กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: หยุดเป็นตัวสำเร็จ

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ญา ทิวาราช
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    838
    บล็อก
    17

    สว่างใจ หยุดเป็นตัวสำเร็จ


    หยุดเป็นตัวสำเร็จ



    "สิ่งที่ดีสุด และสวยงามที่สุดในชีวิต

    ไม่สามารถมองเห็นด้วยสายตา

    ไม่ สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย

    แต่รู้สึกได้ด้วยใจ"






    อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
    เมื่อเปรียบเทียบกับจิตใจ
    ที่หลาย ๆ คน อาจมองเห็นว่า เล็กน้อย

    แต่ในความเป็นจริง
    อาณาจักรใด ๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่
    เท่ากับอาณาจักร คือ จิตใจ

    โลกทั้งโลก
    จะอยู่ภายใต้จิตใจของเรานี่เอง

    การเรียนรู้โลกภายนอก
    ที่อาจดูว่ากว้างใหญ่
    ก็ยังไม่เท่ากับการเรียนรู้โลกภายใน
    นั่นคือ จิตใจของเราเอง

    การเรียนรู้เพื่อปล่อยวาง
    หลายคนก็มักคิดเสมอว่า..
    ทำได้ยาก

    เพียงเพราะไม่รู้จักวิธี
    ที่จะหยุดถามใจตนเองสักนิดว่า..
    ชีวิตของเราคือ อะไร ?
    ชีวิตของเราเป็นอย่างไร ?
    ชีวิตของเราเป็นไปอย่างไร ?
    ชีวิตของเราควรให้เป็นไปอย่างไร ?
    และชีวิตของเราควรเป็นอยู่อย่างไร ?

    นี่ต่างหาก
    ที่เป็นคำถามที่ต้องการให้เราได้ตอบ

    หากเราตอบคำถามเหล่านี้ได้
    นั้นจะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่
    เป็นการเห็นคุณค่าของชีวิตได้อย่างแท้จริง

    การเรียนรู้ความเป็นไปต่าง ๆ
    ของชีวิตอย่างเข้าใจ
    แล้วปล่อยวาง..
    นั่นจะเป็นการค้นพบจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต
    เพราะนั้น คือ การบรรลุธรรม
    ที่ลึกซึ้ง สูงสุด ในจิตใจ

    คงไม่ยากเกินไป
    สำหรับการบรรลุสภาวะแห่งความสงบสุขนั้น

    คงไม่ยากเกินไป
    สำหรับการหยุด..เพื่อเรียนรู้และปล่อยวาง



    หยุด เป็นตัวสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรม
    ทางโลกจะสำเร็จได้ต้องหยุดก่อน


    ก็ต้องเริ่มต้นจากหยุดกับนิ่งก่อน คือ หยุดหันมามองสิ่งที่เป็นปมปัญหา
    เพื่อใจจะได้กลับไปสู่แหล่งแห่งสติปัญญา

    เพราะเมื่อเวลาใจหยุดนั้น มันเป็นสมาธิ
    สมาธิเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา

    เราก็จะเห็นเลยว่า ปัญหามีวิธีการคลี่คลายของมันไป
    เราจะแก้ปัญหาในจุดที่แก้ได้ก่อน

    โดยเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือ จิตใจของเรา
    ทำใจให้ปลอดโปร่ง ให้สบาย ให้ตั้งมั่น

    แล้วเดี๋ยวปัญหาก็จะค่อยๆ คลี่คลาย
    จะค้นพบวิธีแก้ไขปัญหาไปตามขั้นตอน

    เพราะฉะนั้น “หยุด” นี่แหละ เป็นตัวสำเร็จ
    ทั้งทางโลกและทางธรรม
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ญา ทิวาราช; 31-03-2010 at 16:19.

  2. #2
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ญา ทิวาราช
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    838
    บล็อก
    17

    ดวงดาว The Star มาต่ออีกคับ

    การหยุดทางโลกนะ ทางธุรกิจถ้าเราหยุดเราอยู่เฉยอยู่ นั้นคือการถอยหลังล่ะหยุดไม่ได้ เราต้องคิดของเรา เราต้องมีกิจการของเรา เราต้องเติบโตตลอดไปหยุดไม่ได้เห็นไหม แต่ในทางธรรมนะให้หยุด พอหยุดแล้วเนี่ยได้พักได้ผ่อนแล้ว เราออกไปทำงานแล้วงานนั้นจะประเสริฐกว่านี้ งานนั้นดีกว่านี้ ดูสิ ถ้าเราเครียด เราตึงเครียดอะไรต่างๆ เราคิดสิ่งใดไม่ออกเลย แต่ถ้าได้พักได้ผ่อนขึ้นมาแล้ว เราออกไปนี่สิ่งต่างๆ ที่เป็นปัญหา มันเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย ถ้าเราเพลีย ร่างกายเราล้าความคิดเราอ่อนล้า พอคิดสิ่งใดจะคิดไม่ออกเลย แต่ถ้ามาพักมาผ่อนแล้ว เราออกไปพิจารณานะ ของนั้นของเล็กน้อยมากเลย ของเล็กน้อยนะแต่ถ้าเราไม่มีกำลังของเราแล้ว เราจะแก้ปัญหานั้นปัญหานั้นจะใหญ่มาก ปัญหานั้นทับถมเรามาก ปัญหานั้นเหยียบย่ำเรามาก แต่เราหยุดไม่ได้ หยุดไม่ได้เพราะอะไร ตัณหาทะยานอยาก

    หน้าที่การงานนี้ไม่ใช่กิเลสนะ คนเราเกิดมา เห็นไหม ดูสิ สัตว์มันก็ต้องดำรงชีวิตของมัน เวลาดำรงชีวิตในป่าของมันนะ อาหารมื้อหนึ่งของมัน มันหาหญ้ากินของมันพวกเก้งพวกกวางนี่ มันต้องแลกด้วยชีวิตของมันนะ เวลามันจะอิ่มท้องได้มื้อหนึ่งๆ เนี่ย เอาชีวิตเข้าแลก เอาชีวิตเข้าแลกแม้แต่สัตว์มันยังต้องดำรงชีวิตของมัน แล้วมนุษย์นี้ล่ะ มนุษย์ฉลาดกว่าสัตว์ ทำไมมนุษย์ไม่มีหน้าที่การงาน ทำไมมนุษย์เราไม่ทำงาน มนุษย์เราต้องมีหน้าที่การงานของเรา แต่หน้าที่การงานนั้นเพื่อปัจจัยเครื่องอาศัย ไม่ใช่หน้าที่การงานเพื่อสนองกิเลส

    ถ้าสนองกิเลสนะ มันไม่มีวันพอเห็นไหม มันหยุดไม่ได้ มันพอไม่ได้ มันไม่มีวันพอ นี่หน้าที่การงานไปสนองมันนะ มันหยุดไม่ได้ แต่หน้าที่การงานเพื่อดำรงชีวิตของเรานะ ปัจจัยเครื่องอาศัยดูสิ พระทำไมเดินจงกรมเห็นไหม เขาไม่เข้าใจนะ ดูสิ ผู้บริหารก็นั่งบนโต๊ะนะ แต่ผมขาวหมดเลย มันใช้ความรับผิดชอบสูงมาก นี่เวลาเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนานั่งเฉยๆนะ งานที่นั่งเฉยๆ หายใจเข้านึก พุท หายใจออกนึก โธ เนี่ย งานอันที่ทำกันไม่ได้ ไปหามเสาหามจั่วหามกันได้นะ กี่คนก็ช่วยกันเฮโลยกไปได้ หามมันไปได้ แต่เวลานั่งเฉยๆ เนี่ยเอาใจของเราไว้อำนาจของเรา เอาไว้ไม่อยู่เอาไว้ไม่ได้เห็นไหม

    นี่งานอันละเอียดเห็นไหม ผู้บริหารของเขาเนี่ย เขานั่งโต๊ะเห็นไหม เราบอกว่าโอ้โฮ เราจะนั่งโต๊ะนะ เราจะไม่ทำงานกรรมกรแบกหาม เราจะนั่งโต๊ะ นั่งโต๊ะโอ้โฮนั่งคร่ำเครียดทุกข์นะ เนี่ยโลกมองมุมกลับ เวลาโลกเขามองเขามองประสานั้นนะ แต่ถ้าเรามองทางธรรม เราเกิดมาในพุทธศาสนาสอนเห็นไหม ในพระไตรปิฎกในหนังสือต่างๆ นี่ กระดาษเปื้อนหมึกทั้งนั้นน่ะ มันเป็นกระดาษเผาไฟมันก็หมดไป แต่ถ้าเราศึกษาขึ้นมาน่ะ มันเป็นความรู้ของเราขึ้นมา แล้วเราประพฤติปฏิบัติตามนั้นเห็นไหม นั่นน่ะสมบัติของเรา

    ถ้าสมบัติของเราน่ะ ความรู้สึกมันสัมผัสความรับรู้ดีรู้ชั่วน่ะ มันเปลี่ยนแปลง แหม ดูศึกษาธรรมะทำไม จำเขามาหมดเลยดีไปหมดเลย แต่ตัวเองไม่ทำอะไรเลยนะ ถ้าพูดถึงธรรมะมาถามฉันสิฉันรู้หมดเลยพูดได้ทุกข้อเลยนะ แต่ตัวฉันทำตัวยังไงไม่เกี่ยวนะ ตัวฉันจะทำยังไงก็ได้ แต่ถ้ามันเป็นธรรมะขึ้นมานี่ เห็นไหม อกุศล กุศล อกุศลถ้าเป็นอกุศลมันคิดออกมาจากใจ ถ้าเป็นอกุศลน่ะ อกุศลเนี่ยฟุ้งซ่านละ มันทำให้จิตใจขุ่นมัวละ ถ้าเป็นกุศลล่ะ กุศลมันเป็นคุณงามความดี กุศลความเพียรชอบ มันต้องมีความวิริยะ ความอุตสาหะ

    ถ้าเป็นธรรมะต้องว่างๆ ต้องไม่ทำอะไรเลยนะ เนี่ย ถ้ามีการกระทำนั้น เป็นอัตตกิลมถานุโยค ทำตัวให้ลำบากเปล่า อย่ากินข้าวนะ อย่ากินเกิดมาอย่ากิน นอนเฉยๆ เนี่ยเพราะกินข้าวมันลำบาก ทุกอย่างมันลำบากไปหมดน่ะ กินทำไม ทำไมคนต้องกินต้องอยู่ แล้วจิตประพฤติปฏิบัติขึ้นมานะ ทำไมมันไม่ต้องทำ มันต้องทำของมันทั้งนั้นน่ะ ทำดีทำชั่วมันต้องทำของมัน แล้วถ้าไม่ทำดีก็ทำชั่ว ถ้าเราไม่ทำชั่วเราทำคุณงามความดี แล้วเราจะฝืนมัน เราจะฝืนความชั่ว เราจะทำคุณงามความดีของมัน มันจะขัดข้อง ถ้าทำความดีมันขัดข้องมาก ทำไม่ได้ โน้นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ มรรคผลไม่มี คุณประโยชน์การทำความดีไม่ได้ดีหรอก

    คนทำดีจะได้ดีที่ไหน คนทำดีนะกลิ่นของศีลมันจะหอมทวนลม ทำความดีทิ้งเหว ทำทานขึ้นมาเนี่ย เราไม่ติดกับมัน เห็นไหม เราทำทานขึ้นมาเนี่ยเราทำทาน เนี่ยบุญกุศล เนี่ยบริสุทธิ์มาก ปฏิคคา ๖ ผู้ให้ให้ด้วยความบริสุทธิ์เห็นไหม สิ่งที่ได้มา เราหามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ขณะที่เราให้เรามีความแช่มชื่นแจ่มของอะไร เราให้ไปแล้วมีความสุข นั่นแหละความดีจบแล้ว ความดีจบแล้วเห็นไหม ปฏิคคา ๖ อย่างนั้นแหละความดีมหาศาล ความดีสะอาดบริสุทธิ์ไง

