ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก





พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก


ในวันที่ 7 สิงหาคม - วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ พ.ศ. 2112
พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก





ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก



ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก





หลังสิ้นแผ่นดินพระชัยราชาธิราชแล้ว ท้าวศรีสุดาจัทร์มีอำนาจและยกขุนวรวงศาผู้ซึ่งเป็นพระสวามีใหม่ให้ครองแผ่นดินต่อมา



แต่พระมหาจักรพรรดิผู้เป็นพระอนุชาของพระ ชัยราชาและขุนพิเรนทรเทพ
ได้กำจัดท้าวศรีสุดาจันทร์ได้สำเร็จ และพระมหาจักรพรรดิได้ครอง ราชย์ต่อมา และโปรดให้ขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชา ให้ไปครองเมืองพิษณุโลก บัง คับบัญชาหัวเมืองทางเหนือ ทั้งพระราชทานพระเทพกษัตรีให้ไปเป็นพระชายา ซึ่งต่อมาก็คือพระ มารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช



ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก




สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ มีพระมเหสีคือพระศรีสุริโยทัย มีพระโอรสและพระธิดาคือ



-พระราเมศวร
-พระมหินทราธิราช
-พระวิสุทธิกษัตรี
-พระเทพกษัตรี



ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 15 ของกรุงศรีอยุธยา (องค์ที่ 12 ของราชวงศ์สุพรรณภูมิ) ได้ทำสงครามกับพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าสิบทิศแห่งราชวงศ์ตองอูของพม่า คือสงครามช้างเผือก ผลปรากฏว่าอยุธยาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
อยุธยาจึงต้องเสียช้างเผือกไปถึง 4ช้าง , พระราเมศวร (คนละพระองค์กับกษัตริย์องค์ที่ 2 ของกรุงศรีอยุธยา) พระราชโอรสองค์โต ในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระสุริโยทัย ทั้งยังได้ พระสุนทรสงคราม และ พระยาจักรี ไป




ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก




ต่อมาสมเด็จพระไชยเชษฐาแห่งล้านช้างได้ส่งสาส์นมาสู่ขอพระเทพกษัตรี
พระธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเป็นพระมเหสี


สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงเห็นว่าการพระราชทานพระธิดาไปนั้น
เป็นการสร้างพันธมิตรแก่อยุธยาจึงพระราชทานไป แต่ถูกพม่าชิงตัวไป


เพราะการแจ้งข่าวนี้ของพระมหาธรรมราชาแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ในปี พ.ศ. 2111 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จสวรรคต ในช่วงของสงครามครั้งนี้




ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก





สมเด็จพระมหินทราธิราชจึงเสด็จขึ้นครองบ้านเมือง



ฝ่ายพระเจ้าบุเรงนองมีดำริบุกเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้น
จึงยกทัพมาตีเมืองต่างๆที่เป็นเมืองในปกครองของกรุงศรีอยุธยา
แม้กระทั่งเมืองพิษณุโลกสองแคว แต่พม่าก็ยังไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกได้โดยเร็ว


สมเด็จพระเจ้าอภัยพุทธบวร ไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง
ได้เสด็จยกมาช่วยแต่ก็ถูกพม่าตีแตกพ่ายที่สระบุรี



ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก




สาเหตุที่พม่าตีกรุงศรีอยุธยาสำเร็จ



ด้วยสาเหตุบางประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแตกความสามัคคีหัวเมืองต่าง ๆ ไม่รวมเป็นหนึ่งเดียว แยกกันต่อสู้ศึก โดยศูนย์กลางอำนาจ (อยุธยา) ไม่ให้การสนับสนุน บ้านเมืองว่างเว้นศึกมานาน ผู้นำไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ประกอบกับมีคนไทยที่เห็นแก่ลาภ ทรัพย์สิน ตอบแทนยอมตนเป็นไส้ศึก



พระยาจักรีหนึ่งในเสนาที่ถูกกุมตัวไปยังกรุงหงสาวดี เมื่อครั้งแพ้สงครามช้างเผือก ก็เห็นแก่ทรัพย์ที่พระเจ้าบุเรงนองประทานให้ผู้ที่คิดแผนตีกรุงศรีอยุธยาลงได้ จึงเสนอตัวเป็นหนอนบ่อนไส้ในกรุงศรีอยุธยา โดยเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาทำทีเป็นว่าลอบหนีมาจากกรุงหงสาวดีได้ ประกอบด้วยความไว้พระทัยที่พระมหินทราธิราชมีต่อพระยาจักรีผู้นี้ จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่




ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก



พระยาจักรีจึงวางอุบายให้ทหารที่มีความสามารถไปประจำกองที่ไม่มีความสำคัญ และให้ทหารที่ไร้ฝีมือมาเป็นทัพหน้าประจัญบานกับกองทัพของพระเจ้าบุเรงนอง แม่ทัพนายกองที่พอจะมีฝีมือก็หาเรื่องใส่ความให้ต้องโทษขังหรือเฆี่ยน เพียงข้ามคืนกรุงศรีอยุธยาก็พ่ายแพ้ เสียกรุงให้กับพม่าเป็นครั้งแรก




ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก



พระยาจักรีเมื่อกลับไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนอง ก็ผิดคาดด้วย พระเจ้าบุเรงนองมีพระราชโองการให้ประหารชีวิตพระยาจักรีเนื่องจากการเป็นกบฎ
ด้วยเห็นว่า ..พระยาจักรีนั้นทำได้แม้กระทั่งการทรยศบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ฉะนั้น..ในภายภาคหน้าก็ย่อมจะสามารถทรยศกรุงหงสาวดีได้เช่นกัน โดยตอกมือไว้กับหีบทองของรางวัล ที่ บุเรงนองประทานให้แล้วจับถ่วงน้ำ



สมเด็จพระมหินทราธิราช ถูกพาตัวไปที่กรุงหงสาวดี บุเรงนองตั้งให้สมเด็จพระมหาธรรมราชา เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ของอยุธยา ราชวงศ์สุโขทัย แล้วนำพระโอรสของพระมหาธรรมราชาไปเลี้ยงดู กึ่งเป็นตัวประกัน
พระโอรสของพระมหาธรรมราชาองค์นั้นคือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่ต่อมาในภายหลังเป็นผู้นำทำสงครามกับพม่ากอบกู้เอาอิสรภาพกลับคืนมา



ย้อนรอยอดีต 3 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตก





ข้อมูลจาก

วิกิพีเดีย
www.sema.go.th
http://www.amulet1.com
http://www1.tv5.co.th







...................................................................