กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: มองมุมใหม่ไม่เครียด

  1. #1

    มองมุมใหม่ไม่เครียด


    บทความพิเศษ-"ชูวิทย์"นักการเมืองเหมือนผ้าอ้อม
    ในขณะที่สังคมไทยกำลังตื่นตระหนกกับอนาคตของบ้านเมืองที่อาจเกิดความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดจากการนัดชุมนุมใหญ่แบบ "ปิดเกม" ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวนั้น ลองหันไปฟังมุมมองการเมืองแบบสบายๆ สไตล์ขำๆ ของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย ผู้สร้างสีสันให้แก่แวดวงการเมืองไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมากันบ้าง โดยเขาเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในระยะเวลาอันสั้น และวอนขอให้สังคมไทยเลิกตื่นตระหนกกับการชุมนุมทางการเมือง แต่ควรเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวาย เพราะกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติของเมืองไทยไปแล้ว

    "บ้านเรามีสองมาตรฐานมาตลอด และมันไม่มีทางแก้เป็นมาตรฐานเดียวได้ คุณจะว่าเรื่องที่ดินรัชดาฯ หรือที่ดินเขายายเที่ยง คุณจะยึดทรัพย์บางส่วนหรือยึดทั้งหมด ก็ลองคิดดูแล้วกัน คำถามคือสังคมไทยเป็นแบบไหนล่ะ ผลก็ออกมาเป็นแบบนั้นแหละ วันที่ 26 กุมภาพันธ์มันก็จะเป็นแบบนั้น มันไม่น่าจะอ่านยากเลย

    หลังจากวันที่ 26 กุมภาพันธ์ หลายคนกลัวว่าจะมีความวุ่นวาย มีการนองเลือด แต่ผมอยากบอกว่าสังคมไทยมีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่งคือชอบตื่นตระหนก มองเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องใหญ่มันกลายเป็นไม่มีเรื่องเลย ยึดสนามบินก็ไม่เห็นมีอะไร บอกว่าปิดกันเอง ม็อบไม่ได้สั่งให้ปิดเสียหน่อย สังคมไทยเป็นสังคมประหลาด เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ได้ แต่เรื่องใหญ่จริงๆ คุณก็ทำเป็นเรื่องเล็ก"

    ชูวิทย์ยังประเมินว่า ประเด็นสองมาตรฐานไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบฉับพลันได้

    "สังคมไทยเรามีสองมาตรฐานอยู่แล้ว คุณทักษิณว่าคนโน้นคนนี้สองมาตรฐาน ผมถามว่าสมัยทักษิณไม่สองมาตรฐานหรือ ก็สองมาตรฐานตั้งเยอะแยะ คุณทักษิณให้ ปปง.ตรวจสอบคนโน้นคนนี้ นี่ก็สองมาตรฐาน คุณว่าเขาแต่ตัวคุณสมัยนั้นก็สองมาตรฐานเหมือนกัน ผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่อยากชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมสองมาตรฐานมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

    ในอดีตเราเป็นสังคมศักดินา คุณกล้าไปมีเรื่องกับข้าราชการหรือไม่ ยกตัวอย่างตำรวจ มือหนึ่งถือปืน อีกมือถือกฎหมาย คุณกล้าไปทะเลาะกับเขาหรือ จ่าบ้านนอกยังใหญ่เลย คุณรู้จักคำว่าเส้นใหญ่ไหม คำนี้จะมาได้อย่างไรถ้าไม่มีสองมาตรฐาน ฉะนั้นอย่าไปคิดว่าสังคมไทยมีอะไรที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

    ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความประนีประนอมสูงในบางครั้ง และสังคมไทยนั้นอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ประชาชนหรอก และไม่ได้อยู่ที่ประชาชนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ดังนั้นคุณจะไปเรียกร้องภายในเวลาสั้นๆ ไปล้มอำมาตย์อะไรอย่างนี้ คุณเอาเวลาสั้นๆ ไปล้มอดีตของประเทศไทยเป็นร้อยๆ ปีได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้"

    จากประสบการณ์ของชูวิทย์ ทั้งในภาคธุรกิจและการเมือง เขาเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบันคือนักการเมือง

    "ประชาชนต้องมองให้ทะลุ นักการเมืองไทยก็เหมือนผ้าอ้อม ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ถึงจะสะอาด แต่ดูสิแต่ละคนเปลี่ยนบ่อยที่ไหน ใช้กันจนเลอะจนไม่รู้จะเลอะอย่างไรแล้ว บางคนเป็นรัฐมนตรีมา 7-8 สมัย ญี่ปุ่นเขาเป็นสมัยเดียวก็ต้องบอกว่าพอแล้ว ให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมา แต่ของเรามีรัฐมนตรี 8 สมัย รองนายกฯ 10 สมัย ก็มีอยู่แค่นี้ มันเล่นกันอยู่แค่ 10-20 คน ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย"

    ชูวิทย์มองว่า ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค คือภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเหลวแหลกของนักการเมืองอย่างชัดเจนที่สุด

    "ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ถูกตัดสิทธิถึงมาเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ กลายเป็นว่าคุณให้คนผิดมาแก้กฎหมาย คนที่ผิดไปแล้วและถูกลงโทษ 5 ปีกลับมาร้องเย้วๆ ขอแก้รัฐธรรมนูญ แล้วที่จะแก้ก็ไม่เห็นจะเป็นประโยชน์กับประชาชนเลย แก้เขตเดียวเบอร์เดียวไปเกี่ยวอะไรกับประชาชนด้วย

    รัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเหมือนแบบแปลนก่อสร้าง สถาปนิกคือนักวิชาการที่ร่วมกันยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาเขียนแบบออกมาแล้วก็ไปให้ผู้รับเหมาตีราคา ซึ่งก็คือพรรคการเมืองต่างๆ นั่นเอง

    ที่หนักกว่านั้นคือวันนี้ให้ผู้รับเหมามาออกแบบเองด้วย ผู้รับเหมาที่คุณบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องติดคุก 5 ปี กลับมาช่วยออกแบบด้วย บอกว่าต้องออกแบบใหม่ เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว มันแปลกไหมให้ผู้รับเหมามาออกแบบ ทั้งๆ ที่ก่อสร้างจนพังพินาศมาแล้ว

    ดังนั้นที่บางคนบอกว่าทุกวันนี้สังคมไทยแตกแยก จริงๆ มันไม่ใช่ ผมเชื่อว่าสังคมไทยไม่ได้แตกแยกเลย แต่คนที่ทำให้แตกแยกคือคนคุมเครื่องจักรนี่ต่างหาก เพราะคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอำนาจในสังคมไทย เป็นผู้ชี้นำเครื่องจักรทางการเมืองต่างๆ สมมติว่าถ้าคุณลองตัดคนคุมเครื่องจักรสักคนหนึ่ง เท่านั้นแหละสังคมไทยก็ไม่เห็นแตกแยกแล้ว

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทักษิณไม่อยู่ล่ะ หรืออาจจะฝั่งตรงข้ามก็ได้ ลองตายสักคนหนึ่ง ความแตกแยกจะหายไปเป็นส่วนมาก อาจจะไม่หมด แต่ก็เป็นส่วนมาก ฉะนั้นผมจึงเชื่อมั่นว่าในสังคมไทยไม่ได้แตกแยกลึกซึ้งแบบที่ใครๆ ว่ากัน เพราะมีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ควบคุมเครื่องจักรทางการเมืองอยู่ ถ้าไม่มีคนคุม เครื่องจักรก็ไม่ทำงาน เมื่อไม่ทำงาน ก็ไม่แตกแยก"

    เหตุนี้เองเขาถึงสรุปว่า ประชาชนคนไทยไม่ควรตื่นตระหนกกับการโหมกระแสความขัดแย้งรุนแรงในอนาคตอันใกล้นี้

    ชูวิทย์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่สังคมไทยควรทำมากที่สุดคือ สร้างความเคยชินกับการอยู่แบบนี้ เคยชินกับสถานการณ์การเมืองแบบนี้ ให้เหมือนเป็นสถานการณ์ปกติ เพราะถ้าคิดได้จะไม่เครียดเลย

  2. #2
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ คนห้วยค้อ เมืองพล
    วันที่สมัคร
    Jun 2009
    ที่อยู่
    นครปฐม
    กระทู้
    68
    เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับสังคมไทยที่เป็นอยู่ทั้งอดีตและปัจจุบันครับ...

  3. #3
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ แจ่มใสยิ้มสวย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    USA
    กระทู้
    1,014
    บล็อก
    18
    เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย จึงจะสะอาด ฮะ
    นั่นสิ โละรุ่นเป็นรุ่นๆ ไปเลยก็ดีนะ สองปี หยุด สี่ปีหยุด ห้ามเข้ามามีอำนาจบารมีทางการเมืองอีก

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •