กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: อาณาจักรขอมโบราณ ตอนที่ 1

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    อาณาจักรขอมโบราณ ตอนที่ 1

    อาณาจักรขอมโบราณ ตอนที่ 1



    ตอน ศิลปะและสถาปัตยกรรมขอมโบราณ



    ศิลปแบบเขมร ( Histry of the Kamare Art style )


    ชนชาติขอม (เรียกเขมรในปัจจุบัน) เป็นบรรพบุรุษของชนชาติกัมพูชาในปัจจุบัน ในระยะหนึ่งชนชาติขอม (เรียกเขมรในปัจจุบัน) ได้เคยแผ่อำนาจเข้ามาในประเทศไทย ลาว และแถบปากแม่น้ำโขง



    อาณาจักรขอมโบราณ ตอนที่ 1




    ประวัติของอาณาจักรเขมรได้เริ่มต้นขึ้น ราวพุทธศตวรรษที่ 6 โดยเริ่มจากอาณาจักรชื่อ "ฟูนัน" (Funan) :ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของแหลมอินโดจีน


    อาณาจักรฟูนัน (Funan) มีเมืองหลวงตั้งอยู่แถบเมืองบาพนม ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน และต่อมาได้ขยายอาณาเขตไปยังแคว้นที่ชื่อเจนละ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเทศกัมพูชานั่นเอง โดยแคว้นเจนละได้เจริญขึ้นมาแทนอาณาจักรฟูนัน (Funan) ในเวลาต่อมา


    โดยศิลปะเขมรที่ได้มมีกาารค้นพบประติมมากรรมเริ่มต้นจากศิลปะแบบพนมดา ราวพุทธศตวรรษที่ 1100 หลังจากนั้นก็ได้มีการสืบทอดศิลปะอย่างต่อเนื่อง ถึงศิลปะแบบกุเลน ซึ่งเป็นช่วงหัวต่อระหว่างก่อนสร้างเมืองนคร และแบบเมืองนคร มาจนถึงศิลปะแบบนครวัด แบบบายน เจริญรุ่งเรืองสืบมา จนกระทั่ง ราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 อาณาจักรเขมรจึงได้เสื่อมลงในที่สุด


    ศิลปะแบบเขมร มีทั้งสถาปัตยกรรมที่ใช้วัตถุถาวร ใช้ไม้ และใช้วัตถุผสมทั้ง 2 ชนิด ปัจจุบันสถาปัตยกรรมที่ยังคงเหลือ คือสถาปัตยกรรมแบบที่สร้างด้วยอิฐและศิลา โดยส่วนใหญ่มักเป็นสถาปัตยกรรมแบบปราสาท หรือศาสนสถาน ทั้งแบบหลังเดียวและหลายหลัง


    การแบ่งศิลปะเขมรออกเป็นแบบต่าง ๆ ใช้การแบ่งตามความแตกต่างของศิลปะ โดยสามารถแบ่งแยกได้ทั้งหมด 15 แบบดังต่อไปนี้




    ศิลปะขอมในยุคต่างๆ



    1 ศิลปะแบบพนมดา (พ.ศ.1057-1143) ด้านสถาปัตยกรรม จะเป็นการสร้างปราสาทด้วยอิฐให้มีลักษณะเป็นคล้ายรูปทรงปิรามิด มีเฉพาะประติมากรรม แต่ไม่มีในทับหลัง

    2 ศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุก (พ.ศ.1150-1200) ทับหลัง ลักษณะรูปโค้ง มีพวงมาลัยห้อยและมีตัวมกรที่ส่วนปลายของพวงมาลัย ภายในรูปเหนือวงโค้งแล้วมีรูปคนโผล่ออกมา

    3 ศิลปะแบบไพรกเมง (พ.ศ.1180-1250) ทับหลัง มีลักษณะต่อเนื่องจากแบบโบว์ไพรกุก แต่ไม่มีตัวมกร บริเวณภายในที่เป็นรูปใบไม้ม้วน และเน้นลวดลายใบไม้และดอกไม้แทน มีปราสาทที่มีความสำคัญ ได้แก่ ปราสาทไพรกเมง ในประเทศไทยพบเห็นได้ที่วิหารอิฐ ปราสาทภูมิโพน จังหวัดสุรินทร์ และทับหลังที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพู อยู่ที่จังหวัดสระแก้ว

    4 ศิลปะแบบกำพงพระ (พ.ศ.1250-1350) เป็นศิลปะมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีลวดลายพรรณไม้ ลักษณะเป็นลายวงโค้งและปกคลุมไปด้วยใบไม้จนเหมือนพวงมาลัย และปลายทั้งสองก็จะม้วนออก

    5 ศิลปะแบบกุเลน (พ.ศ.1370-1420) อยู่ระหว่างยุคเก่าและยุคเมืองพระนคร จึงมีทับหลังที่มีลวดลายที่ดูแปลกใหม่ เพราะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจาม มีลักษณะเป็นรูปโค้งและวงรูปเหรียญที่มีลายพวงมาลัยกับลายก้านขด ส่วนบริเวณตรงกลางก็จะเป็นรูปสัตว์หรือมังกร ได้แก่ ปราสาทดัมไรยกรั๊บ ปราสาทอารักษ์ ตั้งอยู่ที่บริเวณเทือกเขาพนมกุเลน

    6 ศิลปะแบบพระโค (พ.ศ.1420-1440) ทับหลัง มีการแกะลายค่อนข้างลึก ลวยลายพวงมาลัยที่ม้วนออก ส่วนตอนปลายก็จะเป็นมกร นาค หรือลวดลายของใบไม้ ส่วนตรงกลางท่อนพวงมาลัยจะเป็นรูปสัตว์และเทวดา ได้แก่ ครุฑ หน้ากาล พระอินทร์ ศิลปะทับหลังยุคนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของชวาเข้ามาผสมด้วย ได้แก่ ลายหน้ากาล หรือเกียรติมุข ส่วนปลายท่อนของพวงมาลัยก็จะเป็นการสลักรูปของนาคหันหน้าออกจากกัน ได้แก่ ปราสาทพระโค ปราสาทโลเลย และยังได้มีการเริ่มนำหินทรายเข้ามาใช้ในการก่อสร้างปราสาท ได้แก่ ปราสาทบากองในประเทศไทยมีปราสาท ได้แก่ ปราสาทหินโนนกู่ ทับหลังของปราสาทพนมวัน อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา

    7 ศิลปะแบบบาแค็ง (พ.ศ.1436-1468) ในยุคนี้เริ่มมีการแกะสลักหินกันมากขึ้น เพื่อแสดงถึงการมีอำนาจ มีการใช้หินในการก่อสร้างปราสาท ตัวปราสาท มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และมักจะก่อสร้างอยู่บนยอดเขา ลักษณะของทับหลังจะเป็นท่อนพวงมาลัย ส่วนปลายจะม้วนออกให้เป็นลายใบไม้ บริเวณกลางท่อนพวงมาลัยจะมีการสลักเป็นรูปเทวดาในท่านั่งอยู่เหนือหน้ากาล หรือพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หรือพระวิษณุทรงครุฑ ได้แก่ ปราสาทพนมกรอม ปราสาทบาแค็ง ปราสาทพนมบก ประเทศไทย พบเห็นได้ที่ ปราสาทหินเมืองแขก และทับหลังของปราสาทพนมวัน นครราชสีมา

    8 ศิลปะแบบเกาะแกร์ (พ.ศ.1465-1490) สถาปัตยกรรมแบบเกาะแกร์ ส่วนมากจะมีขนาดรูปทรงที่ใหญ่โต ส่วนทับหลังจะมีภาพในแบบของบาแค็ง บริเวณตรงกลางจะสลักให้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา อาทิ รูปพระกฤษณะฆ่าพระยากงส์ และรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พบได้ที่ กลุ่มปราสาทเกาะแกร์ ปราสาทกระวัน ในประเทศไทยพบได้ที่ ปราสาทสังข์ศิลปชัย จังหวัดสุรินทร์

    9 ศิลปะแบบแปรรูป (พ.ศ.1487-1510) ส่วนใหญ่เป็นการเลียนแบบศิลปะแบบพระโคและบาแค็ง แต่จะไม่ค่อยมีความละเอียด อ่อนช้อย ได้แก่ ปราสาทบ๊าตจุม ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก ในประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปรางค์แขก จังหวัดลพบุรี ปราสาทหินบ้านเมืองเก่า จังหวัดชัยภูมิ

    10 ศิลปะแบบบันทายสรี (พ.ศ.1510-1543) ทับหลังมีลวดลายละเอียด อ่อนช้อย และสลักรูปดอกไม้เลื้อยออกจากก้าน ตรงท่อนพวงมาลัย จะมีรูปสัตว์ ได้แก่ ครุฑ หน้ากาล หรือช้าง ออกมาคั่น

    11 ศิลปะแบบคลัง (พ.ศ.1508-1553) ทับหลัง มีลวดลายคล้ายศิลปะแบบบันทายสรี สลักรูปหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยที่ออกมาจากปาก แล้วใช้มือมายึดที่พวงมาลัยเอาไว้ ได้แก่ ปราสาทตาแก้ว ประเทศไทย พบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ วัดโพธิ์น้อย และปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์

    12 ศิลปะแบบบาปวน (พ.ศ.1553-1623) ทับหลัง มีลักษณะเป็นการเล่าเรื่อง โดยมีภาพบุคคลเป็นส่วนใหญ่ มีรูปของหน้าสัตว์ประหลาดโดยการผสมผสานรวมกับเทวดาที่นั่งอยู่ภายในซุ้ม หรือบางภาพอาจเป็นการเล่าเรื่องของ กฤษณาวตาร ได้แก่ ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทบาปวน ประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทพนมรุ้งจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทบ้านพลวงและปราสาทเหมือนธม จังหวัดจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทสด็อกก็อกธม จังหวัดสระแก้ว ปราสาทหนองกู่ จังหวัดร้อยเอ็ด ปราสาทวัดภู(ประเทศลาว)

    13 ศิลปะแบบนครวัด (พ.ศ.1650-1718) ศิลปะนครวัด ส่วนใหญ่จะเป็นรูปภาพของการเล่าเรื่องราว แต่จะไม่มีลวดลายของพรรณไม้ บริเวณตรงกลางภาพจะมีขนาดเล็กและมีรูปสัตว์ใหญ่ๆได้แก่ หงส์ นาค ใช้แทนที่ลายหน้ากาล ได้แก่ ปราสาทบึงมาลา ปราสาทนครวัด ปราสาทเจ้าสายเทวดา ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทพนมจิสอ ประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปราสาทปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ และปราสาทหินพิมาน จังหวัดนครราชสีมา

    14 ศิลปะแบบบายน (พ.ศ.1720-1780) ศิลปะแบบนี้มีลักษณะที่พิเศษ ได้แก่ มีภาพจำหลักที่ส่วนมากจะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ภาพของชีวิตทั่วๆไป ได้แก่ ปราสาทนาคพัน ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทบายน ปราสาทฉมาร์ ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทตาสม และปราสาทตาเนี๊ยะ ประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปราสาทตาเหมือน จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทโคกปราสาท จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ปราสาทปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี กำแพงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี พระปรางค์วัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี พระปรางค์วัดพระพายหลวง จังหวัด

    15 ยุคหลังเมืองพระนคร ความคิดของการสร้างศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่โตและปราสาทหินก็ได้เสื่อมไป อีกทั้ง แรงงาน และแหล่งหินก็เริ่มหมด ปราสาทหินหลังสุดท้ายที่ได้มีการสร้าง ได้แก่ ปราสาทต็บตะวันออก หรือปราสาทมังคลาธา ได้ก่อสร้างไว้ใน พ.ศ.1838 ในช่วงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8



    อาณาจักรขอมโบราณ ตอนที่ 1





    จาก
    http://discoverythailand.tripod.com/
    http://www.oceansmile.com/
    http://www.bloggang.com/
    http://contacshop.tripod.com/
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 13-05-2010 at 12:06.


  2. #2
    Banned

    วันที่สมัคร
    Jul 2008
    ที่อยู่
    Oil Field เพชรบูรณ์/กำแพงแสน
    กระทู้
    524

    เกิดขึ้นแล้วดับไป

    สุดยอด ทุกอย่างมีเกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน หมุนเวียนกันไปตามกาล... มีแต่ความดีที่พอมีเหลือให้จดจำและกล่าวขานกันไม่รู้ลืม....

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •