กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

หัวข้อ: ขยะที่อยู่ในใจ

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ญา ทิวาราช
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    838
    บล็อก
    17

    สว่างใจ ขยะที่อยู่ในใจ


    ขยะ....ที่อยู่ในใจ



    ทำไมบางคนถึงทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ไม่ปลอดโปร่งอยู่เสมอ

    คำตอบง่ายมาก เพราะเขาแบกความคิดและความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ ไม่ปลดปล่อย ไม่ปรับเปลี่ยน จนกระทั่งมันกลายเป็นขยะหรือคราบสกปรกเกาะติดหัวใจ เวลามีอะไรมากระทบหรือสัมผัสความรู้สึก ก็จะมีคราบเปื้อนเหล่านี้เข้าไปเจือปน ความสดใสที่ควรจะมี จึงมีได้ไม่เต็มที่

    ทำไมเราจึงปล่อยให้ใจเป็น "ถังขยะ" ล่ะ! น่าคิดทีเดียว...

    คำตอบก็คือ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอก ว่าเราแอบทิ้งขยะลงไปในใจของเราเอง หรือมีใครทิ้งขยะลงมาในหัวใจเราบ้าง ถ้าเราไม่หมั่นสำรวจ บางทีเราอาจมีขยะรกเรื้อในหัวใจอยู่มากมายเลยก็ได้

    อะไรบ้าง ที่เป็นขยะหัวใจ


    1. ความไม่พอใจ

    มีหลายเรื่องเลยนะ ในชีวิต ที่เราไม่พึงพอใจ ถ้าจะแบ่งให้กว้างที่สุดเพื่อให้เห็นภาพ สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือไม่พอใจคนอื่น กับไม่พอใจตัวเอง

    ไม่ พอใจคนอื่นเกิดได้มากกว่าความไม่พอใจในตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน ย่อมรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ย่อมโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเอง ย่อมเห็นความผิดของคนอื่นได้ก่อน และเห็นได้ชัดกว่าความผิดของตัวเอง

    ยกเว้นในรายที่สภาพจิตใจไม่ปกติ คือเป็นโรคโทษตัวเอง อย่างนั้นอยู่ในข่าย "ป่วย" อย่างชัดเจน ต้องได้รับการบำบัดรักษาจึงจะหาย

    ขณะเดียวกันเราต่างก็รู้ว่าในโลกใบนี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีเกิน มีขาด จนกว่าจะค่อยๆปรับปรุงพัฒนาให้มีความพอดีได้ จึงจะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ฉะนั้น เราควรมองด้านดีของกันและกันให้มากกว่าด้านที่บกพร่อง แต่ไม่ใช่ไม่เห็นความบกพร่องของกันและกัน เพียงแต่เลือกที่จะไม่หยิบมันขึ้นมาย้ำ ขึ้นมาซ้ำ หรือมาทำให้ตัวเองดูดีกว่าหรือมีดีกว่า

    ถ้าเราเริ่มจากมองด้านดีของกันและกันแล้ว ความพึงพอใจและความนับถือในกันและกันก็จะเกิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์กว่าการจับผิดกัน แล้วนำไปสู่ความไม่พอใจ

    2. ความผิดหวัง

    ความหวังควรจะเป็น "ดอกไม้" มากกว่า "ขยะ"

    แต่ ที่มันต้องกลายเป็นขยะ ก็เพราะเรื่องหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ควรหวัง เนื่องจากเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ หวังเกินจริง หวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

    2 สิ่งที่ไม่ควรตั้งความหวังไว้สูงนัก คือหวังว่าเรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคนในอดีตจะย้อนกลับมา กับหวังว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เราวาดหวังเสียทุกประการ

    อดีตเป็นสิ่งที่ยากจะเรียกหาให้ย้อนกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม ดีที่สุดคือใช้อดีตเป็นบทเรียน ให้สติ ให้เราเรียนรู้ทั้งโอกาสและความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้วันนี้และวันข้างหน้า ดีกว่าอดีตที่เคยเป็น

    ส่วนอนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถบังคับบงการให้เป็นไปตามความหวังของเราได้เสียทั้งหมด แต่พอจะคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร

    กระนั้นก็ตาม หากไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ ก็อย่าได้ทุกข์ร้อนเสียใจ และปล่อยความคาดหวังบนความไม่แน่นอนแบบนี้ให้เป็นขยะรกอารมณ์

    3. ความอิจฉาริษยา
    ขยะอย่างหนึ่งที่รกใจคนที่สุด ก็คือความอิจฉาริษยาคนอื่น โดยไม่ทันเฉลียวใจว่า ทุกครั้งที่เราอิจฉาริษยาใครก็ตาม ความนับถือตัวเองของเราก็เสื่อมถอยลงไปด้วย เพราะการจะรู้สึกอิจฉาหรือริษยาใครนั้น ย่อมมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกว่าเขาดีหรือได้ดีกว่าเรา เราจึงอิจฉาเขาเป็นพัลวัน

    จงหยุดอิจฉา แล้วมองให้เห็นว่า การที่คนอื่นได้ดีหรือมีดีกว่าเรานั้น เป็นสิ่งที่น่ายินดี ควรยินดีกับเขา และปรับเปลี่ยนโน้มน้าวตัวเองให้ทวีความดีดั่งที่เขามีจนเราอิจฉา

    หลายครั้งเราคิดไปเอง ว่ามีคนที่มีเงินมากกว่าเรา มีชื่อเสียงมากกว่าเรา มีโอกาสดีๆมากกว่าเรานั้น น่าอิจฉา เพราะคิดเอาว่าเขาคงจะมีความสุข โปรดรู้ว่าสิ่งนี้ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะความสุขเป็นเรื่องของความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง

    เงินทองไม่ใช่เครื่องวัด ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่ใช่เครื่องวัด เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีดี และมีสุขในตัวเองอย่างเสมอหน้ากัน แต่ความสุขนั้น อยู่ที่ขีดของความพึงพอใจ ซึ่งทุกคนควรจะตั้งไว้ให้พอเหมาะพอดีกับตัวเอง

    4. ความยึดมั่นถือมั่น

    ขยะที่เพิ่มพูนความรกเรื้อรุงรังให้ใจได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งคือ ความยึดมั่นถือมั่น คิดว่านั่นก็คนของฉัน นี่ก็บ้านของฉัน รถของฉัน คนรักของฉัน ตำแหน่งของฉัน ฯลฯ จนไม่สามารถปล่อยวาง "สิ่งนอกตัว" เหล่านั้นลงได้

    ส่วนใหญ่จะพบว่า จิตจะปรุงแต่งไปเอง ว่าสิ่งนี้ฉันรัก สิ่งนี้ฉันเป็นเจ้าของ ใครก็เอาไปจากฉันไม่ได้ พอไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ผูกพันหน่วงเหนี่ยว ยังคงเสียดาย เสียใจ และปรุงแต่งจิตเพิ่มเข้าไปว่าฉันนี้แสนทุกข์ระทม

    ลองยอมรับความจริงดูบ้างไหม ว่าอะไรไนโลกนี้ก็ไม่ใช่ของเราอย่างถาวรทั้งสิ้น แม้กระทั่งร่างกายของเรานี้ แท้ก็เป็นแค่ของยืมมา ใช้ได้ชาตินี้ชาติเดียว เดี๋ยวก็เสื่อม ก็แก่ ก็ป่วย ก็ตาย ต้องคืนร่างกายสังขารนี้สู่สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ เน่าเปื่อยผุพังไป สิ้นความสวยความหล่อ ตลอดจนลาภ ยศ สรรเสริญทั้งปวง

    5. ความกลัว

    ใจหลายคนรุงรังไปด้วยความกลัว กลัวเขาจะไม่รัก กลัวเงินจะหมด กลัวฝนจะตก กลัวนายจ้างจะเลิกจ้าง กลัวเพื่อนร่วมงานจะได้ดีกว่า กลัวไม่ก้าวหน้า ไม่ได้โบนัส ฯลฯ

    กลัวไปทำไม เรื่องบางเรื่องเราตัดสินเองไม่ได้ อยู่นอกเหนือจากการควบคุม ซึ่งกลัวไปก็เท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิด บางเรื่องแทบไม่มีวันมาถึงชีวิต ก็กลัวล่วงหน้า กลัวจนประสาทเสีย

    บางคนกลัวอดีตของตนจะถูกขุดคุ้ย กลัวความลับแตก เช่นนี้ก็ควรจะระมัดระวังทุกสิ่งที่จะกระทำ ทำให้ถูก ทำให้ดี ย่อมไม่มีใครขุดคุ้ย โจมตี หรือตรวจสอบให้ได้อาย

    จงพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกคนและทุกสิ่ง ในชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งต้องเริ่มจากการทำแต่สิ่งที่ดี โปร่งใส ไม่เป็นแผลติดตัวที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น และจงขจัดความกลัวออกไปจากใจ เพื่อให้เกิดความั่นใจที่จะใช้ชีวิตของเราให้สมศักดิ์ศรี เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้ชีวิตนี้ดีกว่าเดิม

    6. ความอยาก

    นับเป็นขยะที่สร้างรอยเปื้อนรอยหม่นให้แก่ใจคนได้อย่างดีเยี่ยม

    คนเราช่างมีความอยากมากเกินจะตอบสนองได้

    อยากกิน อยากได้ อยากมี อยากรู้อยากเห็น อยากสวย อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ อยากรวย อยากชนะ อยากผอม อยากหิ้วแบรนด์เนม อยากเป็นดารา อยากเป็นนักร้อง อยากมีสามี อยากมีภรรยา ฯลฯ

    ลดความอยากลงมาเสียบ้าง แล้วอิ่มเอมใจกับสิ่งที่มีอยู่ให้หมดเสียก่อน อิ่มเอมใจที่มีสามีภรรยาคนนี้ อิ่มเอมใจที่มีลูกที่ดีที่น่ารัก อิ่มเอมใจที่มีบ้าน ห้อง หรือแม้กระทั่งกระท่อมโกโรโกโส เพราะมันเป็นของเรา เป็นของเราจริงๆ เป็นสิ่งที่อยู่กับเรา ให้กับเรามาโดยตลอด

    ความอยากชักพาให้ใจเร่าร้อน ดิ้นรน ไม่พึงพอใจในตน และอิจฉาริษยาคนอื่น

    ความอยากชักนำให้เกิดความฝันเฟื่อง คิดแต่เรื่องที่ไม่ง่ายที่จะเกิด แล้ววิ่งไล่ล่าจนเหนื่อย หมดแรง แล้วก็นอนทุกข์ใจ

    จง "อยาก" ให้พอดีกับกำลังกาย กำลังทุน และกำลังสติปัญญาของตัวเอง อย่าอยากจนเกินกำลัง เพราะจะทำให้สิ้นกำลังได้ง่าย แล้วกลายเป็นคนพ่ายแพ้ อ่อนแอ หมดสิ้นความทะเยอทะยานอยากในชีวิต

    ความทะเยอทะยานอยากเหมือนรถ แต่ใจเราคือคนขับ รถแล่นด้วยความเร็วกำลังดี เราก็ได้ประโยชน์ จอดอยู่เฉยๆ ก็นิ่งอยู่กับที่ แต่หากแล่นฉิวจนเกินควบคุม ก็อันตรายกับชีวิต ฉะนั้น ใจต้องเป็นนายของความทะเยอทะยานอยากโดยควบคุมได้




    ทำอย่างไรให้ใจสะอาด

    เริ่มจากปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง อย่ายึดติดยึดถือให้มากนัก แล้วอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่อยู่กับเรา เป็นของเรา ย่อมอยู่กับปัจจุบันของเราด้วย นั่นคือสิ่งจริงแท้แน่นอน

    การ ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง เท่ากับการเทขยะทิ้ง

    การอยู่กับปัจจุบัน เท่ากับการปิดฝาถังขยะ ไม่เปิดรับขยะใหม่ ให้ใจต้องสกปรกรกรุงรังอีก เพื่อมีเวลาทำความสะอาดหัวใจให้ผ่องใส เบิกบาน

    ใจ...แท้จริงผ่องใสด้วยตัวของมันเอง แต่คนที่เป็นเจ้าของหัวใจต่างหาก ที่ชักนำสิ่งต่างๆ มาปะพอก จนใจนั้นหมดสภาพ

    ฟื้นหัวใจให้กลับไปผ่องใสดังเดิมกันเถิด ปัดฝุ่นและคราบเขม่าทั้งหลาย แล้วเปิดทางให้หัวใจได้หายใจ เต้น และรู้สึกด้วยตัวของมันเอง

    อย่าไปบงการหัวใจมาก...เพราะแทนที่จะเป็น "หัวใจ" มันจะกลายเป็น "ถังขยะ" แทน จริงไหมครับ





    ที่มา : หนังสืออีกนิดหนึ่ง ก็ถึงความสุข
    โดย : จิตกร บุษบา
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ญา ทิวาราช; 08-04-2010 at 19:01.

  2. #2
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์
    วันที่สมัคร
    Dec 2009
    กระทู้
    200
    ขอบคุณค่ะสำหรับข้อคิดต่างๆที่ให้มาแต่หาประเด็นของตัวเองไม่เจอเลย
    1 ไม่อยากได้อะไรเกินตัว แต่ก็อย่ามาเบียดเบียนในส่วนที่เป็นของเรา มีข้อคิดไหมคะ
    2.ทำไม องกรณ์ การทำงานแบ่งกฎหมู่ เยอะจัง ความเสมอภาคไม่มีเลย ไม่ใช่อยากทำความดีให้ใครเห็น แต่เรื่องแค่นี้มองข้าม หากทำดีต่อไปคงสูญเปล่าหรือรันแต่จะมีความผิดเพิ่ม ควรทำยังไงคะ
    3.เราอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่างในองค์กรณ์ เพราะมันมีตัวอย่างแล้วว่า ความสามัคคี และกล้าเปลี่ยนแปลงพัฒนาเท่านั้น องกรณ์จะเติบโต อย่ีางต่อเนื่อง ทำไมว่าเรากะด้างกะเดื่อง ไม่เข้าใจ?? เฮ้อออ
    หรือเราควรเดินไปข้างหน้าเพื่อให้รู้ว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรเลวร้ายเกินใจเราใช่ใหมคะ

  3. #3
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
    ขวัญใจบ้านมหา 2012
    สัญลักษณ์ของ สาวมุก
    วันที่สมัคร
    Mar 2010
    ที่อยู่
    มุกดาหาร
    กระทู้
    683
    ขยะในใจเกิดขึ้นได้จากตัวเราเองทั้งสิ้น ไม่มีใครเขาเอามาทิ้งหรอก นอกจากตัวเราจะไปเก็บมันมาเอง แต่บางคนรู้ทั้งรู้ว่าถ้าเก็บมันไว้ มันจะทำให้ใจร้อนรน แต่ก็ยังเก็บ
    รู้ว่าทำอะไรอยู่ คิดอะไรอยู่ แต่ก็ยังทำ ยังคิด
    เพราะคนเรายังมีกิเลศ ดังนั้น คนเราทุกคนจึง มีขยะ มากน้อย แตกต่างกันไป

  4. #4
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ ญา ทิวาราช
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    838
    บล็อก
    17

    ดวงดาว The Star จัดให้.........

    จัดให้......... กระทู้ต้นฉบับโดยคุณ orathai จัดให้.........
    ขอบคุณค่ะสำหรับข้อคิดต่างๆที่ให้มาแต่หาประเด็นของตัวเองไม่เจอเลย
    1 ไม่อยากได้อะไรเกินตัว แต่ก็อย่ามาเบียดเบียนในส่วนที่เป็นของเรา มีข้อคิดไหมคะ
    2.ทำไม องกรณ์ การทำงานแบ่งกฎหมู่ เยอะจัง ความเสมอภาคไม่มีเลย ไม่ใช่อยากทำความดีให้ใครเห็น แต่เรื่องแค่นี้มองข้าม หากทำดีต่อไปคงสูญเปล่าหรือรันแต่จะมีความผิดเพิ่ม ควรทำยังไงคะ
    3.เราอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่างในองค์กรณ์ เพราะมันมีตัวอย่างแล้วว่า ความสามัคคี และกล้าเปลี่ยนแปลงพัฒนาเท่านั้น องกรณ์จะเติบโต อย่ีางต่อเนื่อง ทำไมว่าเรากะด้างกะเดื่อง ไม่เข้าใจจัดให้.........?? เฮ้อออ
    หรือเราควรเดินไปข้างหน้าเพื่อให้รู้ว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรเลวร้ายเกินใจเราใช่ใหมคะ


    ถามมา-ตอบไป



    1. การที่คนอื่นได้ดีหรือมีดีกว่าเรานั้น เป็นสิ่งที่น่ายินดี ควรยินดีกับเขา และปรับเปลี่ยนโน้มน้าวตัวเองให้ทวีความดีดั่งที่เขามีจนเราอิจฉา ดีที่สุดคือใช้อดีตเป็นบทเรียน ให้สติ ให้เราเรียนรู้ทั้งโอกาสและความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้วันนี้และวันข้างหน้า ดีกว่าอดีตที่เคยเป็น

    2-3 .จุดเริ่มต้น สู่กระบวนการค้นหาความสำเร็จของชีวิต ท่านกลางสภาวะการที่วิกฤติของสังคม เมื่อความสำเร็จถูกแทนค่าด้วยเงินตรา แม้จะแตกต่างกันด้วย "ทุนชีวิต" แต่ทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่หลักชัย จนหลายคนลืมใส่ใจถึงกระบวนทัศน์ในการได้มาซึ่งความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้ท้ายที่สุดคือ ชีวิตที่ขาดสมดุล แล้วเราจะปกป้องความฝันและแรงปรารถนาเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร โดยไม่ให้ชีวิตต้องพร่องขาด
    ให้ความสำคัญกับการทำงานด้วยข้อเท็จจริง โดยไม่กล่าวอวดอ้างในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พร้อมทั้งนำเสนอและแบ่งปันการเรียนรู้และพัฒนาต่อกัน ที่สำคัญ เราจะดูแลผลประโยชน์ของหุ้นส่วนทางธุรกิจ ด้วยเกียรติของเราอย่างตรงไปตรงมาที่สำคัญที่สุด ทุกชีวิตมีทางเลือก แต่ใช่ว่าทุกคนจะเลือกทางที่ถูกต้อง การมีวิสัยทัศน์อันทรงคุณค่าของชีวิต คือ การค้นพบภูมิคุ้มกันแห่งความสำเร็จของชีวิตที่แท้จริงนั่นเอง



    ภายใต้สภาวะการของชีวิตที่ต่างต้องแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราเรียกว่าความสำเร็จ แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถก้าวไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดนั้นได้


    บ่อยครั้ง..ที่เราได้พบเห็นความไม่ทัดเทียมกันของชีวิต ทั้งฐานันดร รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ หรือต้นทุนทางความคิด ซึ่งแต่ละคนต่างพกพาทรัพยากรเหล่านี้มาอย่าไม่เท่าเทียมกัน แต่เหนืออื่นใดคือ ทุกคนต่างปรารถนา ที่จะก้าวไปให้ถึงซึ่ง ความสำเร็จของชีวิต



    แล้วอะไร...คือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความสำเร็จของชีวิตเหล่านั้น...?


    ข้อเท็จจริงที่เราต่างรับรู้คือ โอกาสแห่งความสำเร็จของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่าเทียมกัน แม้ว่าบางคนจะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ แต่ก็ไร้ผล ขณะที่อีกหลายคนก็มุ่งมั่นค้นหาจนขาด สมดุลของชีวิต ทั้งชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว และเวลาที่เหลือส่วนตัว


    เพราะเราวัดค่าและนิยามความสำเร็จด้วยเงินตรา หลายคนจึงมุ่งค้นหาจนละเลยจุดยืนแห่งความถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความเห็นแก่ตัวที่เริ่มพอกพูนมากขึ้นในสังคมโดยไม่คำนึงถึงวิธีการให้ได้มาซึ่งความสำเร็จและเงินทอง ต่างเชื่อว่า...ทางลัดสู่ความสำเร็จโดยไม่ต้องลงทุนด้วยความพากเพียร และปราศจากความมุ่งมั่นนั้นมีอยู่จริง...


    ด้วยเหตุนี้...เราจึงเห็นการตกเป็นเหยื่อของการหลอกล่อเพื่อฉกฉวยความสำเร็จและได้มาซึ่งเงินทองอย่างง่ายๆ เพิ่มมากขึ้นทุกวัน...ความปรารถนาอันรุนแรงนี้


    ทำให้หลายคนลืมสิ่งที่ถูกต้องและคล้อยตามผู้อื่น เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งที่รู้ว่าอาจเป็นเรื่องที่ขาดจิตสำนึก


    เพราะเรื่องที่ยากที่สุดในชีวิตคือ การเผชิญหน้าและอดทนต่อความมุ่งมั่นรวมถึงปัญหากับอุปสรรค ที่อยู่ตรงหน้าเพื่อความสำเร็จที่ถาวรของชีวิต สิ่งที่ท้าทายมนุษย์ทุกคนคือการไม่คิดออกหนกลู่นอกทาง นอกจากนั้น ต้องพยายามต่อสู้กับแรงยั่วยวนของทางลัดแบบผิดๆ ที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องพร้อมหมั่นเพียรเพื่อเรียนรู้และพัฒนา เพื่อสร้างฐานรากแห่งความแข็งแกร่งโดยยังสามารถคงความฝันจนไปถึงความสำเร็จในชีวิตได้

  5. #5
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ ระพินทร์
    วันที่สมัคร
    Apr 2009
    ที่อยู่
    thai
    กระทู้
    145
    กระทู้ต้นฉบับโดยคุณ orathai
    ขอบคุณค่ะสำหรับข้อคิดต่างๆที่ให้มาแต่หาประเด็นของตัวเองไม่เจอเลย
    1 ไม่อยากได้อะไรเกินตัว แต่ก็อย่ามาเบียดเบียนในส่วนที่เป็นของเรา มีข้อคิดไหมคะ
    2.ทำไม องกรณ์ การทำงานแบ่งกฎหมู่ เยอะจัง ความเสมอภาคไม่มีเลย ไม่ใช่อยากทำความดีให้ใครเห็น แต่เรื่องแค่นี้มองข้าม หากทำดีต่อไปคงสูญเปล่าหรือรันแต่จะมีความผิดเพิ่ม ควรทำยังไงคะ
    3.เราอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่างในองค์กรณ์ เพราะมันมีตัวอย่างแล้วว่า ความสามัคคี และกล้าเปลี่ยนแปลงพัฒนาเท่านั้น องกรณ์จะเติบโต อย่ีางต่อเนื่อง ทำไมว่าเรากะด้างกะเดื่อง ไม่เข้าใจ?? เฮ้อออ
    หรือเราควรเดินไปข้างหน้าเพื่อให้รู้ว่าทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรเลวร้ายเกินใจเราใช่ใหมคะ
    ขออนุญาตเพิ่มเติมนะครับ...
    เราสามารถเปลี่ยนองกรณ์ได้หากแต่ไม่รวดเร็วดังใจ ไม่มีใครอยากเป็นปลาตามน้ำหรอกครับ น้องก็ต้องทำให้เพื่อนร่วมงานเห็น แต่ไม่ใช่การบังคับให้เขายอมรับนะ ทำไปเรื่อยๆไม่ต้องเร่งหรือหวังผลระยะสั้นให้หวังผลในระยะยาว แล้วการร่วมมือของคนในองกรณ์ก็จะเกิดขึ้นจาก1..2.3..4....เพิ่มตามจำนวน ถ้าน้องซื้อใจเขาได้ยังไงการรวมตัวต้องมีแน่ครับผม...
    พี่อ่านดูน้องน่าจะค่อนข้างแรงนะครับ สมมุตินะ ลองเปลี่ยนจากคำว่า ส่งไอ้นี้..หรือหยิบนั้นให้หน่อย เป็นคำว่า รบกวน วานหรือช่วยหยิบให้เราหน่อยนะ น้องนะคนตรงแต่คำพูดเราไม่จำเป็นต้องตรงก็ได้นะครับ ขออนุญาตเจ้าของกระทู้เด้อครับผม
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ระพินทร์; 23-04-2010 at 13:33.

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •