คุ้มครองชั่วคราวในคดีฟ้องหย่า



ดิฉันมีอาชีพเป็นแม่บ้าน เมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมามีปัญหากับสามีเรื่องสามีมีผู้หญิงอื่น จึงหอบลูกออกจากบ้าน มาอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องและออกไปค้าขายหาเลี้ยงตัวเองและลูกซึ่งยังเล็กไปวัน ๆ ซึ่งตอนนี้ดิฉันยังตกลงกับสามีเรื่องทรัพย์สินไม่ได้ และสามี บอกว่าทุกบาททุกสตางค์ในการซื้อทรัพย์สินเป็นเงินของเขาทั้งนั้น สามีท้าให้ไปฟ้องศาล ดิฉันจึงอยากจะ

ถามว่า

1.ถ้าก่อนแต่งงานสามีและดิฉันไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย ต่อมาเมื่อได้แต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน สามีทำงานนอกบ้าน ส่วนดิฉันไม่ได้ทำงานมีรายได้ โดยสามีให้ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลลูกและสามี ทำให้ทรัพย์สินที่สามีสร้างขึ้นมาระหว่างเราสองคน เป็นเงินที่มาจากรายได้ของสามีฝ่ายเดียว ดิฉันจะมีส่วนแบ่งในทรัพย์สินเหล่านี้หรือไม่

2.ถ้าดิฉันมีสิทธิในทรัพย์สินตามข้อ 1. ด้วย ในระหว่างการฟ้องร้องอาจต้องใช้เวลา จะมีวิธีป้องกันมิให้สามีนำทรัพย์สินไปขายได้หรือไม่

3.ในระหว่างนี้ถ้าจะขอให้เขานำเงินเดือนมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายดิฉันและลูกไปพลางก่อนจะได้หรือไม่




นี่คือคำตอบ

ทรัพย์สินที่สามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต่างทำมาหาได้ในระหว่างการสมรส (ซึ่งมิใช่เป็นทรัพย์ ที่มีผู้อื่นยกให้หรือได้รับมรดกเป็นการส่วนตัวแล้ว) จะเป็นสินสมรสทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าฝ่ายใด ได้มี/หรือไม่มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้นั้นหรือไม่ บางคนได้เปรียบเทียบการสมรสว่าเสมือนการเข้าเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ สินสมรสจึงถือเป็นกำไรที่หุ้นส่วนหามาได้ จึงควรเป็นของเจ้าของร่วมกันในที่นี้คือทั้งสามีและภริยา แม้ต่อมาสามีภริยาจะแยกกันอยู่ หรือบวชเป็นพระภิกษุ ตราบใดที่ยังไม่ได้หย่ากัน แม้อีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นพ่อบ้านหรือแม่บ้านที่ไม่มีรายได้ ก็ต้องถือว่าทรัพย์สินที่หามาได้ในระหว่างการสมรสนั้นเป็นสินสมรส

ดังนั้นถ้าหากว่าการสมรสได้สิ้นสุดลง จะเป็นด้วยคู่สมรสฝ่ายใดตาย หรือมีการหย่า หรือศาลมีคำพิพากษาให้การสมรสสิ้นสุดลงก็ตาม ทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสทั้งหมดจะต้องมีการแบ่งกรรมสิทธิ์กันคน ละครึ่ง

ในกรณีที่มีการฟ้องหย่า มีการขอแบ่งสินสมรส และขอค่าเลี้ยงชีพสำหรับคู่สมรสที่หากมีการหย่า และขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ไว้ด้วยแล้ว หากคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุดนั้น ถ้าระหว่างนี้กรณีอาจจะมีความเสียหายเกิดขึ้น เช่น ได้สืบทราบมาว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ตกลงจะขายสินสมรสที่อยู่ในความครอบครองของเขาให้ผู้อื่น ซึ่งอาจจะมีผลต่อรูปคดีได้ว่าหากต่อมาศาลพิพากษาให้แบ่งสินสมรสคนละครึ่ง คดีก็ไม่อาจจะบังคับคดีได้เพราะไม่มีทรัพย์สินอยู่ในขณะที่มีการบังคับคดีแล้ว หรือเปลี่ยนไปใส่ชื่อญาติพี่น้องของตนเองไว้แทนเพื่อมิให้มีการบังคับคดีได้ ดังนั้นจึงสามารถยื่นต่อศาลขอให้มีการอายัดอสังหาริมทรัพย์หรือยึดสังหาริมทรัพย์ไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้นำทรัพย์สินไปจำหน่าย หรือยักย้ายถ่ายเท ในระหว่างที่มีการดำเนินคดีได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1530 บัญญัติว่า ขณะคดีฟ้องหย่าอยู่ในระหว่างการพิจารณา ถ้าฝ่ายใดร้องขอ ศาลอาจสั่งชั่วคราวให้จัดการตามที่เห็นสมควร เช่น ในเรื่องสินสมรส ที่พักอาศัย การอุปการะเลี้ยงดูสามีภริยา และการพิทักษ์อุปการะเลี้ยงดูบุตร

และตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่า หรือได้จดทะเบียนหย่ากัน ต้องถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยายังมีอยู่ ซึ่งมีผลให้ยังต้องมีการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ดังนั้นการที่คู่สมรสฝ่ายใดไม่มีรายได้เพียงพอที่จะมีเงินใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงดูตนเองและลูกก็ย่อมมีสิทธิที่จะขอต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้คู่สมรสที่มีรายได้เป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูในระหว่างคดีได้ และถึงแม้ว่าฝ่ายที่เดือดร้อนจะมีญาติพี่น้องที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ แต่บุคคลเหล่านั้นถือว่าเป็นบุคคลภายนอกไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน แม้ศาลจะยังไม่มีคำพิพากษาให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร

ในระหว่างคดีคู่สมรส อีกฝ่ายซึ่งเดือดร้อนในเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับตนเองและลูก ย่อมจะใช้วิธีร้องขอต่อศาลขอให้คู่สมรสที่มีรายได้ช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยขอให้นำเงินมาวางที่ศาลเพื่อจะได้นำมาเป็นค่าจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ตนและบุตรก่อนศาลมีคำพิพากษาได้.



จาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์