กำลังแสดงผล 1 ถึง 7 จากทั้งหมด 7

หัวข้อ: มองอารยะธรรมในอินเดีย

  1. #1
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 1




    อินเดีย..ต้นธารแห่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่หลั่งไหลไปสู่ดินแดนต่างๆ ทั่วเอเชีย ร่วมติดตามค้นหารากเหง้าแห่งความเป็นภรตวรรษ ศูนย์กลางการก่อเกิดศาสนา ภาษา ศิลปะ และวัฒนธรรมหลายหลาก อันนำมาซึ่งวิถีที่แตกต่างของผู้คนนานาเชื้อชาติบนผืนแผ่นดินเดียว



    มองอารยะธรรมในอินเดีย



    จากการศึกษาได้พบว่า ในระยะก่อนจะถึงสมัยของพุทธศาสนานั้น แม้อาณาจักรและแคว้นต่างๆ ทั้งใหญ่น้อยในอินเดียตอนเหนือจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย


    แต่บุคคลรุ่นหลังก็ยังรู้ความเป็นมานั้นๆได้ตลอด
    ไม่จากตำนานก็จากพระคัมภีร์ต่างๆ
    หรือแม้แต่จากพุทธประวัติ


    แต่...จากการศึกษา พบว่าดินแดนทางใต้ ที่ยื่นล้ำเป็นรูปสามเหลี่ยมใหญ่โตไปในคาบสมุทรอินเดียนั้น เต็มไปด้วยอาณาจักรน้อยใหญ่


    กลับพบว่าไม่มีประวัติความเป็นมาและเป็นไปให้รู้กันแน่ชัด ว่าปวงชนที่ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ ณ ดินแดนที่เรียกว่าอินเดียตอนใต้ในปัจจุบัน ตั้งแต่ครั้งโบราณเป็นผู้ที่อพยพมาจากทางใดและนำเอาอารยธรรมมาสู่ดินแดนนี้จากที่ใด


    นักโบราณคดีได้แต่สันนิษฐานว่า


    พวกอารยันบางพวกที่อพยพมาพร้อมๆกันกับพวกที่เข้ารุกรานอินเดียตอนเหนือนั่นเอง ได้แยกทางและอพยพลงมาสู่ทางตอนใต้ จนในที่สุดก็ข้าม ภูเขาวินธัย (Vindhya) แล้วเดินทางข้าม แม่น้ำนาร์บาดา (Narbada) และเทือกเขาสัตปุระเข้ามาสู่ ที่ราบสูงเดคคาน (Deccan plateau) ที่อยู่บริเวณต้น แม่น้ำโคธาวารี (Codavari) และ แม่น้ำกฤษณา (Krishna) ปะปนกับพลเมืองดั้งเดิมของพื้นที่ โดยยึดเอาการบูชาเทพเจ้าที่พวกเขาเคารพเป็นหลัก


    ต่อมานักเดินเรือชาวฟินิเซี่ยน และอาหรับที่กล้าเดินเรือมาค้าขายกับดินแดนชมพูทวีปตอนล่าง ก็ได้นำเอาวัฒนธรรมที่มีรูปแบบแปลกใหม่มาปะปนกับอารยธรรมดั้งเดิม เกิดเป็นอารยธรรมอย่างใหม่ดังที่ได้เห็นกันอยู่แม้ในปัจจุบัน


    ซึ่งได้ซึมซับความผิดแผกแตกต่างไปจากชนในดินแดนตอนเหนือ


    อินเดียตอนใต้นี้ในภายหลังแม้พระเจ้าอโศกมหาราชผู้เกรียงไกร ก็ไม่อาจยกทัพมากวาดล้างได้


    และเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในครั้งกระโน้น กลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำคงคาในดินแดนตอนเหนือได้อาศัยการเอ่อท้นของน้ำในฤดูใบไม้ผลิเป็นประโยชน์ในการกสิกรรม


    แต่ในที่ราบสูงเดคคานอันกว้างใหญ่ของอินเดียตอนใต้ กลุ่มชนกลับได้อาศัยลมมรสุมพัดพาเอาฝนเข้ามาสู่ที่ราบ ทำให้ดินอันแข็งดุจหินกลับกลายเป็นโคลนเหลวเหมาะแก่การเพาะปลูก ทำให้เกิดมีเทศกาลของตนเองขึ้นเพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเพาะปลูกของปี เป็นดังนี้มากว่า 2 พันปีแล้วค่ะ



    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย




    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    แนวภูเขาวินธัย




    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย

    แม่น้ำนาร์บาดาปัจจุบัน



    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย


    มองอารยะธรรมในอินเดีย

    ที่ราบสูงเดคคานปัจจุบัน




    จาก หนังสือต่วยตูน


    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 24-08-2010 at 02:13.

  2. #2
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 2

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 2




    ครั้นต่อมา เมื่อ สกุลจันทวงศ์ ในอินเดียตอนเหนือ

    เกิดความวุ่นวายแยกกันเป็นสกุล ยาทพ และ โปรพ โดยกษัตริย์ยาทพปกครองดินแดนเล็กๆอยู่ที่ริมแม่น้ำยมนา

    แต่เชื้อสาย โปรพ นั้น เกิดแตกแยกเป็น 2 ราชวงศ์ คือ

    - ราชวงศ์ ปาณฑพ ปกครอง หัสดินปุระ กับพวก
    - ราชวงศ์โกรพ ปกครอง นครอินทรปรัสก อยู่ที่ริมแม่น้ำยมนา

    ทั้งสองวงศ์นี้เกิดแย่งชิงความเป็นใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดการรบพุ่งกันเองที่เรียกว่า มหภารตยุทธ (Mahabharata) ซึ่งมีผู้เอามาแต่งเป็นกาพย์หรือ Epic ชั้นเยี่ยมเรื่องหนึ่งของโลกนั่นเอง



    มองอารยะธรรมในอินเดีย 2

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 2

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 2

    มหภารตยุทธ (Mahabharata)





    จาก หนังสือต่วยตูน



  3. #3
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3




    ราชวงศ์ปาณฑพ


    ราชวงศ์ปาณฑพได้รุกรบลงมายังภาคใต้ และสถาปนาตนเป็นใหญ่ขึ้นเป็นราชวงศ์แรก

    หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนราชวงศ์เป็นราชวงศ์ โจฬะ และ จีระ แต่ก็ครองอำนาจอยู่ไม่นาน


    ในที่สุดก็มีการเปลี่ยนราชวงศ์เป็นราชวงศ์ ปัลลวะ ตั้งแต่ตอนต้นพุทธกาลราชวงศ์นี้เป็นใหญ่อยู่ในอินเดีย ในเวลาต่อมาอีกหลายร้อยปี



    การครอบครองดินแดนทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งในปัจจุบัน

    คือ


    - รัฐอันตระประเทศ (Andhrapradesh)


    - การนานตกะ (Karnataka) หรือ รัฐไมซอร์ (Mysore) ในปัจจุบัน รัฐเคราลา (Kerala) ตอนบน


    - ส่วนเหนือของ รัฐมัทราส (Madas) หรือ ทมิฬนาดู (Tamilnadu)

    - ตอนใต้ของ แคว้นมหาราชตรา ในปัจจุบัน



    แต่เหตุการณ์นี้นั้นมิใช่ว่าราชวงศ์ ปัลลวะ จะครองอำนาจได้ตลอดดินแดนทางภาคใต้ของอินเดียเลยนะคะ จะพบว่าในบางยุคก็กลับมีแคว้นเล็กๆ บางแคว้นแข็งเมืองขึ้นมาได้เหมือนกัน หรือแม้แต่ตอนปลายสุดของคาบสมุทรอินเดีย คือ รัฐทมิฬนาดู และ รัฐเคราลา ก็ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของราชวงศ์ปัลลวะ ซึ่งตั้งราชธานีอยู่ที่ เมืองมัลวาร์ (Malvar) หรือปัลลวะอยู่ตลอดเวลา


    ถึงกระนั้นกษัตริย์บางพระองค์ของราชวงศ์นี้ก็ยังทรงอานุภาพมากในราวศตวรรษที่ 6 ถึงศตวรรษที่ 7 กษัตริย์ซึ่งทรงพระนามว่า นรสิงห์-วารมันกานจี (ค.ศ.630-668) สามารถปราบปราม แคว้นจาลุกย์ ลงได้เมื่อราว ค.ศ.640 ทำให้อาณาจักรปัลลวะมีอำนาจสูงมาก


    ทั้งหมดนี้ ทำให้เราทราบว่าในอินเดียตอนใต้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ถึง 6 มีแคว้นเล็กแคว้นน้อยอยู่มากมาย


    ทำให้นักโบราณคดีต้องคลำประวัติของอาณาจักรในอินเดียตอนใต้กันให้วุ่น เพราะบางทีก็มีโบราณสถานมาโผล่ให้เห็นโดยไม่รู้ว่าใครมาสร้างไว้


    อย่างเช่นหมู่โบราณสถานที่เรียกว่า มามัลละปุรัม และ มหาบาลีปุรัม อันอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นเมืองท่าของอาณาจักรปัลลวะทางฝั่งทะเลตะวันออกใกล้ๆ


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3

    รัฐอันตระประเทศ (Andhrapradesh) ปัจจุบัน




    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3


    รัฐเคราลา (Kerala) ตอนบน




    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 3


    ทมิฬนาดู (Tamilnadu)





    จาก หนังสือต่วยตูน


    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย khonsurin; 03-06-2010 at 11:00.

  4. #4
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 4

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 4




    เมืองไมโรโปเร (Myropore) ซึ่งได้กลายเป็นที่หลบซ่อนของ กษัตริย์ราชสิงหะนรสิงห์วรมานันที่ 2 (ค.ศ.700-728)


    อันเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรปัลลวะ หลังจากอาณาจักรล่มสลายลง เพราะ อาณาจักรโจระ และ จาลุกย์ ร่วมมือกันต่อสู้และทำลายอาณาจักร ปัลลวะ ลง จนกษัตริย์ราชสิงหะต้องหลบมาอยู่ไกลถึงคนละฟากฝั่งของคาบสมุทรอินเดีย และมาสลักหมู่เทวสถานขนาดเล็กสำหรับบูชาพระเจ้าคือพระวิษณุไว้มากมายที่ริมทะเล


    ต่อมาได้ปรากฏว่ามีผู้ตามมาสลักคำสาปแช่งซ้ำไว้อีก หมู่โบราณสถานเหล่านี้นี่เองที่ขึ้นชื่อลือชาไปทั่วโลกในรูปแบบการสลักหิน สิ่งสลักเก่าแก่ที่สุดมีอายุราวศตวรรษที่ 3 คงเป็นเพราะอยู่ไกลและพ่ายแพ้ต่อการสู้รบหมู่เทวสถานจึงมีขนาดเล็กดังปรากฏอยู่ให้เห็นค่ะ



    มองอารยะธรรมในอินเดีย 4







    จาก หนังสือต่วยตูน



  5. #5
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 5

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 5



    ที่ประทับใจของบรรดานักสำรวจทั้งหลาย บริเวณดินแดนแห่งอินเดียตอนใต้ ถึงขนาดสำรวจแล้วได้พิมพ์เรื่องราวของอาณาจักรที่สำรวจพบขึ้นเป็นหนังสือเล่มใหญ่ทีเดียว คือเรื่องราวของ อาณาจักรวิจายะนคร (Vijayanagara)


    ซึ่งนักโบราณคดีอินเดียเองได้ลงมือสำรวจเมื่อ ค.ศ.1970 หลังจากที่ฝรั่งแอบไปทำการสำรวจจนเกลี้ยงเมืองแล้ว แต่บังเอิญมีศิลาสลักจมดินอยู่จึงพอจะทราบความเป็นมาของอาณาจักรอันใหญ่โตซึ่งมีสิ่งก่อสร้างที่งามแปลกตาซุกซ่อนอยู่ในป่าใกล้ เมืองฮอสเปต (Hospet) ใน รัฐไมซอร์


    บริเวณดินแดนที่มีชื่อในปัจจุบันนี้เรียกว่า หมู่บ้านฮามไป (Hampi)


    ซึ่งเป็นหมู่บ้านโบราณตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ซึ่งต่อมาได้เจริญจนสร้างเป็นเมืองขึ้นในศตวรรษที่ 8 โดยวิธีตามตำรา


    คือสร้างโบสถ์บูชาเทพเจ้าขึ้นก่อน ที่ริม แม่น้ำตันกภัทรา (Tungabhadra) เพื่อบูชาเทพเจ้าที่ชาวพื้นที่เดิมนับถือมากที่สุด คือ พระเทวีปัมปา (Pampa) ซึ่งเป็นมเหสีของ เทพเจ้าวิรุฬปักษ์ โลกบาลประจำทิศตะวันตกซึ่งอำนวยน้ำฝนให้พืชพันธุ์ธัญญาหารต่อพวกเขา


    ต่อจากนั้น บริเวณนี้ก็มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ มีกษัตริย์ปกครอง สร้างโบราณสถานที่ใหญ่โตงดงามและกำแพงเมืองขึ้นโดยรอบบริเวณนี้เจริญขึ้นจนถึงขีดสูงสุด มีเมืองขึ้นอยู่ในอาณาจักรถึงกว่า 30 เมืองและเจริญมาโดยสม่ำเสมอ แม้กาลเวลาจะล่วงไปจนถึงศตวรรษที่ 15


    ในสมัย กษัตริย์กฤษณเทพ (Krishnadeva) ค.ศ.1509-1529 เคยมีชาวยุโรปดั้นด้นเข้าไปดูแล้วกลับออกมาเล่าว่า เป็นนครที่งามสง่า ร่ำรวย แต่งกายด้วยอัญมณีมีค่า เทวสถานและพระราชวังล้วนประดับประดาด้วยทอง มีศิลปะและสถาปัตยกรรมอันงามแปลกตา


    ข่าวนี้ทำเอาผู้ที่ได้รับฟังหูผึ่งแต่ไม่สามารถจะดั้นด้นฝ่าป่าเข้าไปได้ จนในที่สุดในศตวรรษที่ 20 นี้เอง มีผู้ดั้นด้นเข้าไปจนถึงวิชัยนครจนได้คะ ทว่าไม่มีวิชัยนครอันเต็มไปด้วยผู้คนที่ร่ำรวยหรือปราสาทราชฐานอันมียอดหุ้มด้วยทองคำเหลืออยู่เลย ทั่วทั้งเมืองมีแต่ซากปรักหักพัง เหลือแต่สิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยหินรูปร่างแปลกแต่งดงาม ไม่มีแม้แต่เกล็ดของทองสักชิ้น!! เกิดอะไรขึ้นกับเมืองแห่งความร่ำรวยเช่นนี้หรือ?


    เรื่องราวของ วิชัยนคร นี้กลายเป็นเรื่องที่ดังที่สุดในอินเดียตอนใต้ มีการยกขบวนนักโบราณคดีเข้าไปขุดสำรวจอยู่หลายครั้งหลายครา พร้อมกับศึกษาจารึกทั้งหลายของนครที่มีผู้นำไปจากเมือง ในที่สุดก็รู้ว่าความลึกลับของเหตุการณ์ที่เกิดแก่นครนี้เป็นอย่างไร..


    สันนิษฐานว่า เหตุมาจากความร่ำรวยของอาณาจักรวิจายะนัคราหรือวิชัยนครนี่เอง ทำให้อาณาจักรมุสลิมทั้งหลายที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเดคคานอิจฉาอยากได้มาไว้ในครอบครอง เกิดการรบพุ่งกันอยู่เสมอจนถึงสมัย กษัตริย์อชยุตาเทพ (Achyutadeva) ขึ้นครองราชย์ อาณาจักรมุสลิม ที่อยู่ทางเหนือก็รวมกำลังกันเข้าได้ถึง 5 อาณาจักร ก็ยกเข้าตีวิชัยนครเมื่อ คศ.1564


    หลังจากต่อสู้กันอยู่ถึง 5 เดือน ในต้นปี ค.ศ.1565 ทัพของวิชัยนครก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ กองทัพมุสลิมที่กำลังฮึกเหิมรุกตามมาถึงกำแพงกรุงวิชัยนครและด้วยอำนาจของดินปืน กำแพงนครอันแข็งแกร่งมากกว่า 800 ปีก็พังพินาศลง



    มองอารยะธรรมในอินเดีย 5


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 5


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 5

    อาณาจักรวิจายะนคร Vijayanagara




    มองอารยะธรรมในอินเดีย 5

    เมืองฮอสเปต (Hospet)




  6. #6
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 6

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 6




    ไฟ ไฟ...พบว่า ...แสงไฟที่ลุกโชติช่วง ควันไฟที่ลอยค้าง เสียงโห่ฮึก และเสียงร้องเซ็งแซ่ของชาววิชัยนครยามที่เมืองแตกดังขรมไปทั่ว ทัพมุสลิมเข้าไปในเมืองทำลายสถานที่ เก็บทรัพย์ ฆ่าฟันและจับเชลย ทิ้งวิชัยนครให้เหลือแต่ซากหักพัง ปราศจากผู้คน กลายเป็นเมืองร้างอยู่กลางป่า จนในที่สุดชื่อและเรื่องราวของวิชัยนครก็หายสาบสูญไปจากประวัติอินเดียตอนใต้ถึงเกือบ 500 ปี


    ส่วนกษัตริย์อชยุตาเทพและชาวเมืองส่วนหนึ่งนั้นหนีไปได้ เดินทางไปตั้งอาณาจักรเล็กๆอยู่ ณ ปลายสุดของคาบสมุทร และสิ้นสุดวงศ์ลงในราวศตวรรษที่ 18


    ส่วนพวกปัลลวะ อันเป็นชาติดั้งเดิมชาติหนึ่งในอินเดียใต้นั้น หลังจากถูก อาณาจักรจาลุกย์ (Chalukyas) ปราบปรามลงได้ในศตวรรษที่ 7 แล้ว


    ราชวงศ์ปัลลวะก็เสื่อมลงเหลือแต่อำนาจขนาดเจ้าเมืองเท่านั้น ปกครองอาณาจักรมาจนถึงศตวรรษที่ 13 โดยเสื่อมความเจริญลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นแค่เมืองที่มีขุนนางธรรมดาปกครองเท่านั้น ในที่สุดพวกปัลลวะนี้ก็สูญหายไป



    มองอารยะธรรมในอินเดีย 6


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 6


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 6

    อาณาจักรจาลุกย์ Chalukyas



  7. #7
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 7

    มองอารยะธรรมในอินเดีย 7



    เมืองมัลเกตุของอาณาจักรจาลุกย์

    ส่วนอาณาจักรจาลุกย์นั้นก็ครองความเป็นใหญ่อยู่เหนือทุ่งราบเดคคานจาก ค.ศ.753 จนถึง ค.ศ.973 โดยมี เมืองมัลเกตุ (Malkhed) ซึ่งในปัจจุบันนี้คือ เมืองกัลบารกา (Gulbarga) เป็นเมืองหลวง ยังมีซากของเมืองโบราณสถาน โบสถ์ สระน้ำ ปรากฎให้เห็นอยู่ ณ เมืองดังกล่าวที่ห่างไปทางตะวันตกของ เมืองไฮเดอราบัด ราว 160 กม.คะ


    เรามาทัศนาเมืองหลวงขออาณาจักรจาลุกย์ของฮินดูโบราณแห่งสุดท้ายดูบ้างดีกว่าคะ..



    เมืองมัลเกตุของอาณาจักรจาลุกย์

    เมืองมัลเกตุของอาณาจักรจาลุกย์นั้น ตั้งอยู่กลางประเทศอินเดียพอดี อยู่ทางตอนเหนือของรัฐอันตระประเทศ ดังนั้นอาณาจักรนี้จึงสามารถแผ่อำนาจไปได้ทั้งภาคเหนือและใต้ของอินเดีย สิ่งก่อสร้างของอาณาจักรนี้เป็นแบบลูกผสม นัครา และ ดราวิท หรือ ทราวิท (Nagara & Dravida) ชื่อของเมืองอันเป็นประดุจเมืองหลวงในครั้งนั้นคือ บาดามี (Badami)


    เนื่องจากอาณาจักรนี้เป็นทางผ่านของการแพร่ขยายอำนาจทั้งของอาณาจักรทางตอนเหนือและใต้ อาณาจักรนี้ซึ่งบางทีก็เรียกว่า อาณาจักร การนาตกะ (Karnataka) เป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งยิ่ง โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 7 โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่บาดามีอยู่ราว 200 กว่าปี


    อาจเป็นเพราะชาวจาลุกย์ ต้องผจญกับการศึกษาสงครามอยู่เป็นประจำ จึงนิยมแกะสลักสถานที่สำคัญๆเป็นถ้ำเข้าไปในหินที่ต้องก่อต้องสร้าง ก็ตัดเอาหินมาสร้างอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะตัวนครบาดามีนั้น ขุดทำเป็นถ้ำและป้อมเข้าไปในหมู่ของภูเขาทีเดียว


    แม้แต่เทวสถานทั้งหลายก็ขุดเจาะกันเข้าไปในภูเขา ซึ่งนักโบราณคดีกล่าวว่ามีลักษณะงดงามและดีเป็นพิเศษ และว่าการแกะสลักที่ถ้ำการนาตกะและไกลาสนาถาที่เอลโรล่าในมหาราชตระ อาจเอาตัวอย่างไปจากถ้ำบาดามีนี้ นับว่าฝีมือของช่างสลักหินของเมืองจาลุกย์นี้ยอดเยี่ยมมากทีเดียวคะ


    ในโบสถ์ของเมืองจาลุกย์ สลักเรื่องราวที่มีอยู่ทั้งใน มหาภารตะ รามายณะ และ ปัญจะตันตระ (Panchatantra) ยิ่งโบสถ์พระศิวะในถ้ำสนาติคงจะได้ทำการสลักขึ้นในระยะที่ราชวงศ์มีอำนาจเต็มเปี่ยมทีเดียวคะ


    บรรดาโบสถ์วิหารหินทั้งหลายเหล่านี้ถูกสร้างเข้าในภูเขาทั้งลูก มีทั้งป้อมปราการ และสระเก็บน้ำเพราะใกล้ คุ้งน้ำกากินา (Kagina) ทำให้สามารถมองเห็นภูมิประเทศได้จากกำแพงทั้ง 2 ด้าน


    กำแพงยังทำระดับกำแพงทางผ่านไปในป้อมก็แสนจะคดเคี้ยว ภายในถ้ำที่มีถึง 3 ถ้ำนี้ มีเสาค้ำที่สลักขึ้นจากเนื้อหินด้วยลวดลายลูกผสมที่สวยงามประหลาด ระเบียงและผนังล้วนสลักภาพนูนสูงเป็นเรื่องราวของเทพเจ้า โดยเฉพาะในถ้ำใหญ่ที่มีรูปสลักพระวิษณุประทับนั่งบนบัลลังค์นาค กรทั้งสี่ถืออาวุธ งดงามที่สุด ส่วนหมู่เทวสถานนั้นก็เรียงรายสลับไปกับอาคาร ปรากฎให้เห็นเด่นบนภูเขาเดียวกับเทวสถานของพระวิษณุเช่นกัน นับว่างดงามแปลกตาด้วยศิลปะที่ไม่เหมือนใคร


    แต่อาณาจักรจาลุกย์ก็หาได้ยืนยงคงอยู่ได้ตลอดไปไม่


    เมื่อล่วงมาถึงสมัยมุสลิมเรืองอำนาจ อาณาจักรจาลุกย์ ก็ต้องถึงแก่กาลล่มสลายลงในที่สุดในราวศตวรรษที่ 10 บรรดาดินแดนของอินเดียภาคใต้ก็ถูกทำลายลงด้วยอานุภาพของราชวงศ์โมกุลร่วมกับอาณาจักรมุสลิมทั้งหลาย


    กาลเวลาไม่เคยหยุดคอยอารยธรรมความเจริญ
    เพราะมันย่อมกลืนเสียซึ่งทุกสิ่งแม้ตัวมันเอง
    ดังนั้นความรุ่งเรืองที่เคยฉายแสดงในหมู่ขุนเขา หมู่ถ้ำ และปรางค์ปรา


    ที่ปรากฏในอินเดียตอนใต้ ก็ร่วงโรยลงเหลือแต่ซากของอารยธรรมที่บอกให้รู้ว่า ในครั้งหนึ่งของ "เวลา" นั้น ณ ที่นี้เคยเรืองรองด้วยอำนาจที่อาจเนรมิตให้เพิงผาอันเต็มไปด้วยหินแข็ง


    กลับกลายเป็นปูชนียสถานและรูปสลักที่เหลืออยู่ให้เห็น



    มองอารยะธรรมในอินเดีย 7


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 7


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 7


    มองอารยะธรรมในอินเดีย 7







    จาก หนังสือต่วยตูน




Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •