กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

หัวข้อ: วันนี้ในอดีต 4 มีนาคม

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    วันนี้ในอดีต 4 มีนาคม

    วันนี้ในอดีต 4 มีนาคม




    พ.ศ.1937 วันประสูติของ เจ้าชายเฮนรี่ นักเดินเรือ โอรสองค์ที่ 3 ของพระเจ้าจอห์นที่ 1 แห่งโปรตุเกส พระองค์สนใจเรื่องการเดินเรือ และสนับสนุนให้ นักเดินเรือออกสำรวจดินแดนต่างๆ เช่น สนับสนุนให้วาสโคดากาม่า ออกเดินทางมาอินเดีย โดยเลียบทวีปอาฟริกา และให้โคลัมบัสสำรวจอีกทางหนึ่ง


    พ.ศ.2332 สหรัฐประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นทางการ


    พ.ศ.2453 ไทยทำสัญญากับอังกฤษ ว่าด้วยการส่งผู้ลี้ภัยข้ามแดน


    พ.ศ.2511 สหรัฐส่งดาวเทียม โอโก 5 (Ogo V) ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อตรวจสอบห้วงอวกาศ


    พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีสวม พระเกศมาลาพระพุทธโคดม ณ วัดโพธาราม (ไผ่โรงวัว) ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก






    *************


    รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา


    จะเน้นให้เห็นหลักสำคัญของการปกครองประเทศและ
    กลไกที่ทำให้สหรัฐคงความเป็นประชาธิปไตยได้ยั่งยืนมั่นคง และ
    ยังก้าวไปข้างหน้าได้มากกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก


    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม


    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม


    ประวัติรัฐธรรมนูญของอเมริกา

    ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มแรกเกิดจากการที่ 13 ดินแดนอาณานิคมของอังกฤษรวมตัวกันเป็นสภาแห่งทวีป (Continental Congress) เพื่อต่อสู้ปลดแอก จากการปกครองอย่างกดขี่ข่มเหงของอังกฤษ นำไปสู่การประกาศอิสรภาพ(The Declaration of Independence) โดยตั้งขึ้นเป็นประเทศเกิดใหม่แยกตัวเองจากอาณัติของอังกฤษเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 (ID4 : Independent Day) ซึ่ง ถือว่าเป็นวันชาติสหรัฐฯ มาจนทุกวันนี้ และทำสงครามเพื่อเอกราชอันยาวนานจนได้รับชัยชนะในที่สุด



    ในปีเดียวกับที่มีการประกาศอิสระภาพนั่นเอง แต่ละรัฐ ต่างก็จัดทำรัฐธรรมนูญของตนเอง เพื่อใช้เป็นรากฐานในการปกครอง พร้อมความตกลงเป็นสัญญาระหว่างรัฐอิสระทั้งหมดว่าด้วยการกำหนดรูปแบบของประเทศเป็นแบบสมาพันธรัฐ เสมือนรัฐธรรมนูญ ที่เรียกกันว่า บทบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐ (Articles of Confederation) อันเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ระหว่างรัฐ โดยให้สภานิติบัญญัติเป็นรัฐบาลกลางมีหน้าที่คอยประสานงาน ปรากฏว่า รัฐบาลกลางของสมาพันธรัฐมีความอ่อนแอ ไม่มีอำนาจควบคุมรัฐบาลของแต่ละรัฐได้ และขาดอำนาจบริหารในกิจการทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถเก็บภาษีต่างๆ ทำให้ไม่มีรายได้ดำเนินการบริหารประเทศ ตลอดจนอำนาจการติดต่อระหว่างประเทศนั้น รัฐต่างๆ ก็ดำเนินการเอง เพราะรัฐบาลของแต่ละรัฐไม่ยอมมอบอำนาจให้ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ก็เพราะว่า ยังไม่มีกฎหมายสำคัญเป็นบรรทัดฐานในการปกครอง คือ ยังไม่มีรัฐธรรมนูญ นั่นเอง



    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม



    เนื่องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว มีข้อบกพร่องนานาประการ ทำให้มีปัญหาต่างๆ ระหว่างรัฐและ รัฐบาลกลางเกิดขึ้น ถึงจำต้องแก้ไข โดยการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ (The Constitutional Convention) ในปี 1787 ณ เมืองฟิลาเดลเฟียของ 55 ผู้แทนจากรัฐต่างๆ ทั้งที่ ในตอนแรกทั้งหมด มีเจตนาจะมาทบทวน เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งสมาพันธรัฐเดิม แต่พอถึงแล้วกลับกลายมา เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมุ่งจัดรูปรัฐบาลกลางใหม่ที่มีอำนาจบริหารประเทศอย่างแท้จริงขึ้น มาหลังจากใช้เวลาร่างนานประมาณ 4 เดือน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แล้วเสร็จ และได้ลงนาม เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1787 แล้วผู้แทนของแต่ละรัฐก็จึงนำร่างรัฐธรรมนูญกลับไปให้สภานิติบัญญัติในรัฐของตนให้สัตยาบัน (ratification) ขณะนั้นมีรัฐน้อยใหญ่ขอผนวกเข้ามาด้วยอีกมากมาย จนกระทั่งได้รับความเห็นชอบครบถ้วนอย่างเป็นทางการจาก 39 รัฐ และกำหนดให้มีผลใช้บังคับโดยสมบูรณ์นับแต่วันที่ 4 มีนาคม เมื่อปี 1789 เป็นต้นมาจากรัฐดั้งเดิม 13 รัฐที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออกของอเมริกาก็ได้ขยายตัวไปทางตะวันตกจนถึงอีกฟากหนึ่งของทวีป บัดนี้ สหรัฐอเมริกาประกอบด้วย 50 รัฐ ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน โดยรัฐที่เพิ่มเข้ามาหลังสุด ก็คือ รัฐอลาสกา และรัฐฮาวาย


    “…รัฐธรรมนูญนี้เขียนขึ้น โดยมีเจตนารมณ์ ให้ใช้ยั่งยืนไปอีกนานๆด้วยเหตุนั้น จึงให้ปรับได้เพื่อรับกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่พึงเกิดขึ้นในกิจกรรมของมนุษย์…” จอห์น มาร์แชล หัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงสุด ในคดีระหว่างแมคคัลลอค กับ รัฐแมรี่แลนด์ ค.ศ. 1819


    รัฐธรรมนูญแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1789) คือ เครื่องมือสำคัญของการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นฉบับแรกของโลกที่ใช้คำเรียกตัวเองว่าเป็น รัฐธรรมนูญ (Constitution) และเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร (Written Constitution) ที่ยังใช้บังคับอยู่ยาวนาน และเก่าแก่ที่สุดในโลก กล่าวคือ มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียง 27 ครั้ง เท่านั้น ในช่วงเวลา 200 กว่าปีมาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นแม่แบบของรัฐธรรมนูญอื่นๆ มากมายทั่วโลก



    รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาที่ประกาศใช้ครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1789 นั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

    - ส่วนบทบัญญัติดั้งเดิม อันมีเพียงบทนำกับอีก 7 มาตรา (Article) โดยที่แต่ละมาตรา จะมีอยู่หลายๆ อนุมาตรา (Section) ซึ่งบทบัญญัติทั้งหมดนั้นล้วนว่าด้วยเรื่อง กฎเกณฑ์การปกครองประเทศ ทั้งสิ้น

    - ส่วนบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (Amendments) ได้แก่ บทบัญญัติเรื่องอื่นหรือหากมีข้อความใดล้าสมัย หรือ ขาดตกบกพร่องนั้น ก็ใช้วิธีร่างใหม่ให้ถือเป็นบทแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งจะต้องถูกบัญญัติเอาไว้ต่อท้ายเพิ่มขึ้นตามลำดับต่อไป ในอีกภาคหนึ่ง นั่นเอง

    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม



    ****************


    เจ้าชายเฮนรี่ นาวิกบุรุษ



    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม



    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม


    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม

    อนุสาวรีย์เจ้าชายเฮนรี่นักเดินเรือ




    การสำรวจดินแดนของชาวโปรตุเกส

    โปรตุเกสเป็นอาณาจักรเล็กๆ อยู่ติดกับสเปนทางตะวันตก เคยถูกพวกมัวร์ปกครองมาตลอดสมัยกลาง(1) เมื่อพวกมัวร์ถูกไล่ออกไปหมดแล้ว โปรตุเกสก็ได้แยกเป็นอิสระจากเป็นกษัตริย์โปรตุเกสก็มีความคิดจะแสวงหาชื่อเสียงและความร่ำรวยให้แก่ประเทศเล็กๆ ของตนเอง


    ทำเลที่ตั้งของโปรตุเกส มีชายฝั่งต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติกตลอด ไม่ได้ติดต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเลย ชาวโปรตุเกสจึงคุ้นเคยกับมหาสมุทรแอตแลนติกมากกว่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยความคุ้นเคยทำให้ชาวโปรตุเกสกล้าที่จะแล่นเรือออกไปไกลกว่าประเทศอื่น และเนื่องจากเป็นประเทศเล็กและมีทุนน้อย กษัตริย์โปรตุเกสจึงสนับสนุนให้คนของพระองค์ออกสำรวจดินแดนใกล้ๆ คือฝั่งตะวันตกของทวีปอัฟริกาลงไปทางใต้เรื่อยๆ โดยมีความเชื่อว่าหากพบทางผ่านอ้อมทวีปอัฟริกาไปได้ จะสามารถเดินทางไปถึงอินเดียได้


    โปรตุเกสเป็นประเทศแรกที่สนใจเรื่องการเดินเรือภายใต้การนำของพระเจ้าเฮนรี่ ซึ่งต่อมาได้รับการถวายพระนามว่า เฮนรี่นาวิกบุรุษ" (Henry of the Navigator) ทรงสนใจเรื่องการเดินเรือ ทรงสนับสนุนให้นักเดินเรือชาวโปรตุเกสออกสำรวจตามฝั่งทวีปอัฟริกาหลายครั้ง ทรงตั้งโรงเรียนสอนการเดินเรือขึ้นในโปรตุเกส โปรดให้มีการต่อเรือขนาดใหญ่ขึ้น และปรับปรุงส่วนประกอบของเรือให้ดีขึ้นเพื่อใช้ในการเดินทางไกล


    ทรงส่งเสริมสำรวจเส้นทางเดินเรือค้าขายจากยุโรปมาอินเดีย
    ในคริสตศตวรรษที่ 14 การออกสำรวจเส้นทางเดินเรือค้าขายจากยุโรปมาอินเดียและภาคตะวันออก เป็นความใฝ่ฝันกันมากของนักเดินเรือและนักการค้าทั้งหลาย เพราะทางตะวันออกเป็นแหล่งสินค้ามีค่าต่าง ๆ มากมาย ถ้าใครนำเรือมาถึงได้ก็ร่ำรวยมหาศาลเท่านั้น และในสมัยนั้นประเทศปอร์ตุเกสกับสเปนมีการแข่งขันกันในทางการเดินเรือสำรวจค้นคว้า ในราชสำนักของพระเจ้ายอห์น แห่งปอร์ตุเกสมีการถกเถียงกันมากถึงการคิดหาช่องทางนำเรือมาค้าขายกับอินเดียให้ได้


    หลายคนให้ความคิดว่าถ้าได้นำเรือวิ่งลงมาทางใต้เลียบฝั่งของทวีปอาฟริกาต่อไปแล้วคงมีหนทางไปสู่อินเดียได้ แต่ความคิดนี้ถูกพระเจ้ายอห์นค้านว่า “จะนำเรือล่องใต้ ให้ไปออกอินเดียรึ? เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะทุกคนรู้ดีว่ายิ่งนำเรือลงไปทางใต้มากเท่าใด อากาศจะร้อนยิ่งขึ้นทุกที จนในที่สุดก็จะไปถึงทะเลเดือดที่ไม่มีชีวิตใด ๆ ผ่านไปได้” เจ้าชายเฮนรี่ซึ่งเป็นราชโอรสของพระองค์ ได้ยินเรื่องทะเลเดือดนี้ด้วยเหมือนกัน และหาเชื่อว่าจะเป็นความจริงไม่


    พระองค์จึงรับสั่งให้นักเดินเรือคนสำคัญ ๆ เข้าเฝ้า และให้หาหนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่ต่าง ๆ เท่าที่จะหาได้มาให้พระองค์ดู แต่ต่อมาพระองค์ก็เปิดโรงเรียนสอนวิชาการเดินเรือและการต่อเรือขึ้น เจ้าชายสั่งสอนให้นักศึกษาของพระองค์ว่าโลกนี้กลม และฝึกหัดให้รู้จักใช้เข็มทิศ ตลอดจนสอนให้รู้จักการต่อเรือที่มีเสาใบ 3 เสาขึ้นใช้ เมื่อนักเรียนเดินเรือเหล่านี้เรียนจบแล้ว พระองค์ก็ส่งผู้ที่ฉลาดที่สุดให้เป็นผู้ควบคุมการเดินเรือไปสำรวจฝั่งทวีปอาฟริกา


    ทางมหาสมุทรอัตลันติคตอนใต้เพื่อหาเส้นทางเดินเรือไปอินเดียให้ได้ เป็นเวลาหลายปี ที่เจ้าชายเฮนรี่อบรมสั่งสอนนักเดินเรือของพระองค์แล้วส่งให้ไปสำรวจทางเรือ นักเดินเรือเหล่านั้นได้สำรวจทำแผนที่ฝั่งของทวีปอาฟริกาลงไปทางใต้ถึง 2,000 ไมล์ จนถึงกับไปตั้งรกรากทำการค้าอยู่ที่หมู่เกาะปอร์โต ซานโต มาเดรา และค้นพบหมู่เกาะอาโซเรส ในมหาสมุทรอัตลันติค กับหมู่เกาะเคปเวเดนอกฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอาฟริกาอีกด้วย


    การส่งเสริมการเดินเรือค้นคว้าของเจ้าชายเฮนรี่อย่างจริงจังนี้เอง ทำให้ปอร์ตุเกสมีอำนาจทางเรือมากที่สุดในเวลานั้น และพระองค์ก็ได้รับสมญานามว่า “เจ้าชายเฮนรี่ นาวิกบุรุษ”


    พระองค์ถึงแก่กรรมเมื่อ ค.ศ. 1460 และแนวความคิดทางการเดินเรือค้นคว้าของพระองค์ได้ถูกถ่ายทอดยังนักเดินเรือรุ่นต่อมา จนทำให้โคลัมบัสพบทวีปอาฟริกา และวาสโกดากามาพบทางไปสู่อินเดียทางเรือได้ในที่สุด



    ********************

    ภาพดาวเทียม โอโก 5 (Ogo V)



    วันนี้ในอดีต  4 มีนาคม






    ขอบคุณ
    http://e-learning.mfu.ac.th

    http://www.baanjomyut.coml

    http://upload.wikimedia.org

    http://board.trekkingthai.com



    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 04-03-2010 at 06:24.


Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •