กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

หัวข้อ: วิธีดับทุกข์เพราะ.....กลัวตาย

  1. #1
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ sompoi
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    ที่อยู่
    japan
    กระทู้
    6,363
    บล็อก
    23

    เกาทัณฑ์ วิธีดับทุกข์เพราะ.....กลัวตาย


    ..ด้วยจะของเป็นคนย่านผีเอามากๆ นิล่ะพี่น้อง เลยเอามาให้อ่านนำกันค่ะ... วิธีดับทุกข์เพราะ.....กลัวตาย

    วิธีดับทุกข์เพราะ.....กลัวตาย

    *วิธีดับทุกข์เพราะ.....กลัวตาย (คู่มือดับทุกข์)***

    *ตาย คือ การหมดลมหายใจ ร่างกายกับจิตใจ
    หรือรูปกับนางแยกออกจากกัน*ที่เรียกว่า "ศพ" หรือ "ผี"
    ซึ่งสิ่งที่มีชีวิต
    เมื่อมีการเกิดแล้วก็มีการตายเสมอกันหมด ไม่มีการยกเว้น
    ต่างแต่ว่าเร็วหรือช้ากว่ากันเท่านั้น

    กลัวตาย เป็นธรรมดาของปุถุชน
    ที่หนาด้วยกิเลสและตัณหาที่ปรารถนาความสุขเกลียดความ ทุกข์
    จึงต้องกลัวตายเพราะการตายหมายถึงความสูญสิ้นแล้วทุก สิ่ง แม้แต่ร่างกาย
    ของตนเอง ก็ต้องสูญสลาย

    *แม้ว่าใครจะกลัวตายหรือไม่กลัว
    ทั้งคนและสัตว์ที่เกิดมาแล้วก็ต้องตายเหมือนกันหมด*

    คนที่ไม่กลัวความตาย มีอยู่ ๓ พวก คือ พระอรหันต์ ผู้ไม่ประมาท
    และผู้มีกิเลสหนาตัณหาจัด

    พระอรหันต์ เป็นผู้หมดกิเลสแล้ว ความกลัวตายจึงไม่มีแก่ท่าน
    ผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว ทำความดีไว้พร้อมแล้ว
    มั่นใจในตัวเองว่า ได้ทำที่พึ่งไว้ดีแล้ว ถ้ามีการเกิดอีก
    ก็เชื่อว่าต้องเกิดในที่ดีแน่ ๆ
    ผู้มีกิเลสหนาตัณหาจัด เช่น โลภจัดกำหนัดกล้า โทสะกำลังแรง หลงจัด
    คนที่ตกอยู่ในสภาพนี้ จะเกิดอาการ "บ้าบิ่น" หรือ "บ้าระห่ำ" ก็ไม่กลัวตาย
    แต่เมื่อกิเสสตัณหาลดลง ก็กลัวตายเช่นกัน

    การกลัวตาย เป็นสิ่งที่ดี ทำให้เกิดการแสวงหาที่พึ่งที่ดีกว่าประเสริฐกว่า
    พึงดูเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ทรงกลัวความตายเหมือนกัน
    แต่เป็นการกลัวที่ถูก

    การกลัวตายที่ไม่ถูก คือ เมื่อรู้ว่าจะต้องตาย
    ก็รีบหาความสุขทางเนื้อหนังด้วยการเบียดเบียน และคดโกงผู้อื่น
    ถือว่าตายแล้วก็เลิกกัน ตามหลักพุทธศาสนา หาได้ถือว่าตายแล้วเลิกกันไม่
    ถ้าตราบใดที่ยังมีกิเลสตัณหาอยู่ตาย แล้วก็ต้องเกิดอีกอยู่ร่าไป

    *ถ้าทำความชั่วไว้ ความชั่วก็ต้องสนอง ทำความดีไว้
    ความดีก็ต้องสนอง*ไม่มีใครจะหลบหลีกพ้น

    การได้เกิดมาเป็นคน และมีอวัยวะสมบูรณ์ เป็นผลจากความดีควรจะทำความดีต่อเอาไว้
    ชาติต่อไปก็จะได้เกิด ในกำเนิดที่ดียิ่งขึ้นไป

    ถ้าทำความชั่ว ก็ต้องไปเกิดในกำเนิดที่ต่ำ เช่น สัตว์ เปรตนรกเป็นต้น
    หรืออาจมาเกิดเป็นคน (เพราะเศษบุญ)ก็จะพิการ บ้า ใบ้ ปัญญาอ่อน เป็นต้น

    เขียนมาถึงตอนนี้แล้ว บางคนอาจยังมีการกลัวตายอยู่อีก ก็เห็นจะต้องตั้งต้น
    "ทำใจ" ปรับความคิดกันใหม่ เราคิดดูด้วยใจเป็นกลาง เราจะกลัวหรือไม่กลัว
    เราก็ต้องตายหมดทุกคน ไม่ว่าคนดีหรือชั่ว รวยหรือจน ตระกูลสูงหรือต่ำ
    ล้วนต้องตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

    *ตายแล้ว อะไร ๆ ในโลกนี้ ที่เคยยึดเคยหวงทุกสิ่ง มันก็อยู่ของมันในโลกนี้
    ไม่มีมีใครเอาไปได้
    นอกจากความดีและความชั่วเท่านั้นที่ต้องติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง
    เราจะเอาหรือไม่เอา มันก็ต้องตามเราไป สนองดุจเงา*

    ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงไม่ควรประมาท รีบสะสมและกอบโกยเอาแต่ความดี
    หลีกหนีความชั่วมีผลเป็นความทุกข์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    *การระลึกถึงความตาย จึงมีประโยชน์ ที่ช่วยเหนึ่ยวรั้งไม่ให้คนเราถลำทำชั่ว
    และกลับตัวทำความดี* เพื่อจะได้พบกับความสุขที่แท้จริงคือสุขที่ไม่เบียดเ บียน
    ทั้งตนเองและผู้อื่น

    *พระพุทธองค์จึงทรงให้ทุกคน หมั่นระลึกถึงความตาย* มิใช่จะช่วยแช่งให้ตาย
    มิใช่จะช่วยแช่งให้ตายเร็ว ๆ หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคนเราจะตาย
    มิใช่จะช่วยแช่งให้ตายเร็ว ๆ หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคนเราจะตายช้าหรือเร็ว
    มิได้เกิดจาการแช่งหรือคำให้พรของใครแต่ขึ้นอยู่กับก รรม คือ
    การกระทำของตนเองทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นเครื่องบ่งชี้ยุติธรรมยิ่ง

    เมื่อพูดถึงความตาย คนที่ใจห่างธรรมะและกายห่างวัดก็มักจะไม่อยากได้ยิน
    ถ้าห้ามได้ก็จะห้ามพูด หนีได้ก็จะหนีไปเลย เพราะยังไม่อยากตาย
    เมื่อยังไม่อยากตาย ก็พลอยไม่อยากได้ยินเรื่องตาย ๆ ไปด้วย

    ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องทีแปลกประหลาด หรือมหัศจรรย์
    อะไรหรอกขึ้นชื่อว่าปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสตัณหา มันก็กลัวตายด้วยกันทุกคน
    แม่แต่ผู้เขียนเองก็เคยกลัว และกลัวเอามาก ๆ เสียด้วย

    ก็เพราะเหตุที่กลัวนี่แหละ จึงต้องรีบตั้งหน้าทำแต่ความดี
    กลัวว่าชาติหน้ามันจะไปเกิดเลวกว่านี้ จะรอเอาไว้ให้แก่หง่อมมาก ๆ
    ก่อนแล้วค่อยมาบวชมาปฏิบัติ
    ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันที่ให้ความมั่นใจได้ว่ามัน จะไม่เท่งทึง
    ไปเสียก่อนแก่

    เพราะเจ้าความตายนี่ มันไม่มีใครเรียงคิวตายเสียด้วย มันอาจจะตายพรุ่งนี้
    วันนี้ เดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีใครบอกได้ จึงคิดว่าเพื่อความไม่ประมาทรีบบวชมาปฏิบัติ
    ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันที่ให้ความมั่นใจได้ว่ามัน จะไม่เท่งทึงไปเสียก่อนแก่

    เพราะเจ้าความตายนี่ มันไม่มีใครเรียงคิวตายเสียด้วย มันอาจจะตายพรุ่งนี้
    วันนี้ เดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีใครบอกได้
    จึงคิดว่าเพื่อความไม่ประมาทรีบบวชทำความดีอะไร ๆ ไว้ก่อนดีกว่า
    ถ้ามันเกิดลัดคิวตาย เราก็พร้อมที่จะไป เพราะมีทุนอยู่บ้างแล้ว

    ถ้ามันเกิดเรียงคิวตาย คือตายเมื่อแก่มาก ๆ
    หรือตายตามอายุขัยเราก็ถือว่าได้กำไร เพราะได้ทำความดีไว้มากแล้ว
    คิดและทำอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่ผลที่ได้และเห็นกันชัด ๆ ก็คือ
    ทุกวันนี้ ถ้าไม่มีเผลอสติก็ไม่กลัวตาย บางครั้งแถมอยากให้ตายเร็ว ๆ เสียด้วย

    ทั้งนี้ด้วยพิจารณาเห็น โดยปราศจากความสงสัยใด ๆ ว่า เพราะมีร่างกายนี่แหละ
    ทุกข์ โทษ ภัย โรคสารพัดจึงเกิดมี ถ้าไม่เกิดเสียอย่างเดียว
    ปัญหาทั้งหลายก็สิ้นสุด

    จากการที่ได้เจริญ*มรณัสสติ* ตามหลักมรณัสสติสูตร (๒๒/๓๑๕) มาเป็นเวลา ๖ ปี
    จึงได้พบภาวะเช่นนี้ และยังทำให้โรคเส้นประสาทหายไปได้อย่างเด็ดขาดด้วย
    (ท่านที่สนใจจะอ่านมรณัสสติสูตร
    เชิญอ่านได้จากหนักสือ "พระไตรปิฎก ฉบับปฎิบัติ" โดย ธรรมรักษา)

    เอาเป็นว่า ผู้ที่เจริญมรณัสสติให้ถูกต้องและติดต่อกัน
    เพียงระยะไม่นานนัก (แล้วแต่บารมี)
    ก็จะเกิดการไม่กลัวตายและมีกำลังใจในการทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
    และทำได้ดีเสียด้วย เพราะทำแล้วไม่เอาความดีคือไม่มีตัวตนเข้าไปหุ้น
    มีแต่สติคอยเตือนอยู่เสมอ ๆ ว่า "ใกล้จะตายแล้ว ๆ ๆ"

    โบราณ "เสือดุ ให้เข้าใกล้เสือ" แล้วมันจะหายกลัวเสือไปเองได้ฟังมาแต่เล็ก ๆ
    ก็ไม่เชื่อ มีอย่างที่ไหนกัน เสือดุน่าจะให้อยู่ห่างๆ
    มันกลับไปสอนให้เข้าใกล้มัน ?

    เมื่อมาเจริญมรณัสสติเข้ากลับเห็นจริง โดยปราศจากข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น
    นี่แหละเขาว่า "โง่แล้วอยากอวดฉลาด" แต่ก่อนเคยกลัว
    แม้แต่ภาพถ่ายของคนตายก็ไม่อยากเห็น ไม่อยากดู ไม่อยากแม้แต่จะเก็บเอาไว้

    แต่เดี๋ยวนี้ กลับตรงกันข้าม อยากเห็นอยากดู ยิ่งศพสด ๆ หรือเปื่อยเน่า
    ก็ยิ่งอยากดูมากขึ้น ตอนก่อนดูรู้สึกว่าตัวมันหนัก
    คือมันหนาแน่นไปด้วยด้วยกิเลสตัณหานานาชนิด
    หลังจากดูแล้วเที่ยวกลับตัวเบาหวิวอย่างไรชอบกล ราคะ โลภะ โทสะ และโมหะ
    ไม่รู้ว่ามันหายหัวไปไหนกันหมด แปลกประหลาดจริ ๆ

    เมื่อมาอยู่ถ้ำสติใหม่ ๆ ได้ไปขอคุณหมอประเวศ วะสี ดูศพที่โรงพยาบารศิริราช
    คุณหมอได้เอื้อเฟื้อให้ดูหลายแห่ง



    ที่มา ฟอร์เวิร์ดเมลธรรมมะสวัสดีดอทคอม

  2. #2
    ขอบคุณนะครับ............

  3. #3
    Moderators สัญลักษณ์ของ สหายพง
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    ผมมากับรถผ้าป่า
    กระทู้
    1,555
    5555กุ๊กๆกู้ๆๆๆผีหลอกมาแล้ว555ย่านบ่

  4. #4
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา
    Mr.Reception
    สัญลักษณ์ของ คนตระการ...
    วันที่สมัคร
    Feb 2008
    กระทู้
    4,728
    พอฮอดมื่อนั่นอีหลี ไผๆกะหนีบ่อพ้นดอกเนาะ ความตายนี่....
    แล้วแต่ไผสิหาแนวมาแก้ เผื่อความสะบายใจ..อิอิ

  5. #5
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ กำลังใจ
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    กระทู้
    1,611
    บล็อก
    1
    ขอบคุณหลายเด้อ

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •