กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

หัวข้อ: หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา

Blogger
  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ auddy228
    วันที่สมัคร
    Jun 2007
    ที่อยู่
    THAILAND
    กระทู้
    1,187
    บล็อก
    1

    หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา


    หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา



    หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา




    ภาพนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายให้ด้วยฝีพระหัตถ์และทรงตั้งไว้ในห้องพระบรรทม




    ข้อมูล



    พระอิสริยยศ...........ชายาในหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร

    พระราชบิดา........... พระเจ้าสุริยะพงศ์ผริตเดช

    พระราชมารดา.........หม่อมศรีคำ

    พระสวามี.............. หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร

    บุตร.................... หม่อมราชวงศ์อนุพร กฤดากร

    ..........................หม่อมราชวงศ์เพ็ญศรี กฤดากร

    ราชวงศ์.................ราชวงศ์จักรี




    หม่อม เจ้าศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา (นามเดิม เจ้าศรี ณ น่าน)
    พระธิดาในพระเจ้าสุริยะพงศ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน ลำดับที่ 13 กับแม่เจ้าศรีคำ เจ้าศรีพรหมาเกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2431 มีพี่น้องร่วมมารดา 5 คน เป็นชาย 3 (เสียชีวิตหมด) หญิง 2 คือ เจ้าบัวแก้ว และเจ้าศรีพรหมา ซึ่งเป็นลูกคนท้อง เมื่อเจ้าศรีพรหมาอายุได้ 3 ขวบเศษ พระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรักษ์) และคุณหญิงอุ๊น ภรรยา ได้ขอเจ้าศรีพรหมา ไปเป็นบุตรบุญธรรม เจ้าศรีพรหมาจึงได้ไปอยู่กับพระยามหิบาลฯ ที่กรุงเทพฯ และเรียนหนังสือ ที่โรงเรียนประจำ ชื่อ สุนันทาลัย 5 เดือน และโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง (วัฒนาวิทยาลัย) 8 เดือน ก็ลาออก ต่อมา พ.ศ.2442 พระยามหิบาลฯ และภรรยา ต้องเดินทางไปรับราชการที่ประเทศรัสเซียจึงนำตัวเจ้าศรีพรหมาไปถวายไว้ในพระอุปการะของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี มีหน้าที่ตามเสด็จ ตั้งเครื่องเสวยตามเวรและเวลา ในเวลากลางคืน
    ในตอนกลางวัน เจ้าศรีพรหมา จะงีบหลับเพื่อเข้าเวรตอนกลางคืน และมาสะดุ้งตื่นเอาตอนพลบค่ำ ด้วยหนูมากัดที่หัวแม่เท้า และหนูหลายสิบตัววิ่งอยู่บนเพดาน พร้อมกับส่งเสียง กุก ๆๆ ด้วยการที่หนูร้องเสียงนี้ โบราณถือว่าจะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น กอปรกับช่วงนั้น มองเห็นดาวหางฮัลเลย์ อยู่ในระดับชั้นสามของพระที่นั่งอัมพรอันเป็นห้องพระบรรทม และพาดหางไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม







    วันที่ 22 ตุลาคม 2453
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงประชวรมาก และสมเด็จ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เสด็จไปเข้าเฝ้าแล้วไม่ได้เสด็จกลับ บรรยากาศตอนนั้นเงียบเหงา โดยที่ปกติเวลาใกล้เที่ยงนั้นผู้คนจะเดินขวักไขว่ จอแจ
    เจ้าศรีพรหมา จึงจะไปเปลี่ยนเวรกับเจ้าจอมถนอม เดินข้ามคลองจากตำหนักสวนสี่ฤดู ไปยังพระที่นั่งอัมพร มีผู้คนต่าง ๆ ที่อยู่บนพระที่นั่งล้วนดูหม่นหมอง และนั่งเรียงรายกันตามขั้นบันได เมื่อไปถึงชั้นสามนั้น บรรยากาศเงียบกริบ สมเด็จบรรทมกับพื้นอยู่สุดห้องพระบรรทม ส่วน ร.5 ก็บรรทม กรนสม่ำเสมอ ดูอวบอ้วน พระพักตร์อิ่ม ทรงพระภูษาแดงผืนเดียวอยู่บนพระแท่น ส่วนเจ้าศรีพรหมาก็เข้าไปนอนที่ปลายพระบาทสมเด็จฯ มาตกใจตื่น เมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ ด้วยเสียงร้องไห้ ผู้คนมากมายหมอบราบซบกับพื้น ส่วนสมเด็จฯ อยู่กับ ร.5 ซึ่งได้สวรรคตแล้ว พร้อมกับหมอไรเตอร์ หมอประจำพระองค์ กำลังถวายยาฉีดสมเด็จฯ ที่หมดสติ
    พนักงานอัญเชิญสมเด็จกลับพระตำหนัก โดยเจ้าศรีพรหมาซึ่งเป็นนางกำนัลก็ต้องขนของ -บหมากเสวย และบ้วนพระโอษฐ์ (กระโถน) ตามเสด็จกลับตำหนัก สวนสี่ฤดู ซึ่งยังพระองค์ยังไม่คืนพระสติตลอดวันที่ 23 หลังจากนั้นพอฟื้นคืนพระสติขึ้นมา ก็ทรงกันแสงจนหมดพระสติไปอีกหลายครั้งหลายคราว..





    Bump: หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา





    ในรัชกาลที่ 5เจ้าศรีพรหมาใช้ชีวิตและเรียนหนังสืออยู่ในวังร่วมกับเจ้านายในพระบรมราชวงศ์ เป็นเวลา 3 ปี จึงได้ตามครอบครัวพระยามหิบาลฯ ไปอยู่ที่ประเทศรัสเซีย และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ ทำให้ได้มีโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษไปด้วยเมื่อเจ้าศรีพรหมากลับจากต่างประเทศ ก็ได้กลับไปรับราชการเป็นคุณข้าหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าฯ บางคราวก็ทำหน้าที่เป็นล่ามติดต่อกับชาวต่างประเทศ ในช่วงนั้นเจ้าศรีพรหมากำลังเป็นสาวเต็มตัว มีทั้งความสวย และอุปนิสัยโอบอ้อมอารี มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ผิดจากสตรีชาววังทั่วไป
    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงพอพระราชหฤทัยถึงกับจะโปรดให้รับราชการเป็น เจ้าจอม แต่เจ้าศรีพรหมาก็ได้กราบทูลเป็นภาษาอังกฤษไปตามตรงว่า ท่านเคารพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ในฐานะพระมหากษัตริย์ มิได้รักใคร่พระองค์ท่านในทางชู้สาว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงเมตตาให้เป็นไปตามอัธยาศัย เรื่องความกล้าของเจ้าศรีพรหมาครั้งนี้ และพระมหากรุณาของรัชกาลที่ 5 ที่มีต่อเจ้าศรีพรหมาเสมอมา (ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายเจ้าศรีพรหมาที่รัชกาลที่ 5 ทรงฉายด้วยพระองค์เองและตั้งไว้ในห้องบรรทม ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ตราบจนเสด็จสวรรคต) เป็นที่อัศจรรย์ของชาววังอย่างยิ่ง พ.ศ.2459









    หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา


    หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร



    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงขอเจ้าศรีพรหมาให้อภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร เจ้าศรีพรหมาจึงมีฐานะเป็น “หม่อมศรีพรหมา” ตั้งแต่นั้น หลังจากแต่งงานแล้ว หม่อมเจ้าสิทธิพร ซึ่งขณะนั้นอายุ 37 ปี รับราชการในตำแหน่งอธิบดี ในกระทรวงเกษตร และหม่อมศรีพรหมา มีความเห็นพ้องกันว่าการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จะเป็นอนาคตของชาติในภายภาคหน้า และดีกว่าการรับราชการ ดังนั้นเพื่อเป็นการปูพื้นฐานให้แก่ลูกหลาน ทั้งสองท่านจึงถวายบังคมลาออกจากราชการ แม้จะถูกคัดค้านอย่างมากก็ตาม แล้วพาครอบครัวประกอบด้วยบุตรชาย 1 คน บุตรสาว 1 คน เดินทางไปอยู่ที่อำเภอบางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เริ่มทำการเกษตรบนที่ดินของหม่อมศรีพรหมาที่ได้รับเป็นมรดกจากท่านเจ้าคุณมหิบาลฯ โดยปลูกผักสวนครัว พืชไร่ เลี้ยงไก่ สุกรพันธุ์เนื้อ และโคนม ซึ่งต่อมาขยายกิจการเป็นฟาร์ม ผลผลิตหลายอย่างของฟาร์มประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและเป็นครั้งแรกของไทย เช่น ไข่ไก่ มะเขือ ยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย ทำให้ฟาร์มแห่งนี้เป็นสถานีทดลองทางการเกษตรที่มีผลต่อ กสิกรรมในวงกว้าง และหม่อมเจ้าสิทธิพรได้รับยกย่องว่า เป็นบิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ของไทยต่อมาทั้งสองท่านได้ออกหนังสือ “กสิกร” มีนักวิชาการ /ผู้รู้ เสนอบทความต่างๆ เกี่ยวกับการเกษตรมากมาย นอกจากนี้ยังมีคอลัมน์เกี่ยวกับการทำอาหาร และการถนอมอาหาร โดยหม่อมศรีพรหมา เช่น การคั้นน้ำผลไม้ การหมักดอง การทำแฮม และเบคอน เป็นต้น ซึ่งหม่อมศรีพรหมานับเป็นคนไทยคนแรกที่ทำหมูแฮมและเบคอนได้ในประเทศไทยในสมัยที่ยังไม่มีตู้เย็น บทความหนึ่งที่น่าสนใจของหม่อมศรีพรหมา คือ “ชีวิตและหน้าที่ของสตรีที่ฟาร์มสมัยใหม่”









    หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา




    พ.ศ.2475 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 โปรดฯ ให้หม่อมเจ้าสิทธิพรกลับเข้ามารับราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมตรวจกสิกรรม กระทรวงเกษตร หม่อมศรีพรหมาจึงต้องติดตามมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย ในช่วงนี้กรมตรวจกสิกรรมสามารถส่งข้าวเข้าประกวดได้รางวัลชนะเลิศเป็นที่ 1 ของโลก หม่อมเจ้าสิทธิพรต้องออกจากราชการ หลังจาก รับตำแหน่งได้ไม่กี่เดือน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน
    ชีวิตของหม่อมศรีพรหมาต้องผกผันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดกบฏบวรเดช หม่อมเจ้าสิทธิพรได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมก่อการด้วย ท่านจึงปรึกษาหม่อมศรีพรหมาก่อนตัดสินใจ ซึ่งหม่อม ศรีพรหมากล่าวว่า ท่านพร้อมที่จะสนับสนุนการกระทำใดๆ ก็ตามที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แม้ว่าจะเสี่ยงสักเพียงใด หม่อมเจ้าสิทธิพรจึงเข้าร่วมด้วย แต่การก่อการดังกล่าวไม่สำเร็จ ทำให้หม่อมเจ้าสิทธิพรต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ภายหลังได้รับพระราชทานนิรโทษกรรม จึงจำคุกเพียง 11 ปี ระหว่างนี้หม่อมศรีพรหมาต้องรับภาระหนักทั้งเลี้ยงดูบุตรธิดา ดูแลกิจการที่บางเบิด และ ตามไปส่งอาหารและยาให้หม่อมเจ้าสิทธิพรตามสถานที่ต่างๆ ที่ถูกคุมขังไว้ แต่ท่านก็มิได้ท้อแท้ หรือแสดงความอ่อนแอ แต่อย่างใด
    หลังจากหม่อมเจ้าสิทธิพรพ้นโทษแล้ว ก็ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ในรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ถึง 2 สมัย หม่อมศรีพรหมาจึงได้กลับมาอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง ส่วนฟาร์มที่บางเบิดนั้น ต่อมาได้ขายให้ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ แล้วไปซื้อที่ใหม่อยู่ที่สวนเล็กๆ ที่หัวหิน กระทั่งหม่อมเจ้าสิทธิพรสิ้นชีพิตักษัยเมื่อ 22 มิถุนายน 2514 เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของหม่อมเจ้าสิทธิพร หม่อมศรีพรหมาจึงได้ผลักดันให้เกิด “มูลนิธิสิทธิพร กฤดากร” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และส่งเสริมการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อประโยชน์ทางการเกษตร
    บั้นปลายชีวิตของหม่อมศรีพรหมาอบอุ่นแวดล้อมด้วยลูกหลาน มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง แม้จะเจ็บป่วยบ้าง กระทั่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2521 รวมอายุได้ 90 ปีเศษ อัฐิของท่านได้นำมาบรรจุไว้ที่วัดชนะสงครามร่วมกับพระอัฐิของหม่อมเจ้าสิทธิพร
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย auddy228; 04-07-2010 at 23:39.

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •