โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เรื่องสมาธิ

*ให้ตัดความกังวลเสียก่อน***

เวลาปฏิบัติ เวลาเริ่มทำสมาธิ ตัดกังวลเสียก่อน สิ่งใดที่จะห่วงใยยกเลิกทิ้งไป
ประเดี๋ยวเดียวมันไม่ตายหรอก และก็ตัดสินใจว่า
เราจะต้องปฏิบัติให้มีผลตามคำแนะนำของครู ไม่ห่วงแม้แต่ร่างกาย
ทุกคนเมื่อตัดกังวล ไม่ห่วงแม้แต่ร่างกายได้แล้ว ก็ตั้งใจสมาทานศีล
เรื่องศีลนี่ความจริงไม่ใช่จะมีเฉพาะเวลาปฏิบัติ
*ศีลนี่เป็นเครื่องค้ำจุนฌานสมาบัติ
สมาธิ หรือฌานจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะศีล** ถ้าศีลบกพร่อง ฌานก็บกพร่องด้วย
ถ้าศีลสมบูรณ์แบบ สมาธิหรือฌานจึงจะสมบูรณ์แบบ*
เรื่อง *นิวรณ์ ๕ *ประการ อย่านึกถึงมันเลย
นอกจากนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ให้ทุกคนคุมอารมณ์ให้ดีใน *พรหมวิหาร
๔* ให้จิตทรงตัวไว้ใน*พรหมวิหาร ๔* เป็นปกติ คำว่าปกติต้องเหมือน *ศีล
ศีล*นี่ต้องบริสุทธิ์ทุกวันและ
*พรหมวิหาร* *๔* ต้องทรงตัว

*พิจารณาร่างกายตามที่พระพุทธเจ้าสอน*
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ทำกำลังใจให้ทรงตัว
มีจิตสงบสงัดปราศจากอารมณ์อย่างอื่นเข้ามารบกวน
เราตั้งอารมณ์ไว้ในกุศลส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้ตั้งอยู่แต่เฉพาะอารมณ์นั้น
อย่างนี้จัดว่า
*ฌาน** หรือสมาธิ*

เมื่อทรงสมาธิดีแล้ว หรือว่าก่อนจะทรงอารมณ์อย่างนั้น เราก็พิจารณาขันธ์ ๕
ตามที่ *องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า ขันธ์ ๕ มีสภาพไม่เที่ยง
มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น และก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง
มีการสลายตัวไปในที่สุด* ขันธ์ ๕ นี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราเสียจริง
ๆ แล้ว เราจะหลงร่างกายเพื่อประโยชน์อะไร

*การเข้าถึงพระกรรมฐาน*

การเจริญพระกรรมฐานนี่ไม่ได้หมายความว่า ใช้เวลานั่งสมาธิเสมอไป
ถ้าเราใช้แต่เวลาที่นั่งสมาธิมีเวลาสงัด จิตใจเราจึงจะกำหนดถึงพระกรรมฐาน
อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เนื้อแท้การเจริญพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม
ต้องใช้อารมณ์ของเรานี้ นึกถึงกรรมฐานเป็นปกติตลอดวัน
อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าท่านเข้าถึงพระกรรมฐาน และพระกรรมฐานเข้าถึงท่าน
การนั่งสมาธิให้คนเห็น พระพุทธเจ้าท่านทรงปรับว่าเป็นอุปกิเลส
มันจะมีการโอ้การอวดอยู่
ในตัวเสร็จ ใช้ไม่ได้
*ให้ละอายและเกรงกลัวความชั่ว*

ความจริงการเจริญพระกรรมฐานนี้ เป็นการเจริญเพื่อทรงสติสัมปชัญญะ
และก็เป็นการเจริญให้มี หิริ และ โอตตัปปะ คือมีความละอายต่อความชั่ว
เกรงกลัวผลของความชั่ว
ถ้าเรายังขืนคบความชั่วอยู่ก็แสดงว่าทำตัวไม่คู่ควรกับขอบเขตพระพุทธศาสนา
จัดว่าเป็นอลัชชี มีใจด้านเกินไป ถ้ามีอาการอย่างนี้อารมณ์ใจไม่แจ่มใส
เราจะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์อะไร
เสียเวลาประกอบกรรมความเลวของเราในสมัยเป็นฆราวาส
นี่จงจำไว้ด้วยว่า สำนักพระพุทธศาสนาไม่ได้ตั้งใจประคับประคองคนเลว
เขาประคับประคองกันแต่คนดีแม้แต่องค์สมเด็จพระชินศรีก็เช่นเดียวกันจึงขอบรรดาพระภิกษุสามเณร
อุบาสกอุบาสิกาทุกท่านจงรู้สำนึกตัว ที่ใครเขาไม่ว่าไม่กล่าว ไม่ติไม่เตียน
จะพึงคิดว่าเขาต้องการเรา
ความจริงนั่นเขานั่งดูจริยาของเราต่างหากว่าเราพอจะคลายความเลวลงบ้างหรือไม่
ถ้าไม่คลายความเลวลงเพียงใด ไม่ช้าความเลวที่เราทำไว้มันจะสะสมตัว
แล้วก็ไม่มีทางเลี่ยง มันจะให้ผลต่อท่านเมื่อถึงเวลาสมควร
ความจริงเราให้โอกาสกันมากเกินไปแล้ว ต่อไปนี้จงพยายามกลับใจ ทรงไว้ซึ่งความดี

**

*เรื่องพระนี่สำรวยไม่ดี*

เวลาที่ปฏิบัติน่ะ ไม่ใช่มานั่งเงียบ ๆ นะ กลางวันทำงานก่อสร้างด้วย
เรียนหนังสือด้วย นุงนังจิปาถะ ไม่ใช่นั่งเฉพาะไม่มีงานไม่มีการ
แบบนี้พระพุทธเจ้าไม่ใช้ แบบที่เข้ากุฏิเจริญพระกรรมฐาน กินข้าวก็มีคนไปส่งข้าว
ล้างชามไม่ได้ แบบนี้ไม่ใช่พระ พระพุทธเจ้าเองท่านก็ล้างบาตรเอง เช็ดบาตรเอง
ทำความสะอาดพื้นที่เอง
คนที่หลับตาเก่งนาน ๆ จะนึกว่าจะได้กรรมฐานดี
ฉันไม่เชื่อเพราะถ้าจะดีจริง ๆ มันต้องดีทั้งหลับตา ดีทั้งลืมตา
ดีทั้งอยู่ในที่สงัด ดีทั้งอยู่ในที่เกลือกกลั้วไปด้วยประชาชน
ดีทั้งที่เวลาร่างกายปกติ และก็ดีทั้งที่เวลาร่างกายไม่ปกติ
อารมณ์ต้องดีทั้งในขณะที่เราฟังคำสรรเสริญ
และก็ดีทั้งในขณะที่คนเขาด่าเรา *อารมณ์ของเราจะต้องสม่ำเสมอกัน
ไม่ขึ้นไม่ลง* ใครเขาสรรเสริญก็เฉย ใคร เขานินทาว่าร้ายก็เฉย อารมณ์เงียบสงัด
เสียงเงียบสงัดเราก็เฉย เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจโวยวายเราก็เฉย
ลงเฉยเสียหมดมันก็หมดเรื่องกัน
*คำว่าสถานที่สงัด คือ
เราใช้อารมณ์สงัด*จะไปนั่งคิดว่าที่นั้นต้องไม่มีเสียง
ที่นี่ต้องไม่มีเสียง
เราคิดหรือว่าเวลาที่เราจะตายน่ะเราจะหาที่สงัดได้ เราต้องพร้อมใจไว้เสมอว่า
เวลาที่เราจะตาย อาจจะมีเสียงเครื่องขยายเสียงทั้งด้านข้าง ด้านซ้าย
และด้านขวาใกล้ๆ เรา อาจจะมีใครกำลังทะเลาะกันอยู่ก็ได้
หรืออาจจะมีใครเขามานั่งด่าเราอยู่ใกล้ ๆ ก็ได้ เราต้องเตรียมใจไว้
ถ้าอาการอย่างนั้นมันปรากฏ
เราจะไม่เอาจิตของเราเข้าไปยุ่งกับเสียงกับอารมณ์ต่าง ๆ
ทำจิตของเราให้สงัดจากเสียง เรื่องของเขาก็เรื่องของเขา
เรื่องของเราก็เรื่องของเรา
นี่เป็นอันว่าที่สงัดของเราไม่ใช่หมายความว่าสงัดเสียง
ไม่ใช่หมายความสงัดจากอาการกายกรรม คือการทำงานต่าง ๆ ที่สงัดของเรา
คือใช้อารมณ์จิตสงัดจากนิวรณ์ ๕ ประการ และสงัดจากกิเลสด้วย

* *

* *

*พยายามละส่วนสุดสองอย่าง***

อารมณ์พระกรรมฐานกับอารมณ์ชาวโลกไม่เหมือนกัน
มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไอ้การงานของชาวโลกนี่ ถ้าขยันมาก มุมานะมาก
ผลงานมันสูงแล้วก็ดี แต่การเจริญพระกรรมฐานมุมานะมากถอยหลัง
แทนที่จะก้าวหน้ามันกลับลงต่ำใช้ไม่ได้
เพราะว่าการปฏิบัติความดีเพื่อการบรรลุในพุทธศาสนา ต้องละส่วนสุดสองอย่างคือ
หนึ่ง *อัตตกิลมถานุโยค** *การทรมานตนที่เรียกว่าขยันเกินไป
สอง *กามสุขัลลิกานุโยค*เวลาทรงสมาธิหรือพิจารณาวิปัสสนาญาณมีตัวอยากประกอบ
ไปด้วยอยากจะได้อย่างนั้น อยากจะถึงอย่างนี้ อยากจะได้ตอนโน้น

อีตอนนี้มันเจ๊ง ทั้งสองทาง ที่ถูกคือจะต้องวางใจเฉย ๆ
ปล่อยอารมณ์ให้มันเป็นไปตามสบาย ๆ


*ความมุ่งหมายของการปฏิบัติกรรมฐาน*

การปฏิบัติไม่ว่ากรรมฐานกองใดทั้งหมด
อุปสรรคทางจิตย่อมปรากฏมีขึ้นเสมอ และอุปสรรคใด ๆ เกิดจากอารมณ์ก็ดี
หรือว่าเกิดจากทางกายก็ดี ถ้าเราไม่ยอมแพ้เสียอย่างเดียว เราก็ชนะอุปสรรคต่าง ๆ
มันจะมีขึ้นได้มันก็ต้องสลายตัวได้เหมือนกัน ต้องถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
ทุกอย่างถ้าเราเอาจิตเข้าไปจับธรรมดาเสียอย่างเดียว จิตมันก็มีความสุข *
การเจริญพระกรรมฐาน** ความมุ่งหมายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ
ต้องการให้มีความสุข*
ความจริงการทำจิตให้เป็นสมาธิ
หรือทำจิตให้เป็นฌานสมาบัติเป็นของไม่ยาก คนที่จะได้ดีเขาทำกันแบบนี้
ขณะที่ฟังก็ดี ขณะที่ตั้งใจทรงสมาธิจิตก็ดี เขาไม่ให้อารมณ์ส่งไปสู่อารมณ์อื่น

จาก ธรรมะสวัสดีคอทดอม