแล้ว พ่อร้องไห้กับเรื่องราวของลูกบ่อยครั้งและง่ายดายยิ่งกว่าแม่ คงจะจริงของพ่อ ที่บอกกับใครๆว่า ลูกคนนี้รักผมมาก ผมก็รักเขามาก เขามีความรู้สึกนึกคิดเหมือนผม แต่สำหรับแม่ ความรักที่แม่มี ใครจะรู้ดีไปกว่าแม่ จริงไหม...ลูกแม่


    “ป่านจะได้ไปอยู่กับหลวงพ่อเมื่อไหร่จ๊ะแม่” ลูกเฝ้าถามแม่ แม่ไม่กล้าตอบ เพราะว่าร่างกายของลูกยังอ่อนแอมาก แต่ด้วยความเข้าใจในแรงปรารถนาของลูก วันที่ 5 มิถุนายน พ่อได้เดินทางไปวัดป่าภูไม้ฮาว เพื่อดูที่พัก หลวงพ่อบอกว่ามีกุฏิว่างด้านทิศตะวันตกอยู่ติดหน้าผา มีความเป็นสัดส่วนสะดวกสบายตามสมควร



    เราจึงเตรียมพาลูกขึ้นไปอยู่วัด ในวันที่ 6 มิถุนายน นั้นเอง


    (ตอนต่อไป ทางธรรม ที่นำทาง)

    .......







    หมายเหตุ จากนี้ไปในบันทึกจะมีคำเหล่านี้ซ้ำๆ ตลอด


    กัวซา หรือที่ แม่ชีน้อย เรียกว่า ซา คือการขูดผิวหนังบริเวณที่ต้องรักษา จนเป็นผื่นแดง



    น้ำหนอนฯ คือ น้ำต้มสมุนไพรชนิดหนึ่ง ชื่อ หนอนตายอยาก เป็นพืชล้มลุก ไม้เลื้อย มีหัวแบบแง่งขิง


    น้ำนาโน คือ น้ำสกัดจากพืชสมุนไพร มีขั้นตอนซับซ้อนในการผลิต เวลาทานใช้เพียงหนึ่งหยด ผสมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ช่วยปรับธาตุให้สมดุล


    ยาญี่ปุ่น คือ อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน แก่ร่างกาย ผลิตจากญี่ปุ่น มีชื่อทางการค้าว่า “Lentin Plus1000” เป็นผงบรรจุซองเล็กๆ ชงกับน้ำอุ่น ประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะ ต่อยาหนึ่งซอง


    ยาทิเบต เป็นยาที่หมอทิเบตนำมาให้ตอนอยู่โรงพยาบาลรามาฯ เป็นยาลูกกลอน มีรสขมเฝื่อน เวลารับประทานต้องบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำและน้ำผึ้ง เพื่อให้ทานง่ายขึ้น มีสรรพคุณ ทำให้ระบบการทำงานของตับดีขึ้น ช่วยสร้างเม็ดเลือด ลดอาการบวมของร่างกาย

  10. #10
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ต้นข้าว
    วันที่สมัคร
    Dec 2007
    กระทู้
    617
    พันธกิจวันที่ 9 สารคดีชีวิต...จิตอัศจรรย์ แม่ชีน้อย




    ตอนที่6 ทางธรรม ที่นำทาง


    เช้าวันที่ 6 มิถุนายน ลูกตื่นเต้นมาก แม่รู้ เมื่อถึงวันที่ต้องเดินทางมาอยู่วัดกับหลวงพ่อ วันนั้นลูกตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เตรียมเก็บเข้าของเครื่องใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าคิดตี้ใบเล็กสีชมพูหวานแหววของลูก แต่ลูกยังมีอาการตัวร้อนเป็นไข้รุมๆ ทำให้แม่กับพ่อเป็นห่วง เราจึงวางแผนเดินทางในตอนเย็น



    วันนั้นลูกร่าเริงมาก และเขียนบันทึกว่า


    วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2551


    วันแห่งความสุขและความสงบ


    วันนี้ตื่นขึ้นมายิ้มรับวันใหม่ด้วยใจที่เบิกบาน มีความสุข


    (มีรูปวาดประกอบ ในสมุดวาดภาพ เป็นดอกไม้ 8 กลีบ มีใบไม้ล้อมรอบ มีรูปดวงตาหนึ่งคู่ และมีลำธารที่ไหลผ่านโขดหิน)


    ในสมุดบันทึกสุขภาพอีกเล่ม ลูกเขียนไว้ว่า



    ตื่น 05.16 น. ยกขาข้างละ 20 ครั้ง นอนต่อ พ่อนวดขาให้ ยิ้มให้พ่อ กอดพ่อ แล้วยกขา 20 ครั้ง พ่อดีใจมาก



    กินยาธิเบต น้ำอุ่น กินยาญี่ปุ่น กินน้ำนาโน เขียนบันทึก กินข้าวเหนียว (ขาวเย็น) กับน้ำผึ้ง ขนมปังกับน้ำผึ้งน้อยมาก อ่านหนังสือยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ถ่าย กินพายสับปะรด 1 คำ น้ำผึ้ง 2 อึกเล็ก อ่านหนังสือต่อ


    แม่เช็ดตัว กดลมปราณ พอกท้อง นอนหลับ กินน้ำเขียว พ่อกับแม่กำลังเก็บข้าวของเตรียมไปวัด ตัวยังร้อนเหมือนเดิม แต่ก็ดีกว่าเมื่อคืน แปรงฟัน เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า กินมังคุด กินน้ำผึ้ง 2 อึกเล็ก อ่านหนังสือต่อ กินลวกผักบุ้ง ตำลึง ดอกฟักทองอ่อน กินข้าวเหนียวกับกล้วย 2 คำ กินข้าว 1 คำ กินต้มจืด 3 คำ อ่านหนังสือต่อ กินน้ำเขียว 1 แก้วเล็ก กินน้ำผึ้ง 1 อึกเล็ก กินยาธิเบต กินน้ำหนอนฯ นอน เช็ดตัว กินมังคุด กินข้าวเหนียว 1 ปั้นเล็กกับกล้วย นอนต่อ


    เดินทาง(มาวัด) (แวะ)มานวดตัวที่ร้านคนตาบอดที่มุกดาหาร กินยาธิเบต น้ำอุ่น กินพายสับปะรดหมด กินธัญพืช กินทองม้วน 1 แท่ง หลับนาน เดินทางมาวัด



    พ่อได้โทรฯไปประสานงานกับกลุ่มพี่น้องชาวบ้านย่านตำบลกกตูมที่เป็นเครือข่ายอนุรักษ์ป่าภูพาน ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ให้ช่วยเตรียมแคร่หามไว้ให้ด้วย



    เมื่อเราไปถึงที่เชิงภูในเวลาพลบค่ำพอดี ทุกคนรออยู่ ทุกอย่างพร้อมพรั่กสำหรับพาลูกรักขึ้นไปบนวัด ลูกนอนอย่างสบายบนแคร่หาม ระยะทางที่สูงชันราวๆ 500 เมตร มีก้อนหินตะปุ่มตะป่ำต้องคอยระวังยามเหยียบย่าง ทุกคนไม่มีใครเหนื่อยเลย ทุกคนเต็มใจทำให้ลูก เป็นความซาบซึ้งใจของพ่อกับแม่มาจนทุกวันนี้ ที่มีคนที่รักและดูแลเราราวกับญาติมิตรตลอดมา แม้แต่ในเวลาต่อๆมา อาหารของลูกประเภทผักผลไม้สดๆ ปลอดสารเคมีล้วนแต่ได้มาจากบ้านพี่น้องทั้งใกล้และไกล โดยเฉพาะมังคุดที่เป็นผลไม้สุดโปรดของลูก บางส่วนส่งมาจากคีรีวง นครศรีธรรมราช บางส่วนส่งมาจากจันทบุรี ระยอง



    ดูสิลูก ความรักความเมตตาที่ทุกคนมีให้ลูกมากมายกว้างไกลจนเราตอบแทนได้ไม่สิ้น



    แม้แต่วัดป่าภูไม้ฮาวแห่งนี้ พ่อกับแม่ไม่เคยรู้จักมาก่อน หลวงพ่อ ที่ใครๆเรียกว่าหลวงพ่อนั้น ท่านมีชื่อว่า พระอาจารย์ครรชิต สุทธิจิตโต ประวัติของท่านเราก็ไม่เคยรู้ แต่เมื่อลูกผูกพันกับท่านอย่างลึกซึ้งในทางธรรม นับว่าเป็นบุญของพ่อกับแม่ที่ได้ตามลูกมา และดำเนินวิถีธรรมมาจนทุกวันนี้



    บ้านหรือกุฏิที่พัก ถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว ทันทีที่ลูกมาถึง สายฝนก็พร่างพรูลงมาเบาๆ คล้ายต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างร่มเย็น



    บันทึกของลูกในตอนค่ำวันนั้น เขียนไว้อย่างนี้



    นอนเปลหามขึ้นมา เห็นที่พักแล้วน่าอยู่มาก กินยาญี่ปุ่น พ่อไปส่งชาวบ้านที่หมู่บ้าน กินมังคุด 2 ลูก กินมัน แม่ไปทำกับข้าว อยู่กับย่า ฝนตกแต่ไม่ค่อยหนัก อ่านละคร เรื่องหาบของแม่ ฝนตกหนัก ลมแรง เข้ามาอยู่ข้างใน ย่าอุ้มเข้ามา ย่าออกไปกินข้าวกับกล้วย กินธัญพืช กินขาไก่ อ่านละครต่อสนุกดี แม่ยังไม่มาเลย หิวข้าวนิดหน่อย กินลวกผักบุ้ง ตำลึง พ่อมา กินนึ่งปลา นอน กินยาธิเบต พ่อแม่นวดให้ นอนหลับ ฝนตกหนักทั้งคืน ฉี่ 2 ครั้ง ถ่าย กินกล้วย 1 ลูก นอนหลับสบาย


    ตลอดเวลาที่ลูกบันทึกไว้ ไม่มีตอนไหนเลยที่เขียนไว้ว่าปวดท้อง หรือเจ็บที่ร่างกายส่วนใด นอกจากอุบัติเหตุในคราวหนึ่ง ที่แม่ปล่อยลูกไว้คนเดียวในห้องน้ำ จนลูกล้มลงหัวกระแทกโถส้วมจนเจ็บไปหลายวัน



    เช้าวันใหม่ คืนฟ้าฉ่ำฝนผ่านไป ทิ้งละไอหมอกหนาค้างคาไว้เต็มหุบเขา กลบร่องน้ำบางทรายกว้างใหญ่จนมิดชิด ได้ยินเพียงเสียงกระซิบกระซาบของสายน้ำกับหินผาที่คุ้งโค้งไกลโน่น ทุกอย่างใกล้ตัวเหมือนถูกยกขึ้นมาไว้อีกชั้นหนึ่งของสวรรค์ นานๆครั้งจึงจะแว่วเสียงเครื่องยนต์ผ่านมา ความสงบเงียบสวยงามอย่างนี้ ใช่หาได้ง่ายดายนัก และยิ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยรอยธรรมด้วยแล้ว นับว่าหายากยิ่ง



    แม่ตื่นแต่เช้า ไปเตรียมอาหารให้ลูกที่โรงครัวของวัด วันนี้ล่ะ ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันจัดการเตรียมห้องครัวใหม่สำหรับลูก ทุกอย่างจะต้องทำให้เหมือนกับที่สวนป่านาบุญ แม้กระทั่งภาชนะใส่อาหารก็ต้องเป็นวัสดุที่ทำจากสแตนเลสเท่านั้น ส่วนหม้อที่ใช้ปรุงทำจากดิน หรือหม้อดินเป็นหลัก เชื้อเพลิงจะต้องใช้ถ่านไม่มีการใช้แก๊ส ตามที่หมอเขียวกำชับ


    ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรที่ยุ่งยากเกินสำหรับเรา ถ้าช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่ดีขึ้น





    บันทึกของลูก วันที่ 7 มิถุนายน



    ตื่น 05.18 น. ยกขาข้างล่ะ 30 ครั้ง ยกแขนข้างล่ะ 30 ครั้ง นั่งดูบรรยากาศ ฝนเริ่มหยุดตก กินธัญพืช ขาไก่ หิวข้าว บรรยากาศข้างนอกห้องเป็นหน้าผา มีเสียงน้ำไหล ต้นไม้ กุฏิน่าอยู่ กินข้าวเหนียว (ข้าวเย็น)กับน้ำผึ้ง อ่านละครหาบของแม่ กินน้ำผึ้ง 2 อึก ทองม้วน ออกมานอนด้านนอก นอนหลับ กินมังคุด พ่อไปหาหลวงพ่อ แม่ไปทำกับข้าว อยู่คนเดียวกินขาไก่ อ่านละคร อ่านเรื่องยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (รูป เงา ทะเลสาปและขุนเขา ของภิกษุณี เทนสิน ปาลโม/คนเขียน) นอนหลับ กินกล้วย 1 ลูก นอนต่อ กินลวกผักบุ้ง ตำลึง อ่อมแซ่บ สลัดสด ดอกอัญชัน กินข้าวปิ้งปลา ต้มจืดผัก แตงไทย



    หลวงพ่อมาสอนเรื่องจิต คุยปกติ “ใจ คือ ผู้รู้ กาย คือ ผู้ถูกรู้ หมายความว่า กายกับใจนั้นนั้นแตกต่างกัน



    ใจ เป็นธาตุที่รู้


    กาย เป็นธาตุที่ถูฏรู้


    หลวงพ่อกลับ


    บันทึกต่อมาของลูกในวันนั้น เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องอ่านหนังสือเล่มเดิมๆ จนจบ มีเพิ่มมาใหม่คือเรื่อง ทุ่งหญ้าแอฟริกา และดู CD ธรรมะที่หลวงพ่อเอามาให้



    แม่ซักผ้าในตอนเที่ยง ลูกบันทึกเอาไว้ด้วย และเขียนว่าพ่อเป็นคนตากผ้า จากนั้น พ่อกับแม่ช่วยกันนวดมือ เท้า เข่าให้ลูก (นวดน้ำมัน) ลูกก็เขียนเอาไว้อย่างละเอียด


    พ่อนวดมือ เท้า (นวดน้ำมัน) แม่นวดเข่า ขา ขูดซา นวดหลัง



    พ่อไปส่งย่ากลับมุกดาหาร


    ตอนเย็น ในบันทึกเขียนว่า



    เข้ามาอยู่ข้างในห้อง แม่เช็ดตัวให้ ประคบท้อง พ่อกลับมา พ่อกับแม่ไปทำกับข้าวด้วยกัน ฟัง CD หลวงพ่อเทศน์ นอนหลับยาว กินยาญี่ปุ่น กินน้ำเขียว กินลวกผักบุ้ง กินปิ้งปลา ต้มจืดผัก สลัดผัก 1คำ เปลี่ยนกางเกง นอนหลับ กินยาธิเบต แม่นวดหลังให้ กินกล้วย 1 ลูก กินข้าวเหนียวกับน้ำผึ้งตอนดึก แม่ขูดซาที่ไหล่ซ้ายให้ นอนทับเลยปวดฉี่ 2 ครั้ง พ่อกวาดมดที่เข้ามทั้งคืน เลยนอนไม่หลับเท่าไหร่

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •