กามา กฏุกา อาสีวิสูปมา เยสุ มุจฺฉิตา พาลา
เต ทีฆรตฺต์ นิรเย สมปฺปิตา หญฺญนฺเต ทุกฺขิตา


กามทั้งหลายเป็นของเผ็ดร้อน เหมือนงูพิษ เป็นที่คนโง่หมกมุ่น
เขาต้องแออัดทุกข์ยากอยู่ในนรกตลอดกาลนาน.

(สุเมธาเถรี) ขุ. เถรี. ๒๖/๔๙๙


คำว่า กาม แปลว่า ความใคร่ ความรัก ความชอบใจ โดยทั่วไปใช้เป็นคำกลางๆ เช่น ปุญฺญกามา ผู้ใคร่บุญ อนตฺถกามา ผู้ใคร่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่ในทางธรรมใช้ในทางที่ไม่ดี เช่น กามวิตก ความตรึกในทางกาม กามภพ ภพของสัตว์ผู้เสพกาม เป็นต้น แม้ในที่นี้ก็เหมือนกันใช้ในทางไม่ดี ๒ ประการ คือ

๑ . กิเลสกาม กิเลสเป็นเหตุใคร่ หมายเอาสิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว หมกมุ่นอยู่ในอารมณ์นั้นๆ เรียกว่าปริยุฏฐานกิเลส ซึ่งกลุ้มรุมอยู่ภายในก่อเกิดความเร่าร้อนทะยานอยากในอารมณ์ต่างๆได้แก่ ราคะ กำหนัดยินดีด้วยกามคุณ ๕ อันน่าชอบใจ โลภะ อยากได้ให้มากยิ่งๆขึ้นไปกว่าสิ่งที่ตนมีอยู่

๒ . วัตถุกาม พัสดุอันน่าใคร่ หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตใคร่หรือปรารถนา อันได้แก่ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ปรารถนา เมื่อตาได้เห็นรูปสวย หูได้ยินเสียงไพเราะ จมูกได้สูดกลิ่นหอม ลิ้นได้ลิ้มรสอร่อย ได้สัมผัสสิ่งที่นิ่มนวลชวนใคร่เมื่อได้สมปรารถนาก็พาเพลินลุ่มหลงหมกมุ่นในอารมณ์นั้น ครั้นไม่ได้ดังตั้งใจก็ดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ได้มาโดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบ

กามทั้งสองอย่างที่กล่าวมา ชื่อว่า เผ็ดร้อน เปรียบด้วยอสรพิษ เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้จิตใคร่ทะยานอยากไม่สิ้นสุด เมื่อสมปรารถนาก็ทำให้ทะยานอยากยิ่งๆขึ้นไป หากไม่สมปรารถนาก็เร่าร้อน กระวนกระวายใจ ถ้ามาสามารถอดกลั้นไว้ได้ก็เป็นเหตุประพฤติชั่วหยาบออกมาทางกายหรือวาจา ถึงเป็นเช่นนั้น พวกคนเขลาก็ยังพากันหลงใหลติดอยู่ในกามเหล่านั้น จึงเป็นเหตุให้ต้องพากันไปทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรกตลอดกาลนาน

เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาจึงสอนให้คลายความพอใจในกามคุณเสีย ละกามได้ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งมวล.