    แต่เวลาผู้ให้นะกว่าจะให้ ละล้าละลังนะ เห็นหน้าฉันหรือยัง รับรู้ฉันหรือยังนะ ให้แล้วต้องประกาศอีกนะ ไม่ประกาศบุญนี้ไม่ได้บุญนะ อย่างนั้นไม่ต้องทำบุญหรอก จ้างเขา จ้างโฆษณาก็ได้ ไปจ้างเขาโฆษณา นายนี้นายดี เป็นคนดีมากๆ เลย แต่มันชั่ว เนี่ยเราไปติดกันเองเห็นไหม ถ้าเราปฏิคคา ๖ ผู้ให้ให้ด้วยความสุข ผู้รับรับด้วยความสุข สิ่งนั้นจบแล้ว แล้วจบแล้วอย่างนี้มันสะอาดบริสุทธิ์นะ ดูสิดูนะ ดูเด็กนะ ธรรมะจืดสนิทเย็นดีสิ่งต่างๆ มันเป็นประโยชน์กับร่างกาย มันเป็นประโยชน์ รสชาติเห็นไหม รสชาติจืดสนิทเห็นไหม มันเป็นของที่มีอยู่แล้ว ดูสิน้ำฝนน้ำต่างๆ นะ มันเป็นประโยชน์กับเราทั้งนั้น

    แต่เราก็ไม่ชอบ เราต้องชอบน้ำที่มีรสมีชาติของเราขึ้นมาเนี่ย เรื่องกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเป็นอย่างนั้นแล้วเราก็ต้อง ต้องสนองตอบมัน ถ้าไม่สนองตอบมัน มันก็ไม่ยอม มันไม่ยอมนะ มันไม่ยอมคือมันไม่กระทำไง มันไม่ยอมกระดิกเลย แต่ถ้านั้น ทาน ศีล ภาวนา ระดับของทานการเสียสละขึ้นมาน่ะ มันจะมีการตอบสนองขึ้นมาเป็นอามิส สิ่งที่อามิส อามิสมันไปไหนไม่ได้หรอก อามิสเคลื่อนที่ไปไม่ได้หรอก มันต้องมีเจ้าของ มันต้องมีผู้เสียสละ มันต้องมีการกระทำ สิ่งนั้นมันถึงเคลื่อนไหวได้ ตามแต่เจตนาที่จะเป็นไป

    แล้วเจตนานั้น มาจากไหน เจตนานั้นมาจากไหนมาจากฐีติจิต มันมาจากพลังงาน พลังงานมาจากไหน พลังงานเป็นตัวภพ ตัวภพมาจากไหน ตัวภพมันมีอวิชา มันมีความรู้ในตัวของมันเองเห็นไหมมันถึงขับเคลื่อนไป ขับเคลื่อนมาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดจากอะไร จากอินทร์พรหม เป็นพรหมเนี่ย แล้วทางพระพุทธเจ้าเนี่ยย้อนทวนกระแสกลับเข้าไป กลับไปทำความสะอาดของมันเห็นไหม ให้มันสะอาด ให้มันสงบของมันเห็นไหม ถ้ามันสงบคือ เนี่ยอวิชชาสงบลงชั่วคราว อวิชชาสงบลงชั่วคราวเรายังมีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข

    ถ้าจิตไม่สงบ อาการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้นมีเครื่องยนต์ ถ้ามันทำงานอยู่เนี่ยเราจะไปซ่อมเครื่องยนต์ได้ยังไง เครื่องยนต์ก่อนทำงานเราต้องดับเครื่องยนต์ แล้วเอาเครื่องยนต์นั้นไปถ่ายน้ำมันเครื่อง จะแก้ไขสิ่งใดต้องทำอย่างนั้น จิตสงบขึ้นมานะ จิตมันเริ่มความคิดไง จิตสงบขึ้นมาก็ดับเครื่อง ดับเครื่องแล้วอะไรมันเสียหาย อะไรมันเสียหาย สิ่งใดมันชำรุดทรุดโทรม สิ่งใดใช้แล้วมันสึกหรอเห็นไหม

    เราจะเปลี่ยนแปลงยังไง นี่ก็เหมือนกันความคิดเราน่ะ คิดอย่างนี้คิดดีคิดชั่วคิดแล้วคิดเล่า คิดแล้วคิดเล่าคิดอย่างนี้ทำไมไม่เปลี่ยนแปลง นี่เราก็รู้ว่าไม่ดีทำไมเราไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะอะไร เพราะเราดับเครื่องไม่ได้เราเปลี่ยนอุปกรณ์อย่างนั้นไม่ได้ เราเปลี่ยนอะไหล่นั้นไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนอะไหล่นี้มันดีหรือไม่ดีความคิดอย่างนี้มันดีหรือไม่ดีโดยหลัก ความคิดโดยหลักปรารถนาดีทั้งนั้นล่ะ แต่ความคิดที่มันจรมาความคิดที่มันมา เห็นไหมทุกคนปรารถนาดีทั้งนั้น แต่ดีของกิเลส ดีของตัณหาความทะยานอยากแต่ถ้ามีธรรมะขึ้นมาล่ะ ธรรมะมันต้องเข้าไปเลาะ เข้าไปชะ ไปล้างไปทำความสะอาดของมันขึ้นมาแล้วมันจะดีของมันขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นไหม

    สิ่งนี้เห็นไหม ธรรมะเจริญ สัตบุรุษ สัตบุรุษคือมีปัญญาเอาตัวของตัวเองไว้ในอำนาจของตนได้ ที่ไหนมีสัตบุรุษที่นั้นถือว่าเป็นสภา ที่ไหนไม่มีสัตบุรุษที่นั้นถือว่าคนพาล วัตถุเจริญขนาดนั้นมันเป็นวัตถุ วัตถุให้ได้ที่พักอาศัย วัตถุได้เป็นที่พักอาศัยของคนชั่วคราวเท่านั้น เป็นที่พึ่งอาศัยเห็นไหม บ้านเรือนของเราเป็นที่พึ่งอาศัยแต่หัวใจเรานะ ถ้ามีธรรมะเป็นที่อาศัยมันมีของมันไปนะ โดยสมาธิ ถ้าจิตมันมีสมาธิมันก็มีความร่มเย็นเป็นสุขของมัน จิตถ้าไม่มีปัญญาของมัน มันชำระของมันแล้ว มันจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ มันมีเครื่องอาศัยในตัวมันเอง มันจะอยู่กลางแดดกลางฝนกลางสิ่งใดมันไม่ตื่นเต้นไม่ตกใจเลย ไอ้เราจะไปไหนต้องกางร่มไปเลยนะ แดดมันร้อนๆ เห็นไหม

    แต่ถ้ามีธรรมะเป็นที่อาศัย ฤดูกาลมันเปลี่ยนแปลงของมัน มันร้อนเดี๋ยวมันก็เย็น สิ่งนี้มันเปลี่ยนแปลง ถ้าใจเราเย็นแล้วสิ่งต่างๆเนี่ยมันแปรสภาพของมันอยู่แล้ว เราไปตื่นเต้นอะไรกับสิ่งแวดล้อมสภาพแวดล้อม ตัวเรา ตัวเราล่ะ ตัวเราเป็นยังไงถ้าตัวเรามันมีประโยชน์ขึ้นมา สภาพแวดล้อมเป็นเครื่องอาศัยเท่านั้น คนเราเห็นไหมจะอยู่ได้ต้องมีออกซิเจนต้องมีการหายใจ ถ้าไม่มีออกซิเจนเนี่ยเราอยู่กันไม่ได้หรอก

    สิ่งที่สภาพแวดล้อมถ้ามันดีมันก็ดีของมัน ถ้าจิตเราเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเนี่ยเห็นไหม สัตบุรุษ สัตบุรุษเอาใจของเราไว้อำนาจของเราพอใจแล้วเรา จิตใจของเราดีนะสมบัติพัสถานนะเป็นคุณงามความดีหมดเลย ถ้าจิตใจของเราไม่ดี สัมบัติพัสถานนะทำให้คนคนนั้นเสียหายได้นะ เงินทองเนี่ยนะผู้มีปัญญาใช้มันเป็นประโยชน์นะ ผู้ไม่มีปัญญาใช้เงินไม่ต้องใช้หรอก มีเงินมีทองเขาก็ปล้นจี้แล้ว ถ้ามันรักษาเงินทองมันไม่ได้นะ เห็นไหมเพราะอะไร เพราะไม่ใช่สัตบุรุษ ไม่ใช่มีปัญญาเห็นไหม ไม่มีการรักษาเห็นไหม เนี่ยสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มันก็เป็นโทษ แต่ถ้าสัตบุรุษเห็นไหมสิ่งต่างๆ มันเป็นประโยชน์หมด เป็นประโยชน์กับตัวเองด้วย ประโยชน์กับสังคมด้วย ประโยชน์กับภพกับชาติเลย

    นี่พูดถึงสัตบุรุษ ธรรมะขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เราฝึกฝนของเราขึ้นมาเห็นไหม นี่ธรรมะเรามาแสวงหากันเห็นไหม เราเสียสละนี่มันเป็นอามิส มันเป็นบุญกุศล ให้โอกาสได้ฟังธรรม ก็ฟังธรรมแล้วเนี่ย ฟังธรรม ฟังธรรมสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนี่ฟังทุกวัน ตอกย้ำทุกวัน ตอกย้ำทุกวันนะ สิ่งที่มันลังเลสงสัย สิ่งที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจ สิ่งที่มันขัดข้องหมองใจสิ่งนี้มันพิสูจน์กันเห็นไหม สุดท้ายจิตใจผ่องแผ้ว ผ่องแผ้วเพราะอะไร ผ่องแผ้วเพราะมันแก้ไขไง ผ่องแผ้วเพราะสิ่งที่มันเป็นความสุขในหัวใจ ผ่องแผ้วเพราะความลังเลสงสัย ผ่องแผ้วเพราะความที่กังวล วิตกกังวลเห็นไหม ถ้ามีฟังธรรมก็ธรรมกระเทือนขึ้นมาเนี่ยมันจะปล่อยวาง ปล่อยวาง มันจะเข้าใจของมันแล้วมันจะสละออก สละออกเห็นไหม เนี่ยจิตใจผ่องแผ้วผลที่สุดของฟังธรรมเห็นไหม แล้วฟังธรรมแล้วได้ฟังธรรมประพฤติปฏิบัติขึ้นไปเนี่ยมันจะเป็นสมบัติของเรานะ เราจะมีธรรมเป็นที่อาศัยเราจะเป็นสัตบุรุษ

    เราเห็นไหม องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดไว้เลย ในมนุษย์ ๒ เท้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด เราเป็นสาวก สาวกะ เราเป็นผู้ได้ยินได้ฟังแล้วเราจะประพฤติปฏิบัติตามขึ้นมา เราจะเป็นผู้ประเสริฐขึ้นมาในหัวใจของเรา ไม่ต้องไม่ให้มีใครมารับรองรับประกัน ไม่ต้องให้มีใครมาเชื่อถือศรัทรา มันจะเป็นความเห็นของเรามันจะเป็นสัจจะความจริงของเรา มันเป็นสันทิฏฐิโก มันเป็นเรื่องจริงๆ ในหัวใจของเรา เอวัง

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •